จากชาไทยสู่มัทฉะ! สองพี่น้อง “ดีเจริญ” ปั้นแบรนด์ใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” ชูราคาเริ่ม 65 บาท หวังดันรายได้ทะลุ 10-20 ล้านต่อสาขา

จากชาไทยสู่มัทฉะ! สองพี่น้อง “ดีเจริญ” ปั้นแบรนด์ใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” ชูราคาเริ่ม 65 บาท หวังดันรายได้ทะลุ 10-20 ล้านต่อสาขา

FORBES THAILAND / ADMIN
01 Jul 2026 | 01:55 PM
READ 145

ต่อยอดความสำเร็จจากปรากฏการณ์สลัชชี่ชาไทยร้อยล้าน! สองพี่น้อง “ดีเจริญ” เดินหน้าขยายอาณาจักรเครื่องดื่ม เปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” (everyday.green.tea) ชูจุดขายมัทฉะเข้าถึงง่ายในราคาเริ่มต้น 65 บาท ประเดิมสาขาแรกที่สยามพารากอน หวังปั้นรายได้ทะลุ 10-20 ล้านบาทต่อสาขา พร้อมตั้งเป้าดันสัดส่วนรายได้ให้แตะ 20% ของทั้งเครือ


    หลังจากแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” (everyday.thai.tea) สร้างปรากฏการณ์คิวยาวเหยียดจากเมนูสลัชชี่ชาไทย จนแบรนด์ทะยานก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 และกวาดรายได้ในปีที่ผ่านมากว่า 140 ล้านบาท ล่าสุด “วิว-พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ” และ “แวน-พรทิพย์ ดีเจริญ” สองพี่น้องผู้ก่อตั้ง ได้เริ่มบทตอนใหม่ทางธุรกิจด้วยการกระโดดลงสมรภูมิเครื่องดื่มมูลค่าหลายพันล้าน เตรียมเปิดตัว pop-up store สาขาแรก ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นี้

    ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแตกไลน์สินค้าธรรมดา แต่คือกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอ หลังจากปีที่ผ่านมาเพิ่งเปิดตัวแบรนด์โกโก้และกาแฟในชื่อ “เข้ม” ไป โดยครั้งนี้ตั้งเป้าหมายใหญ่ให้แบรนด์ชาเขียวน้องใหม่สร้างสัดส่วนรายได้สูงสุดถึง 20% ของเครือทั้งหมด


เปลี่ยนมุก April’s Fool Day เป็นโอกาสธุรกิจหมื่นล้าน

    เบื้องหลังการก้าวเข้าสู่ตลาดชาเขียวครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจจากการทำคอนเทนต์สนุกๆ ในวัน April’s Fool Day ทว่ากระแสตอบรับกลับกลายเป็นเสียงเรียกร้องอย่างจริงจังจากผู้บริโภค

ภาพกิจกรรมวัน April’s Fool Day


    พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ เล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจกระโดดเข้าสู่ตลาดนี้ว่า ยอดแชร์และคอมเมนต์จากคอนเทนต์ล้อเล่นในวันนั้นกลายเป็นสัญญาณบวกที่มองข้ามไม่ได้ ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

    “เราเริ่มเห็นคนทำงานออฟฟิศดื่มชาเขียวหรือมัทฉะเป็นแก้วแรกของวัน จากเดิมที่เครื่องดื่มประเภทนี้มักถูกจัดอยู่ในสถานะแก้วที่สองรองจากกาแฟ กลายเป็นว่าทุกวันนี้ “มัทฉะ” ขึ้นมาสูสีเบียดกับ “กาแฟ” เรียบร้อยแล้ว เมื่อมองเห็นโอกาสในตลาดที่กำลังเติบโต เราจึงไม่รอช้า ตัดสินใจพัฒนาแบรนด์ทันทีโดยวางกรอบเวลาการทำงานทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน”

พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ


ชูคอนเซปต์พรีเมียมมัทฉะ ในราคาที่ดื่มได้ "ทุกวัน"

    พรทิพย์ ดีเจริญ เสริมในแง่ของกลยุทธ์ราคาว่า ปัจจุบันแบรนด์มัทฉะในตลาดส่วนใหญ่มีราคาค่อนข้างสูง คอนเซปต์ของร้านจึงต้องการทลายกำแพงนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับ DNA ของแบรนด์ที่ว่าต้องการเป็น "everyday beverage" หรือเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคสามารถซื้อดื่มได้ในทุกๆ วัน

    การเฟ้นหาวัตถุดิบจึงเริ่มขึ้นจากการเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อหาจุดตัดที่ลงตัวระหว่าง "คุณภาพสูงสุด" และ "ราคาที่จับต้องได้" จนกระทั่งมาลงตัวที่ “มัทฉะยาเมะ” (yame matcha) เกรด Ceremonial A5 จากญี่ปุ่น ซึ่งโดดเด่นด้วยโทนรสชาติแบบถั่ว มีความฝาดน้อย กลมกล่อม และมีมิติกลิ่นที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี

    “เราชิมมัทฉะกันไป 40-50 ตัว พยายามหลีกเลี่ยงมัทฉะจากแหล่งอื่น และต้องเป็นมัทฉะญี่ปุ่นเท่านั้น ตัวที่เราเลือกมาราคาสูงเพราะเป็นเกรด A5 แต่ข้อดีคือรสมัทฉะยังชัดเจนแม้จะนำไปชงเป็นเมนูลาเต้ เราโชคดีที่ได้พาร์ทเนอร์ที่ไปลงพื้นที่คัดเลือกถึงไร่ที่ญี่ปุ่น ทำให้ได้ราคาและคุณภาพที่เดินหน้าธุรกิจตามคอนเซปต์นี้ได้”

พรทิพย์ ดีเจริญ


เจาะโครงสร้างเมนูและกลยุทธ์ราคา

    นอกเหนือจากวัตถุดิบคุณภาพ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” ยังออกแบบโครงสร้างเมนูเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก เริ่มจากกลุ่มเมนูชาเขียวในราคาเริ่มต้น 65-95 บาท 

    ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การนำชาเขียวมาเบลนด์กับชาอัสสัมที่อบด้วยดอกมะลิแท้ แทนการใช้สารแต่งกลิ่นสังเคราะห์ เพื่อให้ได้ความหอมละมุนแบบฟลอรัล โดยมีเมนูไฮไลต์อย่างชาเขียวแบบใส 65 บาท, ชาเขียวลาเต้ 75 บาท และยังมีเมนูอื่นๆ อาทิ Yuzu Green Tea และ Redbean Green Tea ที่มีราคาไล่ไปจนถึง 85-95 บาท

    ถัดมาคือกลุ่มเมนูมัทฉะ ราคาเริ่มต้น 75-145 บาท ที่ชูความเป็นพรีเมียมมัทฉะดัดแปลงให้สนุกและแปลกใหม่ โดยมี 3 เมนูซิกเนเจอร์ที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ Clear Matcha Coconut Butterfly Pea 95 บาท, Butterfly Pea Latte Matcha Foam 95 บาท

    และเมนูไฮไลต์อย่าง Matcha Slushy Butterfly Pea Foam 145 บาท ที่ดึงเอาจุดแข็งเรื่อง "สลัชชี่" จากแบรนด์ชาเย็นมาปัดฝุ่นใหม่ พร้อมท็อปด้วยโฟมอัญชันสีฟ้ากลิ่นมะพร้าว

แผนการเติบโตและการันตีเป้าหมายรายได้

    สำหรับการเปิดตัวในรูปแบบ pop-up store ที่ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน จะเป็นการทดลองตลาดและเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคเป็นเวลา 1 เดือน ก่อนจะพิจารณาขยายโมเดลนี้ไปยังห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ขณะที่หน้าร้านแบบถาวร คาดว่าจะเปิดตัวภายในปีนี้อย่างแน่นอนประมาณ 1-2 สาขา

    นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีแผนเตรียมสยายปีกไปสู่สินค้าประเภทผงมัทฉะบรรจุห่อ ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ รวมถึงการแตกไลน์สินค้า SKU ใหม่ๆ ที่จะอยู่ภายใต้คอนเซปต์ "เครื่องดื่มสีเขียว" ในอนาคตอีกด้วย

    โดยตั้งเป้าให้ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” สร้างสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 10-20% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งเครือ ขณะที่ยอดขายในช่วงการเปิด pop-up store ประเมินไว้ที่ราว 10,000 แก้วต่อเดือนต่อสาขา ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ขั้นต่ำต่อสาขาที่ประมาณ 10-20 ล้านบาท

    การประเมินรายได้ดังกล่าวถือเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับผลประกอบการในปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มก่อตั้งบริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด โดยมีรายได้รวมทั้งเครืออยู่ที่ประมาณ 14,367,369 บาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,599,437 บาท (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

    “คำว่า “ทุกวัน” ขีดเส้นใต้เลยว่าราคาต้องเข้าถึงง่าย แม้วัตถุดิบมัทฉะจะมีต้นทุนที่สูงกว่าชาเย็น แต่เราต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าจ่ายแล้วรู้สึกคุ้มค่า ไม่รู้สึกเสียดายเงิน เราไม่ได้มองการทำธุรกิจแบบฉาบฉวย แต่อยากเป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาแล้วอยู่ไปได้นานๆ และในอนาคตเราตั้งใจจะเปิดฮับเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่เป็นฐานลูกค้าหลักของเราให้ดียิ่งขึ้น” สองผู้ก่อตั้ง กล่าวทิ้งท้ายถึงทิศทางอนาคต

ภาพ : ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ปั้น "HARUKI" เปิดเกมรุกตลาดเบเกอรี่ญี่ปุ่น ชิงเค้ก Food-to-Go หมื่นล้าน ตั้งเป้าขยาย 20 สาขาภายในปี 2573

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine