งานวิจัย Global Investor Study 2022 ของ Schroders เผยให้เห็นทิศทางของนักลงทุนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ รวมถึงการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ รอกฎ ระเบียบพร้อมรองรับการลงทุนในอนาคต
งานวิจัย Global Investor Study 2022 โดย Schroders ล่าสุด ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนเกือบ 24,000 คนจาก 33 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก รวมทั้งประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย พบว่า ปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศเป็นหัวข้อการลงทุนสำคัญที่สุดที่นักลงทุนในไทยต้องการมีส่วนร่วม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31 สอดคล้องกับความคิดเห็นของนักลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ร้อยละ 31) ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับหัวข้อนี้ ร้อยละ 32 ขณะที่ประเด็นเรื่องทุนทางธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ มีสัดส่วนร้อยละ 23 เท่ากันทั้งในไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก ถือเป็นหัวข้อการลงทุนสำคัญอันดับที่สองสำหรับนักลงทุนในไทย สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ผลสำรวจ พบว่าร้อยละ 57 ของนักลงทุนระดับ 'ผู้เชี่ยวชาญ' ในไทย (เทียบกับร้อยละ 58 ของนักลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และร้อยละ 55 ของนักลงทุนทั่วโลก) ระบุว่า ค่านิยมส่วนบุคคลมีความ 'สำคัญมาก' สำหรับพวกเขา ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่ากลุ่มนักลงทุนในไทยที่จัดตัวเองว่ามีความรู้ด้านการลงทุนระดับกลาง (อยู่ที่ร้อยละ 30 เทียบกับร้อยละ 21 ของนักลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และร้อยละ 16 ของนักลงทุนทั่วโลก) และกลุ่มนักลงทุนในไทยที่ 'มีความรู้การลงทุนขั้นพื้นฐาน' (อยู่ที่ร้อยละ 8 เทียบกับร้อยละ 15 ของนักลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และร้อยละ 10 ของนักลงทุนทั่วโลก) ซึ่งนักลงทุนไทยสะท้อนความรู้สึกอย่างชัดเจนว่า ในฐานะผู้ถือหุ้น พวกเขาควรมีอำนาจในการโน้มน้าวบริษัทที่พวกเขาเข้าไปลงทุนได้
Stuart Podmore ผู้อำนวยการฝ่ายข้อเสนอการลงทุนของ Schroders ให้ความเห็นว่า ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนในทุกระดับความรู้และประสบการณ์การลงทุนต่างต้องการแสดงมุมมองความคิดเห็นของตนเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะหากบริษัทที่พวกเขาลงทุนไม่สามารถบอกเหตุผลที่ชัดเจนในการตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ในบริษัทได้ดีพอ
“สถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้น นั่นคือการที่บริษัทและรัฐบาลต่างๆ ล้วนอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่เคยในการดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลสำรวจในปีนี้คือความเสี่ยงด้านสังคมและธรรมาภิบาลที่เริ่มทวีความสำคัญมากขึ้นในฐานะหนึ่งในหัวข้อการลงทุนหลักสำหรับนักลงทุน” Stuart กล่าวนักลงทุนมองหาโอกาสนอกตลาด
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า ปัจจุบันนักลงทุนไทยรู้สึกมั่นใจในการเข้าถึงการลงทุนที่อาจเคยถูกมองว่าไกลเกินเอื้อมมากขึ้นกว่าเดิม โดยกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (Private Assets) ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งของนักลงทุนที่ตอบแบบสำรวจรู้สึกว่าตนมีสิทธิ์เข้าถึงการลงทุนทั้งสินทรัพย์ดิจิทัล (ร้อยละ 55 เมื่อเทียบกับร้อยละ 51 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และร้อยละ 47 ทั่วโลก) และหุ้นนอกตลาด (Private Equity) (ร้อยละ 52 เมื่อเทียบกับร้อยละ 49 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และร้อยละ 47 ทั่วโลก) ในขณะเดียวกันร้อยละ 52 ของนักลงทุนในไทย (เมื่อเทียบกับร้อยละ 50 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และร้อยละ 45 ทั่วโลก) มีความมั่นใจในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine