BJC ผนึก DHL ตั้งบริษัทร่วมทุนโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ ทุ่มงบลงทุนปีละ 1.5 พันล้าน ต่อเนื่อง 5 ปี รับตลาดสุขภาพโต 6.45 แสนล้าน

BJC ผนึก DHL ตั้งบริษัทร่วมทุนโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ ทุ่มงบลงทุนปีละ 1.5 พันล้าน ต่อเนื่อง 5 ปี รับตลาดสุขภาพโต 6.45 แสนล้าน

BJC ผนึก DHL ตั้งบริษัทร่วมทุนด้านโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ ทุ่มงบลงทุนปีละ 1.5 พันล้านบาท ต่อเนื่อง 5 ปี ยกระดับและขยายคลังสินค้า-ระบบขนส่ง ตั้งเป้าเติบโตก้าวกระโดด 4 เท่า รับตลาดสุขภาพบูม 6.45 แสนล้าน


    บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ (BJL) ในเครือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และบริษัท ดีเอชแอล ซัพพลายเชน (ประเทศไทย) หรือ DHL ประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์สู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการรุกตลาดเฮลธ์แคร์ในประเทศไทยที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 6.45 แสนล้านบาท ภายในปี 2573

    ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า BJC มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ DHL มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ขณะที่ธุรกิจเฮลธ์แคร์ของ BJC ก็มีประวัติยาวนานกว่า 60 ปี สำหรับธุรกิจเฮลธ์แคร์นั้น โลจิสติกส์ถือเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากต้องดำเนินงานภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวดและกฎระเบียบจำนวนมาก ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของทั้งสององค์กร

    DHL ซึ่งเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ระดับโลก จะทำให้ BJC สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ทรงพลังในอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และช่วยให้สามารถขยายฐานลูกค้าไปสู่ต่างประเทศ และนำเสนอโซลูชันระดับโลกที่สามารถรองรับการเติบโตของตลาดและบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาค

    นอกจากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ BJC ได้เรียนรู้ด้านนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา รวมถึงองค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ที่ DHL สั่งสมมาในฐานะบริษัทระดับโลก

    บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่นี้จะทำหน้าที่ดูแลด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้า ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท พร้อมกับพนักงานรวม 2,500 คนที่มาจาก BJC และ DHL โดยมีแผนลงทุนต่อเนื่องราว 1-1.5 พันล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลาประมาณ 5 ปี เพื่อขยายคลังสินค้าให้ได้มาตรฐานเฮลธ์แคร์ พร้อมตั้งเป้าเติบโตแบบก้าวกระโดด จาก 7 พันล้านบาทในปัจจุบัน เป็น 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า โดยชื่อบริษัทใหม่จะมีการประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง


เจาะ 3 เซกเมนต์ธุรกิจเฮลธ์แคร์ ย้ำ Top 3 ในไทย

    ธีรวรรณ ศรีสุข รองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์ BJC อธิบายว่า ปัจจุบัน BJC Healthcare แบ่งธุรกิจออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ Pharmaceutical Division ธุรกิจจำหน่ายยาและสินค้าที่ขายในร้านยา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 59% ของรายได้ และ Medical Division ธุรกิจอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ คิดเป็นสัดส่วน 41%

    โดยมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายครอบคลุมโรงพยาบาลกว่า 1,271 แห่ง คลินิก 2,687 แห่ง และร้านยา 4,688 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ BJC Healthcare เป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายด้านสุขภาพ 3 อันดับแรกของไทย

    ตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา BJC ลงทุนพัฒนาโลจิสติกส์และคลังสินค้าด้วยตัวเองเป็นหลัก แต่ในระยะถัดไป บริษัทต้องการขยายการเติบโตด้าน Distribution ให้ก้าวไปพร้อมกับ DHL โดยเฉพาะสินค้านำเข้าที่ต้องมีการปรับแพ็กเกจให้เหมาะกับผู้บริโภคไทย รวมถึงการให้บริการหลังการขายที่เข้มแข็งมากขึ้น

    ทั้งนี้ BJC Healthcare มองว่า ตลาดสินค้าและอุปกรณ์ด้านสุขภาพของไทยในช่วงปี 2569-2573 จะเติบโตจากหลายปัจจัย ทั้งสังคมผู้สูงอายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อสุขภาพ และกระแสการดูแลตัวเองที่ชัดเจนขึ้น โดยความต้องการจะเพิ่มขึ้นใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโรคเรื้อรัง (NCDs), ความงามและชะลอวัย, การป้องกันและดูแลสุขภาพ, ทันตกรรม และสุขภาพสัตว์เลี้ยง

    โดยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน และไขมันในเลือด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่าสัดส่วนคนไทยที่เป็นโรค NCDs เพิ่มจากราว 9% ในปี 2565 เป็นประมาณ 10.5% ในปี 2568 ส่งผลให้ความต้องการยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ขณะที่ตลาดความงามและชะลอวัยยังคงเติบโตจากอิทธิพลของโซเชียลมีเดียและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยมูลค่าตลาดในไทยอยู่ที่ประมาณ 7.65 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 9.3 หมื่นล้านบาทในปี 2573 ขณะที่ตลาดการป้องกันและดูแลสุขภาพ เช่น วิตามิน อาหารเสริม และชุดตรวจสุขภาพ เติบโตเฉลี่ย 6-8% และบางช่วงสูงถึง 10-15% ต่อปี

    ด้านตลาดทันตกรรมก็ได้รับแรงหนุนจากทั้งการดูแลสุขภาพและความงาม รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ขณะที่ตลาดสุขภาพสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างรวดเร็วจากจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นและการดูแลเสมือนสมาชิกในครอบครัว

    จากภาพรวมดังกล่าว BJC ได้เลือกโฟกัส 3 เทรนด์หลัก ได้แก่ กลุ่มโรคเรื้อรัง ความงาม และการป้องกันและดูแลสุขภาพ โดยเชื่อว่าธุรกิจจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกับตลาด และความร่วมมือกับ DHL จะช่วยเสริมศักยภาพทั้งด้านยอดขาย สินค้านำเข้า และองค์ความรู้ในระดับโลก โดยคาดว่ารายได้จากธุรกิจยาจะเติบโตเฉลี่ยราว 22.9% ต่อปี ขณะที่ธุรกิจอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์จะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10.8% ต่อปี ซึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการปรับรูปแบบการให้บริการ การเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ และการเพิ่มความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจ


วางโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการเติบโตระบบสุขภาพ

    อาทิตย์ สุวรรณวรบุญ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทร่วมทุน กล่าวว่า โลจิสติกส์และซัพพลายเชนมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจเฮลธ์แคร์ และ Life science โดยเฉพาะเมื่อปริมาณสินค้าและการจัดส่งเพิ่มขึ้น ระบบคลังสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิและการขนส่งต้องรองรับการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน แนวโน้มอย่าง Personalized Medicine และบริการทางการแพทย์ที่เชื่อมต่อกับออนไลน์ ทำให้ซัพพลายเชนต้องมีความยืดหยุ่นสูง ตั้งแต่การส่งยาและอุปกรณ์ถึงบ้าน ไปจนถึงการรับอุปกรณ์กลับไปตรวจในห้องแล็บ รวมถึงต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และพร้อมปรับตัวตามโครงสร้างการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ความร่วมมือระหว่าง BJC และ DHL ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านโลจิสติกส์ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อรองรับอนาคตของระบบสุขภาพไทยในระยะยาว อาทิตย์ กล่าว

    ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนจะส่งมอบบริการโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์อย่างครบวงจร โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ประกอบด้วย

    1. โครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์โดยเฉพาะ นั่นคือ คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่ครอบคลุมทุกระดับความต้องการ และระบบคลังสินค้าแบบแช่เย็นและแช่แข็งที่ได้มาตรฐาน รองรับการจัดเก็บและกระจายสินค้ากลุ่มยาชีววัตถุ วัคซีน ยาเฉพาะทาง ยาฉีดที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ตลอดจนเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ

    2. บุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านเฮลธ์แคร์ โดยมีโปรแกรมการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางที่ผสานหลักสูตรฝึกอบรมโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์มาตรฐานโลกของ DHL เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบและบริบททางการแพทย์เชิงลึกของ BJC เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรมีความพร้อมในการจัดการผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ต้องดูแลเป็นพิเศษด้วยความแม่นยำและใส่ใจในทุกรายละเอียด

    3. การปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานทางการแพทย์ ด้วยระบบบริหารจัดการคุณภาพที่ทรงประสิทธิภาพ และขั้นตอนการดำเนินงานตามมาตรฐาน ผสานเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล พร้อมทั้งการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงมาตรฐาน GDP และ GMP อย่างเคร่งครัด




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Wellness ปี 2569 โตเด่น เปิด 8 เทรนด์ธุรกิจสุขภาพมาแรง ‘หมอแอมป์ BDMS’ ชี้ ไทยอย่าปล่อยโอกาสทองหลุดมือ

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine