วัย 77 ปี แต่ William E. Heinecke ยังไม่คิดวางมือจาก Minor เพราะ “passion” คือเหตุผลที่ทำให้เขายังคงสนุกกับการทำงาน ขณะเดียวกัน การส่งต่ออาณาจักรธุรกิจที่สร้างมากว่าครึ่งศตวรรษ กลับไม่ได้หมายความว่าทายาทต้องใช้นามสกุล Heinecke
สำหรับเจ้าของธุรกิจ การก้าวเข้าสู่วัย 70 อาจเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกส่งต่ออำนาจบริหารให้คนรุ่นถัดไป แต่สำหรับ William E. Heinecke ผู้ก่อตั้งและประธาน Minor International วัย 77 ปี การทำงานยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะเขาบอกว่า passion คือเหตุผลที่ทำให้ยังสนุกกับสิ่งที่ทำ ขณะเดียวกัน เขากำลังมองไปถึงการส่งต่ออาณาจักรธุรกิจที่สร้างมากับมือ โดยเชื่อว่าคนที่จะขึ้นมารับช่วงต่อไม่จำเป็นต้องใช้นามสกุล Heinecke
William E. Heinecke ชาวอเมริกันที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยตั้งแต่วัยเด็ก เริ่มต้นเส้นทางธุรกิจตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ก่อนก่อตั้งบริษัทที่ต่อมากลายเป็น Minor International หรือไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งปัจจุบันเติบโตเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารรายใหญ่ระดับโลก
ในปี 2534 Heinecke ได้รับสัญชาติไทย และตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Minor ขยายธุรกิจจากจุดเริ่มต้นในประเทศไทยไปสู่ตลาดทั่วโลก ปัจจุบันมีโรงแรมและรีสอร์ตมากกว่า 600 แห่ง ร้านอาหารกว่า 2,700 สาขา และร้านค้าปลีกเกือบ 200 แห่ง ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการขยายอาณาจักรโรงแรมเกิดขึ้นในปี 2018 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีของ Minor เมื่อบริษัทเข้าซื้อกิจการ NH Hotels ของสเปน ด้วยมูลค่า 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้พอร์ตธุรกิจโรงแรมของ Minor ขยายตัวมากกว่า 3 เท่า และยกระดับการดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากธุรกิจโรงแรม Minor ยังมีธุรกิจร้านอาหารและไอศกรีมผ่านแบรนด์ที่ได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์หลายแห่ง เช่น Swensen’s, Sizzler, Dairy Queen และ Burger King ขณะที่แบรนด์ Anantara ซึ่งอยู่ภายใต้ Minor Hotels ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำซีรีส์ The White Lotus ที่ได้รับความนิยมในระดับโลก
ความสำเร็จของอาณาจักรธุรกิจดังกล่าวยังสะท้อนผ่านความมั่งคั่งส่วนตัวของ Heinecke โดยในการจัดอันดับมหาเศรษฐีไทยของ Forbes ประจำปี 2026 เขาอยู่ในอันดับที่ 25 ด้วยทรัพย์สินประมาณ 1.34 พันล้านเหรียญ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงอนาคตของ Minor Heinecke ไม่ได้มองการสืบทอดผ่านสมาชิกครอบครัวเป็นหลัก แม้ครอบครัวจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทก็ตาม
“เรื่องการส่งต่อการบริหารธุรกิจ ผมคิดว่าจริงๆ แล้วมันค่อนข้างง่าย เพราะผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของ Minor ขณะที่ลูกชายทั้งสองคนของผมเกษียณแล้วและมีความสุขดี พวกเขาไม่ต้องการทำงาน ส่วนผมยังคงทำงานอยู่ เพราะผมสนุกกับมันและมันเป็นสิ่งที่ผมหลงใหล” Heinecke กล่าว
passion ที่ Heinecke พูดถึงไม่ได้สะท้อนเพียงเหตุผลที่ทำให้เขายังคงทำงานในวัย 77 ปี แต่ยังเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและคนใน Minor สัมผัสได้จากการทำงานร่วมกับเขา โดย Micah Tamthai ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ Minor Lifestyle and Real Estate ซึ่งทำงานกับบริษัทมา 17 ปี กล่าวว่า สิ่งที่พิเศษของ Minor คือการที่พนักงานสามารถเข้าถึงและทำงานร่วมกับ Heinecke ได้อย่างใกล้ชิด
“ทุกคนในทีมเห็นว่าคุณ Heinecke ทำงานหนักมากและมีความหลงใหลกับสิ่งที่ทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งต่อมาถึงพวกเรา และเราก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากเขาอยู่เสมอ เขาเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ และพวกเรามีหน้าที่นำวิสัยทัศน์นั้นไปปฏิบัติและทำให้เกิดขึ้นจริง” Tamthai กล่าว
บทสนทนาระหว่างทั้งสองยังสะท้อนความสัมพันธ์ในการทำงานที่ค่อนข้างใกล้ชิด เมื่อ Heinecke แซวว่า บางครั้งทีมงาน “ฟังผมมากเกินไป” จนทำให้โครงการล่าช้า ขณะที่ Tamthai ยอมรับว่าบางครั้งทีมอาจทำงานช้าเกินไป แต่สิ่งที่แตกต่างจากองค์กรไทยทั่วไปคือ ผู้ก่อตั้งและประธานของ Minor ยังคงอยู่ในออฟฟิศและทำงานร่วมกับทีมทุกวัน
สำหรับ Tamthai การที่ Heinecke ยังคงทำงานอย่างหนักและใกล้ชิดกับทีม เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากต้องการอยู่กับ Minor ต่อไป เพราะพวกเขาได้เรียนรู้จากผู้ก่อตั้งโดยตรง และหวังว่าจะสามารถทำให้เขาภูมิใจ รวมถึงมีส่วนในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตต่อไป
เมื่อมาถึงเรื่องการส่งต่อการบริหารธุรกิจ Heinecke จึงไม่ได้มองว่าทายาทต้องมาจากครอบครัวเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคนภายในองค์กร โดยมองว่าการวางแผนสืบทอดตำแหน่งควรเกิดขึ้นจากบุคลากรที่อยู่ภายใน Minor
“ที่ Minor คุณไม่จำเป็นต้องใช้นามสกุล Heinecke เพื่อก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงสุด ในหลายบริษัท คุณอาจจำเป็นต้องมีนามสกุลหรือสายตระกูลที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นก็อาจไม่มีอนาคตสำหรับคุณ แต่สำหรับบริษัทของเรา ไม่มีเรื่องการสืบทอดธุรกิจในครอบครัวในแง่ของการบริหารจัดการ ครอบครัวของผมยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่ไม่ได้เข้ามามีบทบาทในด้านการบริหารและการดำเนินงาน” Heinecke กล่าว
เขาอธิบายว่า ในโครงสร้างของ Minor ในอนาคตนั้น ครอบครัว Heinecke ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่อาจจะไม่ได้เข้ามามีบทบาทโดยตรงในด้านการบริหารและการดำเนินงาน ดังนั้น หากเขาทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี Heinecke หวังว่าการส่งต่อธุรกิจในอนาคตจะสามารถเกิดขึ้นจากคนที่อยู่ภายในองค์กรในวันนี้ ซึ่งบุคลากรเหล่านี้เป็นสิ่งที่บริษัทได้พัฒนามาแล้ว
“ผมคิดว่าเราได้พัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพอย่างมากภายในกลุ่ม Minor ขึ้นมาแล้ว ดังนั้น ในมุมมองของผม การวางแผนสืบทอดตำแหน่งควรเกิดขึ้นจากคนภายในบริษัท”
ปัจจุบัน Minor มีทีมงานเกือบ 90,000 คนทั่วโลก ซึ่งสำหรับ Heinecke แล้ว คนเหล่านี้คือฐานของการสืบทอดธุรกิจในอนาคต มากกว่าการกำหนดว่าตำแหน่งสูงสุดจะต้องเป็นของคนในตระกูล
จากเด็กอเมริกันที่เริ่มทำธุรกิจก่อนอายุ 18 ปี สู่การสร้าง Minor ให้เป็นอาณาจักรธุรกิจระดับโลก และยังคงทำงานในวัย 77 ปี Heinecke จึงไม่ได้มองเพียงว่าใครจะเป็นผู้สืบทอดชื่อของตระกูล แต่กำลังวางโจทย์ว่าใครจากภายในองค์กรจะสามารถสานต่อธุรกิจที่สร้างขึ้นมานานกว่าครึ่งศตวรรษได้
ภาพ: Minor
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : อังคณา จิตรสกุล ภารกิจสานต่อ Legacy ครอบครัว ปักหมุดพา “เชียงราย” สู่เดสติเนชั่นระดับโลก
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


