อังคณา จิตรสกุล ภารกิจสานต่อ Legacy ครอบครัว ปักหมุดพา “เชียงราย” สู่เดสติเนชั่นระดับโลก

อังคณา จิตรสกุล ภารกิจสานต่อ Legacy ครอบครัว ปักหมุดพา “เชียงราย” สู่เดสติเนชั่นระดับโลก

จากดีลเลอร์โตโยต้ารายใหญ่ในภาคเหนือ สู่โรงแรมแห่งแรกในเชียงราย และวันนี้กับ “คหวดี เชียงราย, Curio Collection by Hilton” บนเส้นทางของ “อังคณา จิตรสกุล” ทายาทรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองการสืบทอดธุรกิจเป็นเพียงการรักษาสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ แต่คือการเลือกว่าจะเก็บอะไร เปลี่ยนอะไร และเติมอะไรเข้าไป เพื่อพา Legacy ของครอบครัวเดินต่อ พร้อมทำให้ “เชียงราย” ไม่ใช่เพียงเมืองทางผ่าน แต่เป็นเดสติเนชั่นที่คนทั่วโลกตั้งใจเดินทางมาสัมผัสด้วยตัวเอง


    สำหรับ “ตระกูลจิตรสกุล” เส้นทางของธุรกิจอาจไม่ได้วัดกันเพียงตัวเลขผลกำไร หากแต่สะท้อนการเติบโตไปพร้อมกับเมืองต่างๆ ในภาคเหนือ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

    เรื่องราวของตระกูลนี้เริ่มต้นจากเจเนอเรชั่นแรกกับธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้าในจังหวัดแพร่ ก่อนที่เจเนอเรชั่นที่สองจะพาธุรกิจเดินทางต่อไปยังเชียงราย พร้อมเปิดประตูสู่ธุรกิจอีกด้านด้วยการสร้าง “โรงแรมสุขนิรันดร์” โรงแรมแห่งแรกของครอบครัวในจังหวัดเชียงราย ก่อนจะขยายมาสู่โรงแรม 4 ดาวในเชียงรายอย่าง “โรงแรมเวียงอินทร์”

    จากนั้นการเดินทางของธุรกิจก็ขยับออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจยานยนต์ขยายสู่พะเยาและเชียงใหม่ ขณะที่ธุรกิจโรงแรมเติบโตตามไปยังเชียงใหม่ ผ่าน “เชียงใหม่ แกรนด์ วิว” และ “เชียงใหม่ เรสซิเดนซ์” จนกลายเป็นพอร์ตธุรกิจที่เชื่อมโยงเมืองสำคัญของภาคเหนือเข้าด้วยกัน

    และวันนี้ เรื่องราวของตระกูลนี้เดินทางมาถึงอีกบทหนึ่งกับ “คหวดี เชียงราย, Curio Collection by Hilton” โรงแรมระดับ 5 ดาวบนพื้นที่กว่า 80 ไร่ริมแม่น้ำกก โปรเจกต์ที่ใช้เวลาพัฒนาและรีโนเวตนานกว่า 9 ปี ด้วยเงินลงทุนระดับหลักพันล้านบาท

    ทว่าการมาถึงของคหวดีไม่ได้หมายถึงการสร้างโรงแรมใหม่อีกหนึ่งแห่งในพอร์ตโฟลิโอ หากเป็นภาพสะท้อนของคำถามที่ทายาทรุ่นใหม่กำลังเผชิญร่วมกันว่า จะรักษาสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ได้อย่างไร ขณะเดียวกันก็ต้องพาธุรกิจเข้าสู่โลกที่เปลี่ยนไป

    หนึ่งในทายาทรุ่นใหม่คือ “อังคณา จิตรสกุล” หรือ เอ ซึ่งวันนี้รับผิดชอบทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจยานยนต์ โดยเป็นกรรมการ บริษัท โตโยต้าริช จำกัด ในเชียงใหม่ ควบคู่ไปกับการดูแลธุรกิจโรงแรมของครอบครัวอย่างคหวดี เชียงราย

    “อาเหล่ากงเป็นรุ่นแรกที่เริ่มทำ (ดีลเลอร์โตโยต้าที่แพร่) ขณะที่อากงมาเริ่มที่เชียงรายเพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง ส่วนปะป๊า หม่าม้า ก็เป็นรุ่นที่ขยายจากเชียงรายไปพะเยา ไปเชียงใหม่ และไปซื้อกิจการโรงแรมที่เชียงใหม่ เป็นยุคที่ขยายธุรกิจอย่างจริงจัง พอมาถึงยุคเรา ความท้าทายคือเราจะต้องทำอย่างไรให้ได้อยู่ไปนานๆ ไม่ใช่จบแค่เจเนอเรชั่นเราแน่นอน” คำพูดของอังคณาสะท้อนบทบาทที่เธอมองว่าตัวเองกำลังทำอยู่ในธุรกิจครอบครัวได้อย่างชัดเจน

    เธอไม่ได้มองว่าหน้าที่ของเจเนอเรชั่นใหม่คือการเข้ามาเปลี่ยนทุกอย่างให้แตกต่างจากเดิม หากคือการทำความเข้าใจว่าคนรุ่นก่อนสร้างอะไรไว้ และอะไรคือสิ่งที่ควรนำมาต่อยอดให้เหมาะกับบริบทใหม่

    แนวคิดนี้เห็นได้ชัดจากการตัดสินใจครั้งสำคัญของครอบครัวในการนำแบรนด์โรงแรมระดับโลกเข้ามาบริหาร โดยเลือก Curio Collection by Hilton ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงแรมรักษาชื่อ เรื่องราว และอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ได้ ขณะที่ได้มาตรฐานการดำเนินงานระดับสากลเข้ามาเสริม

    การตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในอดีตครอบครัวเคยย้ำกับลูกหลานว่า “อย่าเข้าเชนเลย” แต่เมื่อโลกธุรกิจเปลี่ยนไป อังคณาและพี่น้องมองว่าการบริหารโรงแรมด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน

    วิกฤตโควิดยิ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า การมีตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายที่กว้างขึ้นมีความสำคัญเพียงใด

    “เราอยากให้โรงแรมมีบริการระดับมาตรฐานโลก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้อยากทิ้งเอกลักษณ์ของเรา เราอยากใช้ชื่อของตัวเอง และอยากดึงสิ่งที่เรามีอยู่มาใช้ นั่นจึงนำมาสู่การเป็น Curio Collection ของ Hilton”

    สำหรับอังคณา นี่คือรูปแบบของการ “สานต่อ” ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ต้องตอบให้ได้ว่าของเดิมจะอยู่ต่ออย่างไรในโลกใบใหม่


จากเชียงราย สู่โลก และกลับมาที่บ้านเกิด

    กว่าที่อังคณาจะเข้ามารับผิดชอบโจทย์นี้ เธอใช้เวลาหลายปีออกไปเรียนรู้โลกภายนอก

    เธอเกิดและเติบโตที่เชียงราย แต่ตั้งแต่ Year 6 คุณพ่อคุณแม่ส่งไปเรียนโรงเรียนนานาชาติที่ภูเก็ต ก่อนเดินทางไปเรียนต่อระดับ high school ที่อังกฤษ และเลือกศึกษาด้านโรงแรมและ entrepreneurship ในระดับปริญญาตรีที่สวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นต่อปริญญาโทด้าน human resource ที่อังกฤษ

    เส้นทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ครอบครัวเปิดโอกาสให้เธอเลือกเองมาตั้งแต่ต้น แม้จะเติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ แต่ไม่ได้ถูกกำหนดว่าต้องกลับมาทำธุรกิจของบ้าน โดยช่วงหนึ่งเธอยังเคยทดลองเรียน Product Design Engineering ก่อนจะค้นพบว่าความสนใจของตัวเองยังคงอยู่กับการท่องเที่ยวและ hospitality

    การเรียนด้านโรงแรมในสวิตเซอร์แลนด์ทำให้เธอได้ออกไปฝึกงานและสัมผัสการทำงานจริงทั้งใน Beijing และกรุงเทพฯ ก่อนที่ประสบการณ์เหล่านั้นจะค่อยๆ ทำให้ภาพของสิ่งที่อยากสร้างในบ้านเกิดชัดขึ้น

    “ครอบครัวชอบเดินทาง เราเองก็ได้เห็นโรงแรมหลายๆ แบบ เลยคิดว่าถ้าวันหนึ่งกลับมาเชียงราย อยากมีโรงแรมที่ทำให้คนมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์เชียงรายจริงๆ อยากให้วัฒนธรรมของเชียงรายไปได้ทั่วโลก”


อังคณา จิตรสกุล

​

    การกลับบ้านของอังคณาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะต้องกลับมารับช่วงธุรกิจ แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ครอบครัวต้องการคนมาช่วยดูแลอากง ซึ่งในเวลานั้นมีอายุมากกว่า 80 ปี และยังคงทำงานอย่างจริงจัง เธอจึงกลับมาอยู่กับอากง และทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ช่วยและเลขานุการส่วนตัว ตั้งแต่ดูรายงาน ดูบัญชี ไปจนถึงติดตามงานต่างๆ ของธุรกิจ

    อากงทำงานจนเสียชีวิตในวัย 96 ปี และช่วงเวลาหลายปีที่ได้ทำงานใกล้ชิดกัน กลายเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งของเธอ ตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างการลงไปดูแทงก์น้ำ ไปจนถึงการตรวจตัวเลขในบัญชี อากงทำให้เธอเข้าใจว่า เจ้าของธุรกิจต้องรู้จักธุรกิจของตัวเองอย่างละเอียด

    “คนที่รัก property ของเรามากที่สุดก็คือเรา ทีมงานอาจจะไม่ได้รัก property มากเท่าเรา อากงจึงปลูกฝังมาตลอดว่าต้องรู้รายละเอียด ต้องลงไปดูเอง”


เมื่อธุรกิจครอบครัวไม่ได้ส่งต่อแค่ทรัพย์สิน

    วิธีคิดดังกล่าวถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก เพราะลูกๆ ของครอบครัวจิตรสกุลเติบโตมาในโชว์รูมโตโยต้า ในช่วงปิดเทอมต้องกลับมาช่วยงาน ตั้งแต่ต้อนรับลูกค้า ไปจนถึงช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ภายในบริษัท

    อังคณามีพี่น้องรวมเธอด้วย 4 คน ได้แก่ พี่สาวคนโต สุธาสินี จิตรสกุล ตามด้วยอังคณา และน้องชายฝาแฝดอีก 2 คน โดยแต่ละคนค่อยๆ เข้ามารับผิดชอบงานที่แตกต่างกันตามความสนใจและความถนัด

​

ครอบครัวจิตรสกุล


    ขณะที่คุณพ่อของเธอยังคงทำหน้าที่ดูภาพรวมของธุรกิจ ส่วนลูกๆ มีพื้นที่ในการเสนอแนวคิดและทดลองสิ่งใหม่ แต่การจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ใช่เพียงการบอกว่า “คนรุ่นใหม่อยากทำ” แต่ต้องมีข้อมูล เหตุผล และต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจในระยะยาว

    สิ่งที่เจเนอเรชั่นใหม่ได้รับจากครอบครัวจึงไม่ใช่เพียง “ตำแหน่ง” แต่เป็นพื้นที่ให้พิสูจน์ตัวเอง และหนึ่งในบททดสอบสำคัญของเอคือการเปลี่ยนโรงแรมริมแม่น้ำกกเดิมให้กลายเป็นคหวดี


จากโรงแรมเดิม สู่ “คหวดี”

    จุดเริ่มต้นของคหวดีมาจากการที่ครอบครัวเข้าซื้อโรงแรมริมกกเดิมในปี 2559 ด้วยมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นเวียงอินทร์ ริเวอร์ไซด์ และเริ่มต้นวางแผนปรับปรุงครั้งใหญ่

    ในตอนแรก โจทย์ดูเหมือนจะเป็นเพียงการรีโนเวตโรงแรม แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการจริง ความยากกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งข้อจำกัดของโครงสร้างเดิม น้ำท่วม และวิกฤตโควิด-19 ทำให้โครงการที่วางไว้เดิมต้องใช้เวลานานกว่าที่คาด และงบประมาณขยับจากหลักร้อยล้านบาทไปสู่ระดับหลักพันล้านบาท

    สำหรับอังคณา ความยากไม่ได้อยู่เพียงเรื่องงบประมาณ แต่คือการทำอย่างไรให้ของเดิมสามารถกลายเป็นของใหม่ได้โดยไม่สูญเสียคุณค่าของสถานที่

    "ความท้าทายนั้นก็มีความสนุก มันไม่ใช่แค่เราได้ดีไซน์หรือแค่ก่อสร้าง การรีโนเวต เราพยายามเก็บหลายๆ อย่างที่เป็นโครงสร้างเอกลักษณ์ของที่นี่ด้วย ซึ่งการรีโนเวตไม่ได้ง่ายเหมือนกับการสร้างใหม่ เนื่องจากโครงสร้างเป็นสิ่งที่เหมือนส่งทอดต่อมาเรื่อยๆ การที่ดัดแปลงของเดิมให้เป็นของใหม่ ทำให้มันดูดีขึ้น ก็คือความท้าทายหนึ่ง แต่เราก็ผ่านมาได้แล้วระดับหนึ่ง ความท้าทายต่อไปคือทำอย่างไรให้ที่นี่เป็นเดสติเนชั่น”


​

    ตลอดเกือบ 10 ปีในการรีโนเวต อังคณาเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการตั้งแต่การก่อสร้าง การออกแบบ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการทำงานกับผู้ประกอบการและช่างฝีมือในท้องถิ่น และเมื่อมองคหวดีในวันนี้ เธอไม่ได้มองว่ามันเป็นเพียงโรงแรมระดับลักชัวรี่อีกหนึ่งแห่งของครอบครัว แต่เป็นเครื่องมือที่จะพา “เชียงราย” ออกไปสู่ตลาดโลก


โรงแรมที่ตั้งใจให้คนรู้ทันทีว่า “นี่คือเชียงราย”

    คอนเซปต์ของคหวดีจึงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าโรงแรมระดับ 5 ดาวควรหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เริ่มจากคำถามว่า ถ้าคนเดินทางมาถึงเชียงราย เขาควรได้รับประสบการณ์อะไรกลับไป ซึ่งคำตอบของครอบครัวจิตรสกุลก็คือ “เชียงราย” ตั้งแต่สถาปัตยกรรม กลิ่น เสียง อาหาร วัตถุดิบ ไปจนถึงงานหัตถกรรม ทุกองค์ประกอบต้องสะท้อนความเป็นล้านนาและเรื่องราวของเมือง

    คหวดีถูกออกแบบภายใต้เรื่องราวของบ้านคหบดีและพ่อค้าริมน้ำในอดีต โดยนำองค์ประกอบของสถาปัตยกรรม วัสดุท้องถิ่น และงานฝีมือภาคเหนือมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย

    ขณะที่สุธาสินีเสริมว่า “เราใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่รูปลักษณ์ของรส กลิ่น ไปจนถึงเสียงที่สัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวเข้ามา เพราะทุกอย่างต้องสื่อถึงความเป็นเชียงราย ความเป็นล้านนา และความเป็นภาคเหนือให้ได้

    “นี่เป็นรายละเอียดที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะตั้งแต่วันแรก เราพยายามนำทุกองค์ประกอบมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ให้ทุกอย่างอยู่ในคอนเซปต์เดียวกัน และทำให้คหวดีเป็นมากกว่าสถานที่ แต่เป็นเดสติเนชั่นที่เมื่อก้าวเข้ามาแล้ว ทุกคนต้องรู้สึกได้ทันทีว่า ‘นี่คือเชียงราย’” พี่สาวคนโตย้ำ

​

สุธาสินี จิตรสกุล


    แม้บางวัตถุดิบจากท้องถิ่นอาจไม่ได้มีต้นทุนต่ำกว่าการซื้อจากที่อื่น แต่ในมุมของสองสาวพี่น้องของครอบครัวจิตรสกุล คุณค่าของมันไม่ได้วัดจากราคาวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว หากรวมถึงการสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ และทำให้สิ่งที่มีอยู่ในเชียงรายถูกนำเสนอออกไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น

    นี่คือเหตุผลที่คหวดีถูกวางให้เป็นมากกว่าโรงแรม แต่เป็น starting point สำหรับการทำความรู้จักเชียงราย


ดันเชียงรายสู่โกลบอล

    ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับเมือง เป็นสิ่งที่ครอบครัวจิตรสกุลให้ความสำคัญมาตลอด

    อากงของอังคณา คือผู้ก่อตั้งโรงแรมสุขนิรันดร์ เขาถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวในเชียงราย ในยุคที่จังหวัดนี้ยังไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางที่รู้จักในวงกว้าง เขาเคยติดต่อเอเจนซี่จากกรุงเทพฯ เพื่อนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเชียงราย วันนี้ อังคณามองว่าภารกิจของเจเนอเรชั่นใหม่คือการสานต่อความตั้งใจนั้นในบริบทที่ใหญ่ขึ้น

    “อากงทำแล้ว ทำดีแล้ว ณ วันนั้น วันนี้เราอยากสานต่อเจตนารมณ์อากง ให้มันเป็นโกลบอลมากขึ้น ให้ต่างชาติรู้จักเชียงรายมากขึ้น”

    ในสายตาของอังคณา เชียงรายเป็นจังหวัดที่รุ่มรวยสินทรัพย์สำหรับการท่องเที่ยว เนื่องด้วยมีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม ศิลปะ อาหาร และวิถีชีวิตที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่นๆ

    เชียงรายเป็นเมืองของศิลปินอย่าง ถวัลย์ ดัชนี และ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มีวัฒนธรรมอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งพม่า ลาว และจีน รวมถึงมีพื้นที่ธรรมชาติ ชุมชน ชา และกาแฟ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็น tourism ecosystem ได้อีกมาก

    แต่สิ่งที่เธออยากเปลี่ยนคือการทำให้คน “ตั้งใจมาเชียงราย” ไม่ใช่เพียงแวะผ่านเชียงใหม่หรือเข้ามาเป็นเมืองรอง “เราอยากให้เชียงรายเป็นเดสติเนชั่นที่คนตั้งใจมา ไม่ใช่แค่ทางผ่าน”

​


​

Legacy ที่ต้องส่งต่อ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ

    เมื่อธุรกิจเดินเข้าสู่เจเนอเรชั่นใหม่ ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงเรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “คน”

    พนักงานจำนวนหนึ่งอยู่กับครอบครัวมาหลายสิบปี และมีความผูกพันกับคนรุ่นก่อนอย่างลึกซึ้ง การเข้ามาของทายาทรุ่นใหม่จึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะยอมรับในตำแหน่งทันที อังคณามองว่าการได้รับการยอมรับต้องเกิดจากทั้ง soft skill และ hard skill

    ครอบครัวสอนลูกๆ มาตั้งแต่เด็กให้เคารพพนักงาน เรียกกันว่าพี่ น้อง ป้า หรือลุง ไม่ใช่การเดินเข้าไปสั่งงานจากตำแหน่ง แต่ต้องพร้อมลงมือช่วยและทำให้ทีมเห็นว่าคนรุ่นใหม่สามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้จริง

    “มันต้องมาทั้ง soft Skill และ hard Skill ด้วยกัน เราต้องให้เกียรติเขา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีผลงานให้เขาเห็นว่าเราช่วยเขาได้จริง”

    สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานกับครอบครัว เธอเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนต้องอยู่กับองค์กรตลอดไป หากอยากออกไปเก็บประสบการณ์ข้างนอกก็สามารถทำได้ และหากวันหนึ่งเติบโตขึ้นแล้วอยากกลับมา ที่นี่ก็พร้อมต้อนรับ

    เพราะในมุมของอังคณา การสร้างองค์กรให้ยั่งยืนอาจไม่ได้หมายถึงการรักษาคนทุกคนให้อยู่กับบริษัทตลอดชีวิต แต่คือการสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้คนอยากกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของมันอีกครั้ง


โตไปพร้อมกับเชียงราย

    วันนี้ธุรกิจโรงแรมยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว โดยเฉพาะการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติบางตลาด ทำให้การขยายฐานลูกค้าคนไทย รวมถึงการต่อยอด wellness และ mindfulness กลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของธุรกิจ

    แต่ในภาพใหญ่ อังคณาไม่ได้มองการเติบโตของครอบครัวแยกออกจากการเติบโตของเชียงราย ประโยคที่เธอได้ยินมาตลอดจากครอบครัวคือ “ถ้าคนเชียงรายอยู่ได้ เราก็อยู่ได้” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมปลายทางความตั้งใจของเธอจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนโรงแรม จำนวนห้องพัก หรือการขยายธุรกิจไปยังจังหวัดใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว

    “เป้าหมายในฐานะทายาท คือทำอย่างไรให้รักษาในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ รวมถึงเจเนอเรชั่นก่อนทำ ให้อยู่ไปยาวๆ อย่างยั่งยืนกับคนเชียงรายได้ ป๊ากับหม่าม้าจะสอนเสมอว่าทำยอย่างไรให้เราต้องพัฒนาช่วยกันเชียงราย เพราะถ้าเขาอยู่ได้ เราก็อยู่ได้ เป้าหมายสุดก็คือรักษาตรงนี้ไว้ แล้วก็ทำเชียงรายให้เป็น destination ทำยังไงให้เชียงรายไม่ใช่แค่เป็นแค่เมืองรอง" เธอกล่าว ก่อนจะย้ำทิ้งท้ายว่า “end point ไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจ แต่ทำอย่างไรให้คนมาเชียงรายแล้วรักเชียงรายเหมือนที่เรารัก”

​


    สำหรับทายาทรุ่นที่ 4 ในธุรกิจรถยนต์ และรุ่น 3 ในธุรกิจโรงแรม การรับช่วงธุรกิจอาจไม่ใช่การเดินตามรอยคนรุ่นก่อนทั้งหมด และก็ไม่ใช่การลบสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างขึ้นเพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่คือการเลือกว่าจะเก็บอะไรไว้ เปลี่ยนอะไร และเติมอะไรเข้าไป เพื่อให้ legacy เดิมสามารถเดินทางต่อไปได้ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

    และสำหรับอังคณา คหวดีอาจเป็นเพียงหนึ่งในบทแรกของภารกิจของการสานต่อธุรกิจครอบครัว พร้อมกับพาเมืองที่เธอเรียกว่า “บ้าน” ออกไปสู่สายตาของโลก



ภาพ: คหวดี เชียงราย, Curio Collection by Hilton



​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ตระกูลจิตรสกุล” บิ๊กธุรกิจเชียงราย ทุ่มหลักพันล้าน! พลิกโรงแรมริมน้ำกกสู่ “คหวดี เชียงราย” Curio Collection by Hilton แห่งแรกในภาคเหนือ

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine