ความสุขของคนทำธุรกิจร้านอาหารแต่ละคน ต่างก็มีรูปแบบแตกต่างกันไป สำหรับ ‘ปลา ไอเบอร์รี่’ นิยามความสุขในการทำร้านอาหารของเธอ คือ การได้เห็นไอเดียที่คิดไว้ออกมาเป็นของจริง เป็น “งานอาร์ตที่กินได้” และอีกหนึ่งงานศิลป์กินได้น้องใหม่ในคอนเซ็ปต์ Tea Room อย่าง ‘บุรามาลี’ แบรนด์ที่ 18 ภายใต้ร่มเงาของเธอ ก็เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว
หากพูดถึง ‘ไอเบอร์รี่ กรุ๊ป’ เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกันดีในฐานะเครือธุรกิจร้านอาหารที่สร้างสีสันให้กับวงการอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง ไอเบอร์รี่ กรุ๊ป ได้กลายเป็นชื่อที่ผู้คนจดจำ ทั้งจากความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่ง และการใส่ใจในทุกรายละเอียดที่ทำให้ทุกแบรนด์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งแต่อาหารจนถึงการออกแบบตกแต่งร้าน เป็น “งานศิลปะที่กินได้” ของแม่ทัพหญิงอย่าง ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์
จนวันนี้ ไม่เพียงแต่ลูกค้าที่เลือกจะเชื่อใจ แต่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างก็ยกมือไว้วางใจ ว่าทุกครั้งที่ไอเบอร์รี่ กรุ๊ปสร้างแบรนด์ใหม่ ย่อมมีสิ่งพิเศษรอให้ค้นพบเสมอ
“เพราะห้างเชื่อมือ และลูกค้าก็เชื่อใจ” ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ หรือปลา ไอเบอร์รี่ กล่าวกับ Forbes Thailand ถึงการประสบความสำเร็จในทุกๆ ครั้งที่เธอเปิดแบรนด์ใหม่ ซึ่งหลายครั้งเกิดจากการที่เจ้าของพื้นที่อย่างห้างสรรพสินค้ามาเสนอพื้นที่ให้เธอเพราะเชื่อมือ และเมื่อเปิดบริการก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคเพราะลูกค้าเชื่อใจว่ามาร้านอาหารของเครือนี้แล้วจะไม่ผิดหวัง

และครั้งนี้ก็เช่นกัน การเปิดร้านใหม่แบรนด์ที่ 18 ของไอเบอร์รี่ กรุ๊ปอย่าง ‘บุรามาลี’ (BURAMARIE) แบรนด์ล่าสุดที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของกลิ่นหอมแบบไทย ผ่านชาเบลนด์และอาหาร ซึ่งเปิดให้บริการวันที่ 28 สิงหาคม 2568 เป็นวันแรกที่สยามพารากอน ก็เกิดจากการที่กลุ่มสยามพิวรรธน์เชื่อมือปลา-อัจฉรา และไอเบอร์รี่กรุ๊ป โดยสยามพารากอนเสนอพื้นที่ตรงนี้พร้อมให้โจทย์ที่ว่า “อยากให้เปิดแบรนด์ใหม่ที่จะต้องเปิดที่นี่ที่แรกในไทย”
“ด้วยความที่ว่าได้โจทย์พื้นที่ตรงนี้มา ซึ่งเป็นทำเลที่อยู่หน้าห้างและใหญ่มาก เรารู้สึกว่าอยากจะทำร้านอาหารที่รองรับทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยที่ต้องแตกต่างจากแบรนด์ที่เรามีอยู่ (ในสยามพารากอนมี 5 แบรนด์ในเครือ) เรานึกถึงว่าจะทำอะไรดีให้นักท่องเที่ยวชอบด้วย แล้วสามารถซื้อเป็นโปรดักต์กลับบ้านได้ และนั่งรับประทานที่ร้านได้ด้วย
“คิดอยู่นาน เลยตัดสินใจว่าอยากลองทำ Tea Room เพราะอยากนำเสนอเล่าเรื่องความหอม กลิ่นของไทย และพอคิดว่าเป็นเรื่องกลิ่นความหอมของไทย ก็นึกถึงการเบลนด์ชาที่เป็นชาจากดอกไม้ ผลไม้ สมุนไพรไทย สืบไปจนถึงอาหาร ซึ่งอาหารของเราที่ทำอยู่โดดเด่นมากในเรื่องเครื่องเทศ สมุนไพรต่างๆ รวมไปถึงขนมหวานก็มีกลิ่นหอมเย้ายวน เลยอยากทำคอนเซ็ปต์นี้ คือ ร้านอาหารและห้องชาอยู่ด้วยกัน”
แน่นอนว่านี่เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่ในประเทศก็มักแยกห้องอาหารกับห้องชาออกจากกัน แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะสกัดกั้นไอเดียของเธอได้
“ในต่างประเทศมีบ้างเหมือนกัน เป็นในโรงแรม แต่ถ้าเป็นการดื่มชาจริงจัง ก็จะแยกห้องอาหารกันไป แต่ปลารู้สึกว่าไม่มีคนทำ ไม่ได้แปลว่าเราจะทำไม่ได้” เธอกล่าว ก่อนจะย้ำถึงเจตนารมณ์แรกที่อยากนำเสนอ ‘กลิ่น’ ของไทยให้โลกได้สัมผัส ดังเช่นที่ฝรั่งเศสก็มีแบรนด์ชา Mariage Frères และแบรนด์ DAMMANN Frères ที่ต่างก็มีความหอมเป็นเอกลักษณ์และโด่งดังไปทั่วโลก
“เรารู้สึกว่าเขายังมีดอกไม้ ผลไม้ของเขา จนเบลนด์เป็นความหอมที่มีเอกลักษณ์และโด่งดังไปทั่วโลก เราก็รู้สึกว่าบ้านฉันก็มีความหอมของฉันเหมือนกัน เรามีดอกไม้หลายกลิ่น ผลไม้หลายอย่าง และเรามีสมุนไพรที่มีความหอมและอโรม่าที่เอามาเล่าเรื่องได้ เลยมีความคิดว่าอยากจะลอง explore เบลนด์ชาและทำแบรนด์ชาขึ้นมา”

ร้านบุรามาลี พื้นที่ขนาด 368 ตารางเมตร เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในบรรดาร้านอาหารสไตล์นี้ในเครือไอเบอร์รี่ กรุ๊ป และถ้ามองภาพรวมทั้งเครือ ก็มีขนาดเป็นรองเพียงร้านหมูกระทะชิ้น-โบ-แดงเท่านั้น ตัวร้านตั้งอยู่บริเวณชั้น G ใกล้ประตูทางเข้า-ออกที่สามารถเดินไปสยามเซ็นเตอร์ได้ เรียกว่าเป็นทำเลท้าทาย เพราะแม้มีทราฟิกหนาแน่น แต่เป็นทำเลทางผ่าน แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะขวางกั้นความพยายามและไอเดียของเธอได้
“พอเราตั้งเป้าว่าจะทำ เรามองว่าจะทำแบบไหนให้ออกมาดีที่สุดมากกว่า เหมือนกับว่าพยายามจะเปลี่ยนทำเลที่คนเดินผ่าน เป็นทางผ่าน ให้เป็นพลังงานที่ดึงดูดให้คนอยากเข้ามานั่ง”
ตัวร้านออกแบบมาเป็นสไตล์ ‘บ้านดิน’ สีส้มอมชมพูสะดุดตา ซึ่งคุณปลาบอกว่าที่เลือกเป็นบ้านดินเพราะดูมีเสน่ห์ มีความคราฟต์ สวยงามแบบมีอารยะ และอยากให้โดดเด่นและแตกต่างจากร้านในละแวกเดียวกัน

ภายในร้านบุรามาลีนำเสนอเมนูชาเบลนด์พิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกว่า 10 ชนิด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เมืองแห่งดอกไม้” โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและพืชพรรณจากไทย เช่น โลตัส เดอ มาลี,กุหลาบมอญ, มะตูมกลาเซ่, สยามเอิร์ลเกรย์, ลิ้นจี่อู่หลง, ข้าวเหนียวมะม่วง และ สวรรค์ไทยที เป็นต้น เสิร์ฟทั้งในรูปแบบชาร้อนและชาเย็น รวมถึงสามารถจับคู่กับอาหาร หรือดื่มเดี่ยวก็ได้
นอกจากนี้ยังมีชาเบลนด์แบบที่ให้ลูกค้าซื้อกลับไปชงที่บ้านได้ โดยมาในบรรจุภัณฑ์สวยงาม เหมาะเป็นของขวัญหรือของฝาก โดยคุณปลาบอกว่าชาเบลนด์เหล่านี้เป็นการพัฒนาร่วมกับพันธมิตรที่ทำโรงงานชาในไทย โดยใช้วัตถุดิบในไทยทั้งหมด นำมาเบลนด์ให้ได้ตามรสชาติและโจทย์ที่ร้านต้องการ “เราอยากให้มันเป็นรสชาติของไทย อยากให้นักท่องเที่ยวที่มาสยามพารากอนแล้วอยากซื้อชาแบรนด์บุรามาลีกลับไป” เธอกล่าว ก่อนจะระบุว่าในอนาคตยังมีแผนเพิ่ม Flavor ใหม่ๆ ของชาด้วย

แน่นอนว่านอกจากกรุ่นกลิ่นความหอมของชาเบลนด์พิเศษแล้ว ความหอมเย้ายวนในบุรามาลียังมาจาก ‘อาหาร’ ซึ่งเป็นจุดแข็งของไอเบอร์รี่ กรุ๊ป ที่นี่นำเสนออาหารไทย ครอบคลุมทั้งอาหารจานหลัก เครื่องว่าง และของหวาน รักษาความเป็นไทยแต่ปรับการนำเสนอให้ร่วมสมัยและละเมียดละไมยิ่งขึ้น
โดยมีเมนูไฮไลต์ อาทิ หมี่กรอบคลุก หอยทอดขนมครก ก๋วยเตี๋ยวเส้นจันท์ผัดมันปู ข้าวผัดมันเนื้อพริกขี้หนู น้ำพริกไข่เค็มกุ้งย่าง แกงกะทิสะตอ ข้าวตังปูหลน โรตีแกงเขียวหวานเนื้อน่องลาย หมูฮ้องไข่เค็ม ซึ่งเมนูต่างๆ มาจากเมนูที่คุณปลาชอบ และมีบางส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นเมนูเหมือนกับร้านอื่นในเครือ แต่ก็มีรสชาติแตกต่าง เพราะใช้สูตรที่ต่างกัน

“ทุกครั้งที่เปิดแบรนด์ใหม่ ปลาจะเริ่มต้นจากว่าอยากกินเมนูอะไรก่อน ทุกแบรนด์ปลาจะไม่ทำอะไรจากสิ่งที่เราไม่ชอบกิน มันไม่มีแพชชั่น ไม่มีแรงขับเคลื่อน ส่วนร้านบุรามาลี เราคิดอาหารว่างก่อน เพราะอยากจับคู่กับชา เสร็จแล้วก็มาคิดอาหารสำรับ
“จริงอยู่ที่ทำเลนี้เหมาะกับท่องเที่ยว แต่ปลาไม่เคยทำอะไรที่เอานักท่องเที่ยวเป็นหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ คือรสชาติและเมนูที่เราทำ เราทำอาหารให้คนไทยทาน ทุกคนที่มาทานจะต้องรู้สึกประทับใจ ไม่มีความรู้สึกว่ากินรสชาติที่ขายให้กับนักท่องเที่ยว เราขายคนไทยเป็นหลัก ซึ่งสมัยนี้นักท่องเที่ยวก็กินเผ็ดได้มากขึ้น และเรียนรู้ว่าแบบไหนอร่อย เราเลยพยายามนำเสนอสิ่งที่ Authentic แต่ว่ามีการนำเสนอในรูปแบบที่สวย”

แม้โจทย์จะไม่ง่าย เพราะไอเบอร์รี่ กรุ๊ป มีแบรนด์ร้านอาหารไทยอยู่หลายแบรนด์ การสร้าง ‘บุรามาลี’ จึงต้องมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน แตกต่าง แต่ยังคงคุณภาพในทุกจาน ทุกถ้วยชา ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันกับการเปิดแบรนด์ใหม่ๆ ในเครือ ที่แต่ละแบรนด์มีเอกลักษณ์ชัดเจน
“ทำธุรกิจมันก็ต้องคำนึงถึงตัวเลขเป็นปัจจัยหลัก ปลาก็คงไม่อยากทำแบรนด์อะไรที่ล้มเหลว แต่วิธีการเลือกแตกแบรนด์ของปลา ไม่ได้คิดมาจากตัวเงินเป็นหลัก คิดว่าอยากทำให้กรุงเทพฯ มีสีสัน มีเสน่ห์ มีวัฒนธรรมการรับประทานอาหารที่มีสีสัน นี่เป็นสิ่งที่เราอยากทำ
“เรารู้ว่าบ้านเรามีของอร่อยเยอะเลย และเรารู้ว่ามีของดีมากมาย มีรสชาติที่หอม มีผลไม้ มีดอกไม้ มีอะไรเยอะแยะ เราก็อยากจะเป็นคนหนึ่งที่หยิบสิ่งที่มีคุณค่าในไทยเอามาใส่แบรนดิ้ง ใส่สตอรี่ จับขึ้นมาเป็นธุรกิจได้ คือถ้าทำแล้วมีความรู้สึกภาคภูมิใจ มันเป็นความรู้สึกฟินส่วนตัว เหมือนอยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศของเรา”
สำหรับ ‘บุรามาลี’ มีแผนเปิดให้บริการสาขาที่ 2 ที่โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ในวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ ซึ่งในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ไอเบอร์รี่ กรุ๊ปจะเปิดให้บริการร้านอาหารในเครือทั้งหมด 8 แบรนด์ โดยนอกจากบุรามาลี จะมีแบรนด์ใหม่เปิดตัวอีก 2 แบรนด์ด้วย เป็นอาหารตะวันตกหนึ่งแบรนด์ และอีกแบรนด์เป็นเครื่องดื่ม
ปัจจุบันเครือไอเบอร์รี่มีร้านอาหารอยู่ 18 แบรนด์ รวมทุกรูปแบบแล้ว 180 สาขา โดยช่วงปลายปีนี้ จะมีการขยายไปต่างจังหวัด คือ นำแบรนด์ Fran’s และทองสมิทธิ์ ไปเปิดที่ภูเก็ตในย่านภูเก็ตโอลด์ทาวน์ และนำแบรนด์กับข้าวกับปลา ไปเปิดที่เชียงใหม่ในรูปแบบสแตนด์อะโลน รวมแล้วในปีนี้เปิดทั้งสิ้น 30 สาขา
“เวลาเลือกขยายสาขาของแบรนด์ จะคิดจากแบรนด์ที่ติดตลาดแล้ว และดูเหมาะว่ากับกลุ่มลูกค้าตรงนั้น มีความต้องการอาหารประเภทนี้อยู่ ลูกค้าเราเป็นคนเมือง เป็นคนเสพไลฟ์สไตล์ เสพ vibe ดีๆ เก๋ๆ อาหารอร่อย ไม่ได้เลือกอาหารจากราคาที่ถูกที่สุด กลุ่มลูกค้าเราเป็นกลุ่มที่ยอมจ่ายเพราะฉันต้องการแบบนี้”
นอกจากนี้ ปีนี้ไอเบอร์รี่ กรุ๊ป ยังลงทุนทำครัวกลางขนาดใหญ่ 12 ไร่ ที่นิคมอุตสาหกรรมในย่านพระราม 2 ซึ่งจะเปิดในช่วงต้นปีที่จะถึงนี้ โดยครัวกลางจะทำหน้าที่รักษาคุณภาพในระดับ Semi product ตั้งแต่เรื่องตัดแต่งเนื้อสัตว์และผัก ทำเครื่องแกง ซอสปรุงรส เป็นต้น
ปิดท้ายถึงคำถามที่ว่ามีแบรนด์ในมือมากขนาดนี้ คุณปลาดูแลเรื่อง work-life balance อย่างไร ซึ่งเธอบอกว่า “รู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของเวลาอย่างแท้จริง สามารถทำงานได้ทุกที่ ไปเที่ยวที่ไหนก็สามารถทำงานได้ อยู่กับลูกก็สามารถทำงานได้ เที่ยวไปด้วยได้ รู้สึกมีอิสระในการใช้ชีวิตและการใช้เวลา เราเลือกที่จะทำได้ เพราะเรายังมีความสุขที่จะได้เห็นสิ่งที่อยู่ในจินตนาการออกมาเป็นของจริง เกิดขึ้นจริง มีลูกค้ามาชื่นชม ดื่มด่ำ มาเสพ มันเป็นงานอาร์ตของเรา งานอาร์ตที่กินได้”
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สุกี้ตี๋น้อยรุกตลาดพรีเมียม เปิดตัว “Teenoi Gold” เสิร์ฟเมนูระดับโรงแรม 5 ดาว มีครบติ่มซำ เป็ดย่าง เนื้อวากิว
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine