Jobsdb by SEEK เผย กลุ่มคนทำงานชาวไทยในวัย Gen Z มีความสุขต่ำที่สุดอยู่ที่ 59% และยัง "รู้สึกหมดไฟ" มากสุดสูงถึง 51% หลังจากต้องเผชิญปัญหาความท้าทายในด้านต่างๆ ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่จะชะลอลงอย่างมากและการปรับตัวเพื่อทำงานแต่ละอย่างภายในองค์กรซึ่งเป็นการเริ่มต้นอาชีพเพื่อหารายได้
Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ของประเทศไทย เผยผลสำรวจ Workplace Happiness Report ประจำปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 คนในไทย พบว่าคนทำงานชาวไทยมีระดับความสุขโดยรวมอยู่ที่ 67% ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซีย (82%) และฟิลิปปินส์ (77%) ขณะที่สิงคโปร์ (56%) และ ฮ่องกง (47%) มีระดับความสุขที่ต่ำกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขความสุขในภาพรวมของไทยจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ในรายงานกลับบ่งชี้ถึงให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่องค์กรไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะภาวะหมดไฟ และความเครียดสะสม ซึ่งสะท้อนว่ายังมีพื้นที่อีกมากในการยกระดับและสร้างความสุขในการทำงานให้ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง
ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK กล่าวว่า “จากรายงานของ Jobsdb by SEEK ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพนักงานที่มีความสุขในการทำงาน มีแนวโน้มที่จะทุ่มเทและทำงานเกินความคาดหวังสูงถึง 86% ขณะที่พนักงานที่ไม่มีความสุขในการทำงานจะมีสัดส่วนเพียง 54% เท่านั้น นอกจากนี้ พนักงานที่มีความสุขยังมักจะแนะนำองค์กรต่อผู้อื่นมากกว่าพนักงานที่ไม่มีความสุขถึง 35% แสดงให้เห็นว่าความสุขในที่ทำงานไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรผ่านตัวพนักงานเองได้อีกด้วย”

บทบาทขององค์กรกับการลดช่องว่างเพื่อสร้างความสุขที่ยั่งยืน
จากรายงาน Workplace Happiness Report ชี้ให้เห็นว่า การสร้างความสุขในที่ทำงานยุคใหม่คือ การบริหารจัดการสมดุลระหว่างสิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญกับสิ่งที่พนักงานได้รับในชีวิตจริง โดยปัจจุบันคนทำงานไทยมีระดับความสุขกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. 70% มีระดับความสุขกับโลเคชันสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตัดสินใจได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
2. 66% มีระดับความสุขกับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ
3. 65% มีระดับความสุขกับหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน
4. 64% มีระดับความสุขกับเพื่อนร่วมงานและรู้สึกมีเป้าหมายในงานที่ทำ
5. 63% มีระดับความสุขกับความมั่นคงในอาชีพการงาน
ดังนั้น องค์กรจึงควรสนับสนุนการมอบหมายงานที่น่าสนใจ การบริหารจัดการปริมาณงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่น้อยหรือมากจนเกินไป รวมถึงการสร้างเส้นทางการเติบโตในสายงานที่ชัดเจน เพื่อยกระดับประสบการณ์การทำงานจากเพียงแค่ ‘อยู่ได้’ ไปสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

เจาะลึกความสุขต่างเจนเนอเรชัน เพื่อการบริหารจัดการบุคลากรแบบเฉพาะตัว
เนื่องจากคนแต่ละเจนเนอเรชันมีระดับประสบการณ์การทำงานและภาระความรับผิดชอบในชีวิตที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจแบบเฉพาะเจาะจงนี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบสวัสดิการหรือแนวทางการดูแลสวัสดิภาพที่ตรงใจพนักงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยดึงดูดผู้สมัครที่มีคุณภาพและเพิ่มความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Gen Z (อายุ 18-29 ปี) : คนกลุ่มนี้มีระดับความสุขต่ำที่สุด (59%) และรู้สึกหมดไฟสูงสุดถึง (51%) เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โดยปัจจัยที่ช่วยสร้างความสุขให้กับคนกลุ่มนี้คือ ทีม/เพื่อนร่วมงาน (61%) และ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา (70%) การสนับสนุนจากหัวหน้างานและบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่คนรุ่นใหม่
Gen Y (อายุ 30-44 ปี): คนกลุ่มนี้มีระดับความสุขอยู่ที่ 67% มักถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มที่มีภาระความรับผิดชอบจากการดูแลครอบครัวไปพร้อมกัน ความสุขของคนกลุ่มนี้จึงขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (67%) และ เป้าหมายในการทำงาน (62%) ดังนั้นองค์กรที่มอบรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นจึงมีแต้มต่อในการรักษาคนกลุ่มนี้ไว้ได้ในระยะยาว
Gen X (อายุ 45-59 ปี): มีระดับความสุขอยู่ที่ 72% เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความก้าวหน้าในอาชีพและมีฐานรายได้สูงที่สุด ปัจจัยขับเคลื่อนความสุขคือ หน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน (69%) และ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา (65%) แม้ว่าจะอยู่ในระดับผู้บริหาร แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังคงต้องการการยอมรับในผลงานและเงินเดือนที่สอดคล้องกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น
Baby Boomers (อายุ 60-64 ปี): เป็นกลุ่มที่มีความสุขในการทำงานสูงที่สุดถึง 75% และรู้สึกหมดไฟน้อยที่สุด เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายของการทำงาน จึงมีความผูกพันกับองค์กรสูงและมีแนวโน้มที่จะทำงานต่อกับองค์กรเดิมมากที่สุด โดยปัจจัยหลักที่ให้ความสำคัญคือ ความพึงพอใจในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน สมดุลชีวิตระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีความต้องการเปลี่ยนงานเพียง 33% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรไม่สามารถใช้แนวทางเดียว ในการดูแลพนักงานทั้งหมดได้ แต่สามารถนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปออกแบบแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย เช่น การสร้างระบบเมนเทอร์สำหรับ Gen Z หรือปรับรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นขึ้นเพื่อกลุ่มคน Gen Y เพื่อเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมและรักษาบุคลากรให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน

ภาพ : Jobsdb by SEEK
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : วิกฤตแรงงานปี 2026 AI แบ่งคนเป็น K-Shape คน “ใช้เก่ง” ก็โตก้าวกระโดด คนแค่ “ใช้ได้” อาจไม่มีที่ยืนในองค์กร
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

