Bangkok Cable ปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ แตกไลน์จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้า รุกพลังงานสะอาด ปิดดีลซื้อกิจการ ION Energy ชิงตลาดโซลาร์รูฟท็อปมูลค่าแสนล้าน ตั้งเป้าติดตั้ง 1,500-2,000 หลังในปี 2569
พงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เผยว่า ตลอด 61 ปีที่ผ่านมา BCC ได้ผลิต พัฒนา และส่งมอบสายไฟฟ้า อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของไทยให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างครบวงจร จึงได้ปรับโครงสร้างและทิศทางธุรกิจให้เป็นมากกว่าผู้พัฒนาสายไฟฟ้า โดยก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้า (Energy Solution Provider) อย่างครบวงจร
ล่าสุด BCC จึงได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาเป็นบริษัทในเครือเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและประเทศไทย
ปัจจุบัน แนวโน้มพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างชัดเจน จากความผันผวนของสถานการณ์ต่างๆ และประเทศไทยเองก็มีมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดหย่อนภาษีให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงสุดถึง 200,000 บาท รวมทั้งระบบ Net Billing ที่เปิดโอกาสให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์นำไฟฟ้าส่วนเกินกลับไปขายคืนให้การไฟฟ้าได้
ทั้งหมดกำลังทำให้ตลาดโซลาร์ในไทยก้าวเข้าสู่ตลาดกระแสหลัก และเป็นส่วนที่สามารถเข้าไปต่อยอดได้ ต่างจากเมื่อ 3-5 ปีก่อน ที่ตลาดธุรกิจโซลาร์ ยังถือเป็น Niche Market ที่ผู้คนยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก

“หากมีนโยบายภาครัฐเข้ามาสนับสนุนเมื่อใด จะช่วยให้ธุรกิจนั้นๆ เติบโตแบบก้าวกระโดดและสร้างตลาดใหม่ได้ เราเชื่อมั่นว่าตลาดโซลาร์ในประเทศไทยจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะภาคครัวเรือน ขณะที่แนวโน้มตลาดโซลาร์บนหลังคาทั่วโลกก็กำลังเติบโตแซงโซลาร์บนพื้นดิน ในอนาคตผู้คนจะหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น แทนการแบกรับค่าไฟที่สูงขึ้นซึ่งมีต้นทุนเชื่อมโยงกับเชื้อเพลิงและสถานการณ์โลก โซลาร์จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดค่าครองชีพได้”
สำหรับสาเหตุที่เลือกลงทุนใน ION Energy เนื่องจากเป็นผู้นำในตลาดโซลาร์รูฟท็อปสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ มีจุดเด่นด้านเครือข่ายพันธมิตรแข็งแกร่งภายใต้ความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำและพันธมิตรทางการเงิน
ที่สำคัญคือมีความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานผ่านประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์จริง และมีแพลตฟอร์มพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต จากโซลาร์รูฟท็อปไปสู่โครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการต่อยอดสู่ Energy Platform ที่สามารถรองรับการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดได้ในระยะยาว
ชิงตลาดโซลาร์แสนล้าน ตั้งเป้าติดตั้ง 2,000 หลังในปี 69
พีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2563 ภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโซลาร์มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญของพลังงานสะอาดต่อภาคธุรกิจ ต้นทุนเทคโนโลยีที่ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับราคาขายที่จับต้องได้มากขึ้น ตลอดจนจำนวนผู้เล่นในตลาดที่เพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน ตลาดธุรกิจโซลาร์ในไทยมีขนาดที่ใหญ่มาก ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 20 ล้านครัวเรือน ซึ่งบริษัทประเมินว่ามีครัวเรือนที่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านครัวเรือน ส่งผลให้ทั้งตลาดมีมูลค่าหลักแสนล้านบาท โดยมีครัวเรือนไทยที่ติดตั้งโซลาร์สะสมเพียงแค่ 70,000 ครัวเรือนเท่านั้น หรือไม่ถึง 5% ซึ่งยังไม่รวมกลุ่ม SME หรือโรงงานต่างๆ

“เราเห็นโอกาสและมีความตั้งใจอยากให้คนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น จึงเลือกโฟกัสที่ภาคครัวเรือนและภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ความท้าทายในช่วงเริ่มต้นคือการสร้างตลาด เพราะตอนก่อตั้งบริษัท ตลาดโซลาร์บนหลังคาบ้านยังมีขนาดเล็กมาก ต่อมาเมื่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์เริ่มเข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เราจึงได้รับโอกาสทำงานร่วมกับหลายแบรนด์ เช่น Sansiri, AP Thailand และ SC Asset จนถึงวันนี้เราติดตั้งโซลาร์ไปแล้วกว่า 6,500 หลัง คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 60 เมกะวัตต์”
พีรกานต์ ระบุว่า ในช่วงแรก บริษัทจำเป็นต้องเริ่มจากการเป็นผู้รับเหมา เพื่อให้เป็นตัวเลือกที่ลูกค้าไว้วางใจ สร้างความน่าเชื่อถือ และเน้นเรื่องบริการหลังการขาย เพราะโซลาร์เป็นการลงทุนระยะยาว ติดตั้งแล้วใช้งานได้นานกว่า 30 ปี ดังนั้นความน่าเชื่อถือจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
ทิศทางการดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการหลังการขาย เช่น การพัฒนาโดรนล้างโซลาร์ เป็นต้น และอยู่ระหว่างพิจารณาการเปิดตัวศูนย์บริการในหัวเมืองใหญ่ที่มีความต้องการโซลาร์เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์ให้แก่ครัวเรือน 1,500-2,000 หลัง ภายในสิ้นปี 2569
“การที่เราเข้ามาเป็นบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล จะช่วยให้มีต้นทุนในการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น เพราะสายไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนอันดับ 3 ของธุรกิจโซลาร์ รองจากตัวแผงโซลาร์และ Inverter ขณะเดียวกันการได้เป็นส่วนหนึ่งของบางกอกเคเบิ้ลช่วยให้เราขยายตลาดโซลาร์ในภูมิภาค มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีให้โดดเด่นเหนือภาพรวมตลาด” พีรกานต์ กล่าว

เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ไม่ใช่แค่ขายกระดาษ “Double A” โตแกร่งในโลกผันผวน คุมต้นทุนทั้งระบบคือคำตอบ ตั้งแต่ต้นไม้ถึงพลังงานสะอาด
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

