น้ำมันแพงขึ้นจากแรงกระเพื่อมของสงคราม กำลังกดดันต้นทุนธุรกิจไทยทุกด้าน แต่ “ฟาร์มเฮ้าส์” เลือกไม่ขึ้นราคา ยอมให้กำไรลดลงบางส่วน เพื่อช่วยพยุงผู้บริโภคในช่วงเวลาที่เปราะบาง
แรงกระเพื่อมจากความตึงเครียดของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผ่านมาถึงเศรษฐกิจทั่วโลกอีกระลอก โดยเฉพาะ “ราคาพลังงาน” ที่พุ่งสูงขึ้นมาแล้วราว 40-50% ในไทย แน่นอนว่านั่นกระทบกับต้นทุนของภาคธุรกิจในไทย ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายบริษัทเริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าเพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น “ฟาร์มเฮ้าส์” แบรนด์ขนมปังที่อยู่คู่ตลาดไทยมากว่า 44 ปี ประกาศความตั้งใจชัดเจนว่า ณ ขณะนี้จะไม่มีการขึ้นราคาสินค้า แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งกำไรอาจลดลงบ้าง แต่ในช่วงเวลาที่เปราะบางแบบนี้ ทุกภาคธุรกิจต้องช่วยกันพยุงสังคมไปข้างหน้า
อภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ “ฟาร์มเฮ้าส์” กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่องค์กรสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับความร่วมมือจากทีมงานเป็นอย่างดี ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ การแข่งขันในตลาด และการพัฒนาศักยภาพขององค์กรเอง โดยได้มุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการทำงานภายใน ควบคู่กับการวางแผนระยะยาว และการยกระดับไลน์การผลิตหลายส่วน
ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) มีรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ 7,251.54 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ที่อยู่ที่ 7,697.21 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิก็ลดลงเช่นกัน โดยปี 2568 อยู่ที่ 1,257.69 ล้านบาท ส่วนปี 2567 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,590.59 ล้านบาท
สำหรับปีนี้ แม้ในช่วงต้นปีแนวโน้มธุรกิจจะอยู่ในทิศทางที่ดี แต่ภายหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดซึ่งโดยปกติจะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงทันทีหลังมีข่าวสงคราม
“ปีที่แล้วกำไรเราหายไปบ้าง แต่ถ้าเทียบกับบริษัทอื่นๆ ในไทยแล้ว ถือว่าเรายังอยู่ในเกณฑ์ดี ปีนี้พยายามคงไว้ เพราะความไม่แน่นอนสูง เฉพาะเหตุการณ์สงคราม ก็กระทบเราหลายล้านบาท รถขนส่งที่ใช้น้ำมันน่าจะได้รับผลกระทบต้นทุนเพิ่ม 7%”
อภิเศรษฐ อธิบายเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 40-50% ส่งผลโดยตรงต่อค่าขนส่ง ขณะที่ราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะฟิล์มห่อสินค้า ปรับขึ้นเฉลี่ย 20-30% และบางรายการสูงถึง 100% ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นราว 3-5% แต่ถึงอย่างนั้นฟาร์มเฮ้าส์ก็ยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า
โดยที่ผ่านมา ฟาร์มเฮ้าส์เคยมีการปรับขึ้นราคาในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน และปรับขึ้นอีกครั้งหลังจากนั้น แล้วก็ไม่มีการปรับขึ้นอีก ทั้งยังมีการปรับราคาลดลงในปีที่แล้วด้วย
“ความตั้งใจเราคือไม่ขึ้นราคา ยอดขายตอนนี้พอไปได้ และเป็นนโยบายด้วยว่าจะไม่ขึ้นอยู่แล้ว เราเน้นการปรับตัวที่ภายในบริษัท ผมมองว่าขึ้นราคาแล้วอาจจะกำไรมากขึ้น แต่เราไม่ขึ้น ซึ่งกำไรอาจจะลดบ้าง แต่ทุกคนก็ต้องแบ่งๆ กันไป เชื่อว่าทุกบริษัทต้องช่วยเหลือสังคมด้านนี้” อภิเศรษฐกล่าว ก่อนจะเผยว่าเขามองว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ได้อยู่นานมากนัก เนื่องจากตอนนี้ราคาน้ำมันก็ปรับลดลงบ้างแล้ว

อภิเศรษฐยังฉายภาพถึงสถานการณ์ของฟาร์มเฮ้าส์เพิ่มเติมว่า ทันทีที่มีสงคราม นักท่องเที่ยวก็หายไป ซึ่งปกติในช่วงปิดเทอมเช่นนี้ จุดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวจะขายดี แต่เมื่อนักท่องเที่ยวหายก็ทำให้ยอดขายในพื้นที่ท่องเที่ยวลดลงไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงสงกรานต์ปีนี้นักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติปรับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว จากเที่ยวไกลๆ เป็นเที่ยวใกล้ๆ ทำให้ปีนี้กลายเป็นว่าช่วงสงกรานต์ ยอดขายในกรุงเทพฯ ของฟาร์มเฮ้าส์ดีกว่าปีทุกๆ ปี
“แต่ตอบโจทย์ตัวเลขเติบโตไหม ก็อาจจะยัง โดยไตรมาสแรกปีนี้ถือว่าสอบผ่าน มีการเติบโต สองเดือนแรกเราโต ซึ่งต้นปีเราตั้งเป้าการเติบโต 10% แต่หลังราคาน้ำมันขึ้น เราก็ปรับเป้าลดลง”
นอกจากเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฟิล์มห่อสินค้า ฟาร์มเฮ้าส์ยังพบปัญหาคือซัพพลายเออร์หลายเจ้าไม่มีฟิล์มส่งให้ จากที่เคยใช้เวลาราว 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง ตอนนี้อาจใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าฟิล์มจะมาถึง กระทบถึงการออกสินค้าใหม่ที่ปกติฟาร์มเฮ้าส์จะมีสินค้าใหม่ทุกเดือน
ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน อภิเศรษฐบอกว่าแนวทางที่ฟาร์มเฮ้าส์เตรียมแผนรับมือ คือการจัดการที่ภายใน ไม่ว่าจะเป็น การประหยัดพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพงานให้ได้สูงสุด ปรับแผนการตลาดใหม่ และวางแผนโฆษณาเพื่อมุ่งเน้นไปที่ยอดขายมากขึ้น กระจายการใช้อินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น รวมถึงไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่อาจยังไม่เคยทำมาก่อน
“เมื่อก่อนโฆษณาเราจะเน้นสร้างแบรนด์มากกว่า แต่ปัจจุบันการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น คู่แข่งก็มีอะไรใหม่ๆ แปลก พิเศษ ซึ่งดึงลูกค้าเราไปเหมือนกัน ทำให้เราต้องวางแผนใหม่ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น”
นอกจากเรื่องการตลาดแล้ว ฟาร์มเฮ้าส์ยังวางแผนเพิ่มจำนวนรถขนส่งสินค้าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้เป็น 100 คันในปีนี้ จากปัจจุบันที่มีอยู่ 46 คัน ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้บริษัทได้ราว 1 ล้านบาท/ปี แม้จะมีราคาแพงกว่ารถยนต์น้ำมัน แต่มีจุดคุ้มทุนที่สั้นกว่าคือ 8-10 ปี ขณะที่รถยนต์น้ำมันมีจุดคุ้มทุนที่ 15 ปี
ทั้งนี้ ปีนี้ฟาร์มเฮ้าส์วางงบลงทุนไว้ราว 300-400 ล้านบาท เป็นการลงทุนในโซลาร์เซลล์ที่ปีนี้จะขยายเพิ่ม ใช้งบราว 20-30 ล้านบาท เป็นงบซื้อรถยนต์ไฟฟ้าราว 50 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นงบสำหรับการสร้างโรงงานแป้งสาลีของตัวเอง PB Flour Mill คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปีนี้ มีกำลังการผลิต 250 ตันต่อวัน โดยโครงการนี้วางงบลงทุนรวมไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท หากเป็นไปตามแผนคาดว่าจะเดินการผลิตได้ในปี 2571
“ตอนนี้โรงแป้งในไทยก็เพียงพอต่อการใช้งานอยู่เยอะ มีการขยายตัว และมีคุณภาพใช้ได้ มีกำลังการผลิตที่สูงพอกับความต้องการของเราไปอีกหลายปี แต่ที่เราต้องทำเพราะเราต้องการควบคุมคุณภาพแป้งให้ได้คุณภาพเดียว ซึ่งจะทำให้เรามีกำลังการผลิตสม่ำเสมอต่อเนื่อง ไม่ต้องปรับสูตรการผลิตให้เปลี่ยนไปตามคุณภาพแป้งที่ได้ เพราะที่ผ่านมา การปรับสูตรตามคุณภาพแป้งทำให้มี lose เกิดขึ้น ทั้งยังเจอราคาแป้งที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก การทำเองก็จะช่วยลดเรื่องพวกนี้ลง ควบคุมคุณภาพแป้งได้ดีกว่า”
อย่างไรก็ตาม ภาวะสงครามส่งผลต่ออุตสาหกรรมการก่อสร้างที่ราคาพุ่ง 20-30% แน่นอนว่าย่อมกระทบต้นทุนการก่อสร้างโรงงานแป้งสาลีของฟาร์มเฮ้าส์ด้วย ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาสถานการณ์ต่อไป
อภิเศรษฐกล่าวว่า “ถ้าตัดเรื่องสงครามออกไป เราคิดว่าเราโตเรื่อยๆ ทุกเดือน เพราะสองเดือนแรกโต ตอนนี้ก็คิดแผนใหม่ น้ำมันปรับตัวลดลงบ้าง ความมั่นใจเราก็กำลังกลับมา” สะท้อนความมั่นใจของฟาร์มเฮ้าส์ที่ยังเชื่อมั่นในตลาดขนมปังเมืองไทย ที่แม้แนวโน้มตลาดจะทรงตัวต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าอยู่ที่ราว 40,000-50,000 ล้านบาท แต่ผู้บริโภคชาวไทยยังคงรับเทรนด์เบเกอรี่และขนมปังใหม่ๆ จากต่างประเทศอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ชิโอะปัง หรือซาวด์โด เป็นต้น
ทั้งนี้ นอกจากการไม่ขึ้นราคา และปรับตัวภายในรับมือวิกฤตแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ ฟาร์มเฮ้าส์กำลังขยับบทบาทของตัวเองจากผู้ผลิตสินค้า ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มสร้างรายได้” ให้กับคนตัวเล็ก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่า 10,000 ราย ที่นำผลิตภัณฑ์ของฟาร์มเฮ้าส์ไปต่อยอด เช่น การทำแซนด์วิชจำหน่าย ซึ่งหลายรายสามารถสร้างรายได้มั่นคงในระดับที่เลี้ยงดูครอบครัวหรือส่งบุตรหลานเรียนได้
โมเดลดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ทางอ้อม แต่กำลังถูกพัฒนาเป็น “กลยุทธ์หลัก” ขององค์กร ผ่านการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายย่อย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
เพื่อทำให้แนวคิดนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ฟาร์มเฮ้าส์เตรียมจัดกิจกรรมอบรม “startup on tour” สร้างตัว...ด้วยแซนด์วิช ในวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่ จ.นครปฐม โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การทำแซนด์วิช การตั้งราคาขาย การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงเทคนิคการเพิ่มยอดขาย เป้าหมายไม่ใช่เพียง “สอนทำสินค้า” แต่คือการช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถ “เริ่มต้นธุรกิจได้จริง” ด้วยต้นทุนที่ไม่สูง และมีโอกาสสร้างรายได้ทันทีในสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย
ภาพ: ฟาร์มเฮ้าส์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เทรนด์ปีนี้ร้านจีนยังบุกไทย! ห้างกลางเมืองก็อยากได้อะไรใหม่ๆ CRG ทุ่ม 900 ล้าน เปิดใหม่ 140-160 สาขา ดึงแบรนด์ใหม่เสริมทัพ ผนึก JV ต่อยอดเติบโต
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

