กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ขยายพอร์ตสู่ธุรกิจบันเทิง ผนึกกำลัง One31 ตั้งบริษัทร่วมทุน “บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์” สร้างคอนเทนเปลี่ยนแนวสื่อสารเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมสยายปีกเข้าถึงลูกค้าภูมิภาคและโกลบอล แย้มเตรียมเล็งเปิด “บิ๊กซี” แฟล็กชิปสโตร์ ที่ซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก ภายใน 2 ปี ตั้งเป้าธุรกิจบันเทิงทำรายได้ 353 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 80 ล้านบาทภายในปี 2571
อัศวิน และ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ “บริษัท บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด” ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท โดยบริษัท บิ๊กซี สตูดิโอ จำกัด และบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือช่อง One31 ถือหุ้นฝ่ายละ 50 เปอร์เซ็นต์
บริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะดำเนินธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่รวมความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้าง Ecosystem ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงความบันเทิง เข้ากับธุรกิจค้าปลีกแบบครบวงจร การรวมจุดแข็งด้านแพลตฟอร์มค้าปลีก เครือข่ายธุรกิจ และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการของ BJC Big C ผสานเข้ากับศักยภาพด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์และความเข้าใจพฤติกรรมผู้ชมของ One31 จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เปิดกว้างในการทำงานร่วมกับผู้กำกับ และนักแสดงอิสระจากภายนอกทั่วทั้งวงการ ไม่จำกัดเฉพาะภายใต้ช่อง One31 เท่านั้น เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์ และขยายโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมบันเทิงไทยในอนาคต ด้วยโมเดล “Content Meets Commerce” นี้
ทั้ง 2 บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนคอนเทนต์ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมบันเทิงไทยให้เติบโตไปอีกขั้น นับเป็นความร่วมมือเชิงโครงสร้างธุรกิจที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างเป็นระบบให้กับอุตสาหกรรมบันเทิงไทย
“การตัดสินใจขยายมาสู่ธุรกิจบันเทิงของกลุ่มบิ๊กซี บีเจซี ครั้งนี้เกิดขึ้นจากโครงการแรกที่เราได้ทำกิจกรรมร่วมกันผลิตละคร ‘ตามหารัก ที่เธอลืม’ ออกอากาศทางช่อง One 31 ช่วงเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา จนประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ละครนี้เป็นละครที่มี rating สูงที่สุดของประเทศ และได้ทั้งเรื่องยอดขายที่เพิ่มขึ้น brand trust และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่อายุเด็กลงถึง 25 ปีจากที่ฐาน core customer ของบิ๊กซีจะเป็นผู้ใหญ่รุ่นแม่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป” ฐาปนีย์กล่าว
“การมีภาพของแผนกต่างๆ อาทิ โซนอาหารซีฟู้ดในละครชุดนี้ ทำให้ยอดขายอาหารทะเลที่บิ๊กซีเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 100% นอกจากนี้ยังเห็น service standard ของบิ๊กซี เราอยากจะสื่อสารด้วยคอนเทนต์แนวใหม่ออกไปในระดับภูมิภาคและระดับโกลบอลจะทำให้ลูกค้าเห็นภาพของบิ๊กซีง่ายขึ้น” อัศวินกล่าว
ฐาปนีกล่าวอีกว่า “ละครเรื่องแรกที่ออกอากาศไป ทำให้บิ๊กซีเข้าถึงลูกค้าได้ในวงกว้างมากขึ้น ทั้งในจังหวัดที่เรามีสาขาอยู่ทั่วประเทศแล้ว 63 จังหวัด และได้ลูกค้าออนไลน์จากจังหวัดอื่นๆ ที่เรายังไม่ได้เข้าไปเปิดสาขาอีกมาก รวมทั้งจำนวนสมาชิกคนรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย
“นอกจากความสำเร็จของละครเรื่องนี้ การดูซีรีส์เกาหลีทำให้เห็นโอกาสของสินค้าที่เข้าไป tie-in ในซีรีส์แต่ละเรื่อง ทำให้บริษัทเปลี่ยนความร่วมมือจากการเป็นเพียงกิจกรรมที่ทำร่วมกัน เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคตได้”

ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการขยายพอร์ตธุรกิจสู่ภาคอุตสาหกรรมบันเทิง ที่นอกจากจะต่อยอดเรื่องแบรนด์ทรัสต์แล้ว ยังสามารถขยายการรับรู้ธุรกิจค้าปลีกของบิ๊กซีในมิติต่างๆ สู่ตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคตด้วย
“ผมเชื่อว่าการรวมศักยภาพและความแข็งแกร่งของทั้งเราทั้งสอง จะทำให้ 1+1 ได้ผลลัพธ์มากกว่า 2” ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด(มหาชน) กล่าว

ฐาปนีย์กล่าวต่อว่า บริษัทร่วมทุนจะผลิตคอนเทนต์ในหลากหลายแพลตฟอร์ม อาทิ ละครซีรีส์ ไมโคร ดรามา หรือภาพยนตร์ทั้งหมด 5 เรื่องภายใน 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะสร้างปีละ 2 เรื่องซึ่งอาจจะเป็นซีรีส์ที่เข้าไปฉายในตลาดเวียดนาม ที่เป็นตลาดที่กำลังเติบโตและเป็นฐานที่มั่นนอกประเทศที่สำคัญของกลุ่มบิ๊กซี บีเจซี
นอกจากนี้คอนเทนต์นี้ยังจะอยู่ในแพลตฟอร์มภาพยนตร์ที่จะฉายในโรงหนังที่มีอยู่ในบิ๊กซีทั่วประเทศอีกราว 80 โรง และ 1 เรื่องในแพลตฟอร์มที่ยังไม่เปิดเผยจะเห็นภายในปีนี้
การสร้างคอนเทนต์นี้จะช่วยให้ใช้การสื่อสารแนวใหม่ที่ไม่ได้ hard sell ตรงๆ เจาะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น เสริมกับ traditional media อาทิ ป้าย โบวชัวร์ ที่ยังคงต้องใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้าสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งของบิ๊กซี แต่คอนเทนต์ในแต่ละแพลตฟอร์ม ยังสร้างรายได้ให้บิ๊กซีและช่องวัน ด้วยการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ และการขายตั๋วของภาพยนตร์ที่จะฉายในโรงภาพยนตร์ด้วย
“เรามั่นใจว่าธุรกิจนี้จะสร้างรายได้ในปีแรก 59 ล้านบาท 206 ล้านบาท และ 353 ล้านบาทในปี 2569-2571 และสร้างกำไรสุทธิให้ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 3 คือ 3 ล้าน 32 ล้าน และ 80 ล้านบาทตามลำดับ” ฐาปนีย์กล่าว
เธอกล่าวต่อว่า เพื่อต่อยอดการรับรู้ธุรกิจของบิ๊กซีในระดับโลก ทางกลุ่มยังมีความคิดจะจับจับมือเป็นพันธมิตรกับ importer ในสหรัฐอเมริกา อาทิ ซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก เพื่อเปิด “บิ๊กซี ซูเปอร์มาร์เก็ต” แฟล็กชิปสโตร์ขนาด 1,500-2,000 ตารางเมตรที่นั่นภายในไม่เกินปีหน้า
ภาพ: กลุ่มบีเจซี และบิ๊กซี
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Maguro Group เตรียมเปิดตัวร้านซูชิสายพาน “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ร้านดังระดับตำนานจากย่านกินซ่าในไทย
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

