ในวันที่โลกอยู่ในยุคดิจิทัล องค์กรลดการใช้กระดาษ เอกสารต่างๆ ถูกแทนที่ด้วยหน้าจอ และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากคำถามสำคัญที่ว่า “อุตสาหกรรมการผลิตกระดาษจะอยู่รอดหรือไม่” นั่นคือ “ทำไมแบรนด์กระดาษอย่าง Double A ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง”
คำตอบของคำถามนี้อยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี Forbes Thailand มีโอกาสร่วมชมโรงงานผลิตกระดาษของ Double A และโรงไฟฟ้า National Power Supply (NPS) ในสวนอุตสาหกรรม 304 แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งทำให้เห็นว่าเบื้องหลังกระดาษ 1 แผ่น แท้จริงแล้วคือการออกแบบธุรกิจทั้งระบบ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ชุมชน เกษตรกร อุตสาหกรรม พลังงาน และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
ภาพที่เห็นในโรงงานไม่ใช่แค่สายการผลิต แต่คือโมเดล “Integrated Mill” ที่ควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย Double A มีโรงงานผลิตเยื่อ 2 โรง กำลังการผลิตรวม 590,000 ตันต่อปี และโรงงานกระดาษ 4 โรง กำลังการผลิตรวม 745,000 ตันต่อปี เดินเครื่องเต็ม capacity มาอย่างต่อเนื่อง และมีความผันผวนในแต่ละปีไม่เกิน 5% ตามต้นทุนวัตถุดิบ

คุมวัตถุดิบ คุมพลังงาน เท่ากับคุมต้นทุน
เบื้องหลังวัตถุดิบผลิตกระดาษของ Double A ไม่ได้มาจากป่า แต่เป็น “ต้นกระดาษ” (Purpose-Grown Paper Tree) ที่ถูกพัฒนาขึ้นผ่านการวิจัยกว่า 2,500 สายพันธุ์ เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยปัจจุบัน Double A มีเกษตรกรเครือข่ายหลายแสนครอบครัว ครอบคลุมรัศมีราว 200 กิโลเมตรจากปราจีนบุรี ทั้งในภาคตะวันออกและภาคอีสาน
โมเดลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องซัพพลายเชน แต่คือกลยุทธ์การสร้างแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ช่วยกระจายรายได้สู่ภาคเกษตร โดยเกษตรกรสามารถเลือกขายไม้ให้ใครก็ได้ ไม่ได้มีข้อผูกมัด แต่ใช้ความสัมพันธ์แบบ “ใจแลกใจ” ซึ่งทำให้ระบบนี้เติบโตอย่างยั่งยืนในเชิงธุรกิจ

“กระดาษ 1 แผ่น ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ผูกเข้าด้วยกัน 3 อย่าง คือ เกษตรกร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม” จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) อธิบาย
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้ Double A แข่งขันได้ คือ “ต้นทุนพลังงาน” ภายในพื้นที่เดียวกันนี้ มีการพัฒนาโครงสร้างพลังงานครบวงจร ทั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลจากเศษไม้และลิกนิน กำลังการผลิต 398 เมกะวัตต์ และโครงการ Floating Solar Cell ที่ติดตั้งอยู่บนผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาด 1,200 ไร่ที่รองรับน้ำได้กว่า 35 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 157 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ ยังมีการนำ EV Truck มาใช้ในระบบขนส่งกว่า 215 คัน ซึ่งปัจจุบันสามารถคืนทุนได้แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการนำเข้าเพิ่มเติม โดยจุดเด่นคือการใช้ไฟฟ้าจาก Solar Cell ในการชาร์จ ทำให้ลดต้นทุนพลังงานและลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ผันผวน ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการใช้น้ำมันในกระบวนการผลิตของบริษัทมีอยู่ราว 10% เท่านั้น
“เราสามารถบริหารต้นทุนสินค้าได้ โดยไม่อยากส่งต่อต้นทุนไปให้ผู้บริโภค เรามองหาทางเลือกด้านพลังงานอื่นแทนน้ำมันตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามแล้ว เรายังคงตรึงราคาไว้และยังสามารถแข่งขันได้ เพราะมีพลังงานสะอาดเข้ามาทดแทนน้ำมัน”
ทั้งนี้ Double A ตั้งเป้าว่าภายในปี 2030 จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 25% ซึ่งวันนี้ทำได้และเกินเป้าหมายดังกล่าวแล้ว ขั้นต่อไปจะมุ่งสู่การเป็น Carbon Neutral ภายในปี 2040 และตั้งเป้าว่าจะบรรลุ Net Zero ให้ได้ภายในปี 2050

กระจายความเสี่ยง ส่งออก 135 ประเทศ พร้อมต่อยอดธุรกิจพลังงาน
โครงสร้างการผลิตแบบครบวงจรที่กล่าวไปนั้น ทำให้ Double A กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ผู้เล่นที่สามารถควบคุมคุณภาพและต้นทุนการผลิตได้ครบลูป ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการแข่งขัน โดยเฉพาะในตลาดโลกที่การลงทุนโรงงานเยื่อหนึ่งโรงอาจต้องใช้เงินสูงถึง 30,000 ล้านบาท ทำให้หลายประเทศไม่สามารถผลิตกระดาษเองได้ และต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด
แม้การใช้กระดาษทั่วโลกจะมีแนวโน้มลดลง แต่ Double A ได้กระจายความเสี่ยงผ่านส่งออกไปกว่า 135 ประเทศทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 80% ของยอดขาย โดย 90% ของการส่งออกเป็นกระดาษรีม และอีกส่วนเป็นเยื่อกระดาษ ขณะที่ทำตลาดในประเทศราว 20%
สำหรับตลาดหลักในการส่งออกอยู่ในภูมิภาคเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งยังมีดีมานด์การใช้กระดาษในภาคการศึกษาและธุรกิจ ขณะที่บางประเทศยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้เต็มรูปแบบ ทำให้กระดาษยังเป็นสินค้าจำเป็น

“Double A เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ไทยที่ส่งออกไปกว่า 135 ประเทศทั่วโลก และเรายังเป็นแบรนด์พรีเมียมที่ขายได้มากกว่าคู่แข่ง 10-15%”
นอกเหนือจากกระดาษ ซึ่งยังคงเป็น Core Business บริษัทยังเริ่มมองไปยังการต่อยอดจากเยื่อไม้ไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น บรรจุภัณฑ์ และเส้นใยสิ่งทอ ขณะเดียวกัน NPS ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ก็กำลังขยายธุรกิจพลังงานสะอาด ทั้งโซลาร์บนบกและโซลาร์ลอยน้ำ เพื่อสร้าง New Growth Engine ในอนาคต
ทั้งหมดนี้สะท้อนผ่านผลประกอบการในปี 2568 ที่บริษัทมีรายได้รวม 21,307 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,094 ล้านบาท แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจ
ในวันที่โลกอาจใช้กระดาษน้อยลง คำตอบของ Double A อาจไม่ใช่การหนีจากกระดาษ แต่ จตุพร กล่าวว่าคือการทำให้ตัวเองเป็น “กระดาษรีมสุดท้ายบนโลก” ที่ยังคงจำเป็น มีคุณภาพ และแข่งขันได้ทั้งในเชิงต้นทุนและระบบธุรกิจ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แม้เด็กเกิดน้อย แต่ดีมานด์ไม่แผ่ว! “นครธน” รุกตลาดสุขภาพเด็ก ขยายกุมารแพทย์ 15 สาขา
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

