งานวิจัยไทยต้องไม่อยู่แค่บนหิ้ง! กองทุน ววน. ประกาศรีแบรนด์สู่ “Thailand RISE Fund” พลิกโฉมผลงานในห้องแล็บสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ปลดล็อกนวัตกรรมไทยให้ใช้งานได้จริงและกินได้ พร้อมตั้งเป้าขยายงบกองทุนปีงบประมาณ 2570 สู่ 30,000 ล้านบาท ชวนคนมีของทั้งปราชญ์ชาวบ้าน-เอกชน ต่อยอดงานวิจัยสู่นวัตกรรมดันเศรษฐกิจประเทศให้พุ่งทะยาน ด้วยระบบนิเวศวิจัยที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม!
เมื่อคำถามสำคัญของวงการวิจัยไทยไม่ใช่แค่ “เราผลิตได้มากเท่าไหร่” แต่คือ “ผลงานเหล่านั้นหายไปไหนในโลกความจริง”
ท่ามกลางตัวเลขการตีพิมพ์ผลงานวิชาการระดับโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลับมีภาพย้อนแย้งที่งานวิจัยจำนวนมหาศาลถูกกักขังอยู่เพียงในหน้ากระดาษและถูกวางไว้ “บนหิ้ง” โดยไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้จริง
ล่าสุด กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดย สกสว. ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ประกาศเจตนารมณ์ครั้งสำคัญในงาน “Thailand RISE Fund Forum : RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัป ครั้งที่ 3” เพื่อทำลายกำแพงที่กั้นระหว่างห้องทดลองกับโลกธุรกิจ และเปลี่ยนผ่านระบบวิจัยไทยจากการเป็นเพียง “หอคอยงาช้าง” สู่การเป็นกลไกทรงพลังที่ “กินได้” และสร้างอิมแพคต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
วิสัยทัศน์จุฬาฯ มหาวิทยาลัยคือ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์”
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวย้ำถึงหัวใจสำคัญของการพัฒนาว่า ความก้าวหน้าของประเทศที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ปริมาณองค์ความรู้มหาศาล แต่วัดจากความสามารถในการ “แปรเปลี่ยน” ความรู้เหล่านั้นให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเชิงระบบ โดยต้องเชื่อมโยงนวัตกรรมและงานวิจัยเข้ากับภาคอุตสาหกรรมและนโยบายรัฐให้ทำงานสอดประสานกันอย่างไร้รอยต่อ
“ในฐานะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพร้อมยืนหยัดในบทบาท ‘หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ’ เรามุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนพื้นที่มหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งบ่มเพาะทุนมนุษย์คุณภาพสูง และเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญที่นำโจทย์จริงจากนโยบายและระบบของประเทศมาสู่งานวิจัย เพื่อผลักดันผลงานวิชาการให้ก้าวพ้นขอบเขตของห้องทดลองไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในวงกว้าง สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

ด้าน ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ระบุว่า กุญแจสำคัญของการยกระดับระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) คือการขับเคลื่อนอย่างมียุทธศาสตร์และทิศทางที่แม่นยำ ตั้งแต่กระบวนการวางนโยบายระดับชาติ การจัดสรรทุนวิจัยเชิงรุกที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เชิงเป้าหมาย ไปจนถึงการส่งต่องานวิจัยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงในมิติเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นวงจร
โดยเน้นย้ำว่า “ความร่วมมือที่ไร้รอยต่อ” ระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐ คือหัวใจที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทย เพราะเมื่อทุกภาคส่วนผนึกกำลังและเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยจะไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและยกระดับขีดความสามารถของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมในที่สุด

ยกระดับงบประมาณ R&D เพื่อขับเคลื่อน “องค์กรไทยแลนด์”
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสาร กองทุน ววน. ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจถึงกลไกการขับเคลื่อนประเทศผ่านระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) โดยชี้ให้เห็นว่า แม้ปัจจุบันงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของประเทศจะมีจำนวนมากถึง 20,000 ล้านบาท แต่หากพิจารณาในฐานะที่ประเทศไทยเป็นองค์กรระดับมหภาค งบประมาณจำนวนนี้ยังถือว่าน้อยเกินกว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมในระดับสากลได้
ขณะนี้จึงมีความพยายามอย่างยิ่งในการผลักดันงบประมาณให้ขยับขึ้นสู่ระดับอย่างน้อย 30,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ และเพื่อแสดงให้เห็นว่า R&D คือหัวใจสำคัญของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง
ทลายกำแพง “หอคอยงาช้าง” เปิดประตูรับปราชญ์ชาวบ้าน
หนึ่งในภารกิจสำคัญของการปรับเปลี่ยนครั้งนี้คือการสร้าง “ระบบเปิด” ที่ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่นักวิจัยในสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการดึงศักยภาพจาก “ปราชญ์ชาวบ้าน” ผู้ครอบครองภูมิปัญญาอันล้ำค่า แต่ที่ผ่านมากลับขาดโอกาสในการเข้าถึงช่องทางสนับสนุน
“สิ่งสำคัญคือเราอยากแสดงให้เห็นว่าเมืองไทยมี R&D ของประเทศ มากกว่านั้นคืออยากชวนคนที่ยังไม่อยู่ในระบบนี้ มาเข้าสู่ระบบ บางคนบอกว่าต้องเป็นนักวิจัยเท่านั้นถึงจะเข้าระบบได้ ตอนนี้ไม่จำเป็น เราเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ปราชญ์ชาวบ้านจนถึงเอกชน” ผศ.ดร.เอกก์กล่าว ก่อนจะย้ำว่า จากภาพจำที่งานวิจัยไทยเป็น “หอคอยงาช้าง” เคยถูกมองว่าแยกขาดจากสังคม วันนี้ระบบใหม่กำลังเปิด “25 ประตู” เพื่อเชื่อมองค์ความรู้กับการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
สถิติระดับโลกที่ย้อนแย้งกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ
ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวอีกว่า เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการเติบโตที่ก้าวกระโดด โดยมีจำนวนงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เพิ่มขึ้นถึง 2.8 เท่า เฉพาะในปี 2568 เพียงปีเดียว มีงานวิจัยไทยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติสูงกว่า 28,900 ผลงาน ในจำนวนนี้เป็นผลงานระดับ Top 10 ของโลกถึง 7,600 งาน และเป็น Top 1 ของโลกถึง 729 งาน หรือเปรียบได้ว่านักวิจัยไทยผลิตผลงานชั้นนำของโลกอย่างน้อยวันละ 2 ชิ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณและคุณภาพทางวิชาการจะอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม แต่ผลสำรวจกลับพบว่า “อิมแพค” หรือผลกระทบต่อเศรษฐกิจของงานวิจัยไทยยังไม่สูงนักเมื่อเทียบกับประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ ซึ่งปัญหาสำคัญที่สุดคือ “การขาดความร่วมมือและการเชื่อมโยง” ระหว่างภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ

จากความสับสนสู่ “Thailand RISE Fund” กลไกใหม่ที่ไร้รอยต่อ
ที่ผ่านมา ระบบการวิจัยของไทยมีความซับซ้อน มีหลายหน่วยงาน และขั้นตอนที่ยุ่งยาก ทำให้นักลงทุนต่างชาติหรือภาคเอกชนเข้าถึงได้ยาก เกิดสภาวะ “หูดับ” หรือความไม่เข้าใจในกระบวนการสื่อสาร ส่งผลให้การหาทุนร่วม (Co-investment) เป็นไปได้ยาก
เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงได้เกิดแนวคิดรีแบรนด์กองทุน ววน. สู่ Thailand RISE Fund ซึ่งเป็นโมเดลที่เทียบเคียงกับหน่วยงาน A-STAR ของสิงคโปร์ เพื่อสร้างระบบที่เบ็ดเสร็จและทรงพลัง โดยมีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ คือ:
-R (Research): การสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง
-I (Innovation): การสร้างนวัตกรรมที่ไม่ใช่แค่สิ่งประดิษฐ์ แต่ต้องเป็นนวัตกรรมที่สามารถ “ออกสู่ตลาด” และสร้างรายได้ได้จริง
-S (Science): การเป็น Open Science ที่ครอบคลุมทุกศาสตร์แขนง ไม่จำกัดเพียงแค่วิทยาศาสตร์สายแข็ง แต่รวมถึงศาสตร์แห่งการเรียนรู้และการพัฒนาคน
-E (Ecosystem): การสร้างระบบนิเวศทั้งหมดให้เอื้อต่อการเติบโตและการทำงานร่วมกัน
การเปลี่ยนผ่านสู่ Thailand RISE Fund ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของงานวิจัยไทย จากกระดาษในวารสารวิชาการ สู่กลไกหลักที่จะนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในเวทีโลก
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์สำคัญของกองทุน ววน. หรือ Thailand RISE Fund คือการลงพื้นที่ทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการในภูมิภาคเข้าถึงข้อมูล และเกิดเครือข่ายพัฒนาโครงการร่วมกันตามบริบทเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่ สะท้อนการปรับโครงสร้างจากระบบรวมศูนย์สู่ระบบนิเวศแบบกระจายโอกาส
ท้ายที่สุด Thailand RISE Fund มุ่งยกระดับงานวิจัยไทยจาก “งานเพื่อวารสาร” สู่ “งานเพื่อประเทศ” โดยเพิ่ม Impact เชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต วางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผู้สนใจสามารถติดต่อ สกสว. pr@tsri.or.th
Image by DC Studio on Freepik และกองทุน ววน.
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ผลสำรวจเผย คนไทยใช้ AI เยอะ แต่ด้อยประสิทธิภาพ! ทักษะยังห่างมาตรฐานโลก แม้ครองแชมป์โครงสร้างดิจิทัลดีสุดในอาเซียน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

