เกศชนก ธาดาสีห์ จินตนาการไม่รู้จบที่ Maison Mystique

เกศชนก ธาดาสีห์ จินตนาการไม่รู้จบที่ Maison Mystique

บริเวณตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีอาคารรูปทรงคล้ายชาโตว์หรือปราสาทตั้งอยู่โดดเด่นท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยทิวเขาและต้นไม้นานาชนิด สถานที่แห่งนี้คือ โรงแรมเมซง มิสทีค (Maison Mystique) แม้เพิ่งเปิดให้บริการเพียงไม่นาน และยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทว่าเริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มตลาดบน และคนไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ มีคนกลับมาพักซ้ำ หลายรายอยากพบเจอผู้ออกแบบถึงขั้นที่ว่าหากไม่สะดวกให้พบขอคุยทางโทรศัพท์ก็ยังดี


    ทีมงาน Forbes Thailand มีนัดสัมภาษณ์ เกศชนก และ วิภวิน ธาดาสีห์ สามีภรรยาผู้ก่อตั้งที่โรงแรม ในช่วงบ่ายของวันกลางสัปดาห์ แม้จะรับรู้ตั้งแต่แรกว่าการออกแบบตบแต่งทั้งหมดเป็นความคิดของ “เกศชนก” หรือ “คุณเฟิร์น” ซึ่งในนามบัตรระบุว่าเป็นดีไซเนอร์ด้วย แต่หลังจากที่ได้เดินชมสถานที่ก็ทำให้อดถามไม่ได้ว่า คิดได้อย่างไร ซึ่งทั้งคู่ดูจะคุ้นชินกับคำนี้แล้ว     

    เกศชนกเกริ่นว่า ตั้งแต่เด็กเธอหลงใหลในนิยายฟิกชั่นอย่าง The Secret Garden, A Little Princess งานของ Lewis Carroll, Jane Austen และสิ่งที่รักในเรื่องเหล่านั้นคือความรู้สึกของพื้นที่ที่ถูกค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นประตูที่ซ่อนอยู่ กุญแจที่ถูกฝังไว้ กำแพงที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์ บ้านและสวนที่ไม่ได้เป็นแค่ฉากหลัง แต่เป็นองค์ประกอบหลักของเรื่อง 

    “ความลึกลับ ชวนให้ค้นหา ความ wonder และ curious ในเรื่องราวถูกปลูกฝังและค่อยๆ สร้างจินตนาการของเฟิร์นมาตลอด เมื่อมีโอกาสได้เดินทางก็มักเลือกสถานที่ที่ตอบโจทย์ความรู้สึกนั้น ไม่จำเป็นต้องหรูที่สุด แต่ต้องเป็นที่ๆ ทำให้รู้สึกบางอย่าง สถานที่ที่มีเรื่องราว มีจิตวิญญาณ และยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำแม้หลังจากเดินทางกลับมาแล้ว จนวันหนึ่งก็ถามตัวเองว่า ทำไมเราไม่สร้างความรู้สึกแบบนั้นในธุรกิจของตัวเอง เราไม่ได้ต้องการสร้างเพียงโรงแรมอีกแห่งหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่เกิดจาก passion ความตั้งใจ และจินตนาการอย่างแท้จริง Maison Mystique จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด hospitality can be an art form คือ lived-in artwork บ้านแห่งจินตนาการที่มีชีวิต ที่เชื้อเชิญให้ผู้คน slow down, feel deeply และค้นพบความ curious เล็กๆ ในตัวเอง ที่อาจหลงลืมไปแล้ว” 



โลกกึ่งจริงกึ่งจินตนาการ

    หัวใจของโรงแรมคือการเชื้อเชิญให้แขก “เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเรื่องราว” และปล่อยให้เรื่องนั้นค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา พร้อมเปิดพื้นที่ให้จินตนาการได้ต่อยอดด้วยตัวเอง โรงแรมจึงถูกออกแบบภายใต้เรื่องเล่าหลักว่า ทั้งบ้านคือโลกใบเดียวกัน แม้แต่ละห้องจะมีบุคลิกของตัวเอง แต่ทุกห้องหรือพื้นที่ไม่ได้แยกขาดจากกัน

    แนวคิดในการออกแบบเริ่มต้นจากการกำหนดอารมณ์ของบ้านทั้งหลัง โดยออกแบบทุกองค์ประกอบให้สะท้อนโลกกึ่งจริงกึ่งจินตนาการ มีกลิ่นอาย old-world แบบยุโรป ผสมความ eclectic และ storytelling ที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด ใช้โทนสีเข้มและลึก โทนเขียวน้ำเงิน น้ำตาลไม้ ทองเหลืองเก่า เสริมด้วยแสงโทนอุ่นที่มีมิติ เพื่อสร้างความรู้สึกเหมือนย้อนเวลา วัสดุที่เลือกใช้เน้นพื้นผิวและเลเยอร์ เพื่อให้บ้านดูเหมือนมีประวัติศาสตร์ มีร่องรอย และความทรงจำ


    ก่อนจะออกมาเป็นโรงแรมที่งดงามทั้งหมดนี้เป็นภาพร่างในความคิดของเกศชนก เมื่อจะถ่ายทอดให้ผู้รับเหมาหรือช่างก่อสร้างทำต้องสเกตซ์ภาพออกมาอย่างละเอียด “เราไม่ได้จ้างคนเขียนแบบ เฟิร์นสเกตซ์แบบแต่ละห้อง และคุยกับช่างโดยตรง” ทุกๆ ส่วนของโรงแรมไม่ว่าจะเป็นสถานที่ กลิ่น เสียง ชุดพนักงาน อุปกรณ์ที่ใช้ในร้านอาหาร ฯลฯ อยู่ภายใต้การออกแบบของเธอ เพื่อให้มีความเป็นหนึ่งเดียว ตัวอย่างเช่น กลิ่นเครื่องหอมที่ใช้ภายในโรงแรมก็ต้องให้ความรู้สึกลึกลับ ชวนค้นหา “ที่นี่ดูเป็นยุโรป โบราณ กลิ่นจะเหมือนสปาไม่ได้”

    Maison Mystique มีห้องพัก 22 ห้อง สนนราคาคืนละ 14,000-40,000 บาท (ขึ้นกับฤดูกาล) ให้บริการเฉพาะแขกผู้เข้าพัก และผู้ซื้อแพ็กเกจถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ไม่เปิดบริการให้แก่บุคคลภายนอก ไม่รับลูกค้าวอล์กอิน ต้องจองมาก่อนเท่านั้น ภายในอาณาบริเวณของโรงแรมจึงเงียบสงบ เหมาะแก่การใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ตัดความวุ่นวายจากภายนอก    

    ห้องพักทั้งหมดอยู่บนชั้น 2 ทุกห้องสามารถมองเห็นสวนในมุมที่ต่างกัน เมื่อมองจากด้านบน บางมุมจะเห็นสวนเป็นรูปกุญแจ ภายในสวนจะแบ่งเป็นห้องๆ ซึ่งแต่ละห้องจะแตกต่างกันด้วยโทนสีของต้นไม้และดอกไม้ อีกฟากหนึ่งเป็นแปลงปลูกผักและสมุนไพรสำหรับเป็นวัตถุดิบให้กับร้านอาหาร

    “บ้านไม่ได้มองเห็นทีเดียวเมื่อเข้ามา สวนก็เหมือนกัน คุณต้องเดินเข้าไปสำรวจว่าแตกต่างกันยังไง มีการแบ่งเป็นห้องเหมือนในบ้าน แต่ละห้องจัดวางไม่เหมือนกัน เช่น ส่วนที่รูปวงกุญแจเป็นเขาวงกต เป็นกิจกรรมของแขกมาที่นี่ เราอยากให้ลูกค้ามาสัมผัส ได้หลุดจากโลกชีวิตประจำวัน มา (ใช้ชีวิต) slow down ค่อยๆ ค้นหาในห้อง ในสวน อยากให้แขกรู้สึกเหมือนว่าเป็นบ้านของเขาจริงๆ” 



    ภายในห้องสมุดซึ่งตั้งอยู่ชั้นล่าง นอกจากโซฟาขนาดใหญ่ โต๊ะเล็กๆ ซึ่งอยู่ใกล้กับหน้าต่าง มุมหนึ่งของชั้นวางหนังสือเป็นทางเข้า “ห้องลับ” เมื่อผลักชั้นหนังสือเข้าไปจะพบกับห้องวิสกี้ “ลูกค้าจะเข้าห้องนี้ต้องสั่งวิสกี้ ต้องมีอารมณ์แบบนี้ในบ้านอย่างในหนังฝรั่ง เป็นความฝันของหลายคน ในตู้ข้างซ้ายเป็นของสะสม...ส่วนรูปที่ตกแต่ง มีทั้งของเก่าและใหม่ รวมทั้งกรอบรูป ก็ออกแบบขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับห้อง...กว่าจะทำประตูเสร็จต้องแก้หลายรอบ เพราะหนังสือหนักมาก” วิภวินหรือ “คุณบัน” อธิบาย

    หนังสือปกแข็งจำนวนมากที่ตั้งเรียงอยู่บนผนังประตู เป็นของจริงทั้งหมด ซึ่งฝ่ายหญิงเก็บสะสมไว้ รวมทั้งซื้อเพิ่มจากร้านขายของเก่าที่ยุโรปและอเมริกา ส่วนใหญ่เป็นหนังสือเกี่ยวกับศิลปะ นิยายฟิกชั่นสมัยก่อน ห้องเก็บไวน์อยู่ชั้นใช้ดิน มีประตูทางออกอีกด้านให้เดินทะลุไปยังสวนได้ เมื่อลูกค้าเลือกไวน์เสร็จแล้ว บัตเลอร์ตามไปให้บริการที่สวนได้เลย  


ศิลปะ + ธุรกิจ

    ห้องพักทั้ง 22 ห้องถูกออกแบบให้แตกต่างกัน ภายใต้ 4 แนวคิดหลัก ประกอบด้วย 1. Botanical Obscura โลกแห่งพฤกษา ทุกองค์ประกอบได้รับแรงบันดาลใจจากเงาไม้ กลิ่นดินหลังฝน และแสงอ่อนที่ลอดผ่านใบไม้เขียวภายในห้องอบอุ่นไปด้วยโทนสีธรรมชาติและผิวสัมผัสที่ชวนให้นึกถึงป่าเขียวในยามเช้า 2. Nocturnal Curiosities โลกแห่งความลึกลับในยามค่ำคืน 3. Celestial Lullaby ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางดวงดาว และท่วงทำนองอันอ่อนโยนของจักรวาล และ 4. Siren Reverie ออกแบบให้สะท้อนความงดงามอันลึกลับของสายน้ำ 

    “โรงแรมเสมือนหนังสือ 1 เรื่อง แต่ละห้องไม่ใช่แค่ที่พัก แต่เป็นที่พักที่มีเรื่องเล่า แต่ละห้องเป็นเหมือน 1. chapter ในหนังสือ มี story แตกต่างกัน แต่คอนเซ็ปต์หลักคือ mysterious house เป็นกลิ่นอายของจินตนาการ” ทุกรายละเอียดของที่นี่ล้วนผ่านสายตาของเกศชนก แจกันดอกไม้ ลูกโลก ของตกแต่งชิ้นเล็กๆ ภาพบนผนัง ทุกชิ้นวางตามจุดที่มาร์กไว้ อุปกรณ์ วัสดุตกแต่งจำนวนมากสั่งทำขึ้นมาใหม่เพื่อให้กลมกลืนกับสถานที่ 

    วิภวินชี้ให้ดูลิฟต์ที่มีลูกกรงเหล็กโปร่งด้านนอกที่กั้นตัวลิฟต์โดยสารไว้ “ลิฟต์ที่ขายไม่มีที่เข้ากับที่นี่ ต้องทำขึ้นใหม่เพื่อให้เข้ากับโรงแรม เราซื้อระบบลิฟต์มา แต่ body ข้างนอกข้างในทำเองทั้งหมด” เหล็กดัดที่บริเวณหน้าต่างอีกด้านก็เช่นกัน รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ ภายในห้องพัก เช่น ม่าน ผ้าปูเตียง หัวเตียง ภาพตกแต่งบนผนังห้อง “เราเลือกภาพจาก Illustration เก่าๆ และพิมพ์ออกมาเอง เฟอร์นิเจอร์ก็ผลิตใหม่ ผ้าม่านเลือกใหม่หมดให้เข้ากับสีห้อง ผ้าคลุมเตียงออกแบบสั่งทำเอง หัวเตียงซื้อจากเมืองนอกมาแต่ไซซ์โบราณขนาดเล็กไป เราต้องทำขึ้นมาใหม่”

    ความยากคือ วัสดุอุปกรณ์หลายอย่างไม่มีขายสำเร็จรูป เพื่อให้ได้ตามคอนเซ็ปต์ที่วางไว้ จึงต้องหาวัสดุที่ใช่ หรือนำวัสดุที่มีอยู่แล้วมาดัดแปลง ทำใหม่ ทดลองพื้นผิว สี และเทคนิคเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตรงกับภาพรวมของเรื่องราวที่อยากเล่า รวมถึงต้องรักษาสมดุลระหว่างศิลปะและความเป็นธุรกิจ ระหว่างการให้สัมภาษณ์บางจังหวะที่เกศชนกเว้นช่วง วิภวินจะอธิบายเสริม และบอกว่าทราบรายละเอียดเพราะทำงานด้วยกันตั้งแต่ต้น “พอเขาบอกบันจะเอายังงี้ก็โอ้โห จะหายังไง...เราพยายามประหยัดต้นทุน ใช้สิ่งที่มีอยู่ คุณพ่อทำธุรกิจก่อสร้างงานที่ไซต์อื่นมีวัสดุที่เหลืออยู่ก็เอามาใช้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น ห้องนี้ออกแบบลาย (พื้นห้อง) ให้นำสิ่งที่เหลือใช้มาเป็นประโยชน์ มันจึงยากเพราะทุกอย่างเป็นกึ่งงานคราฟต์”

    เกศชนกและวิภวินเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียน ม.1 ที่โรงเรียนสาธิตปทุมวัน ทั้งสองครอบครัวรู้จักกันดี และเที่ยวต่างประเทศด้วยกันครั้งแรกตั้งแต่เรียนชั้น ม.4 บิดาของฝ่ายชายทำธุรกิจก่อสร้าง และซื้อที่ดินที่เขาใหญ่ซึ่งเดิมเป็นสวนผลไม้ไว้นานแล้ว ก่อนมาทำโรงแรมทั้งคู่เริ่มทำธุรกิจด้วยกันตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี โดยมีร้านอาหารชื่อ Featherstone ย่านเอกมัย และเวดดิ้งสตูดิโอชื่อ The Apothecary Venue ส่วน “Maison Mystique” เป็นธุรกิจล่าสุดที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยทำมา  

    เมื่อพูดถึงโอกาสทางธุรกิจเกศชนกบอกว่า เธออยากทำสิ่งที่แตกต่างจากฮอสพิทาลิตี้ทั่วไป ธุรกิจนี้สามารถเป็นรูปแบบงานศิลปะได้ ลงไปถึงประสบการณ์ที่ได้รับด้วย ไม่กังวลเรื่องลูกค้าเพราะเชื่อว่าแขกจะบอกต่อๆ กันเอง “การให้บริการแบบจริงใจ พอเขาเข้ามาจะไปพูดถึงเรา เป็นอินฟลูเอนเซอร์ให้เราเอง เราไม่ได้จัดฉากเพื่อให้เป็นการตลาด ปัจจุบันมีการท่องเที่ยวเน้นเชิงประสบการณ์มากขึ้น ถ้าเราจับกลุ่มเชิงประสบการณ์บวก ลักชัวรี่น่าจะตอบโจทย์อะไรหลายอย่าง ประเทศไทยมีโรงแรมลักชัวรีเยอะ ยังไปได้ แต่ในส่วนที่ว่าเข้ามาแล้วได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปยังมีไม่มาก จึงอยากทำอะไรที่แตกต่าง”



    เนื่องจากลูกค้าของเขาใหญ่ส่วนใหญ่เป็นคนไทย ซึ่งลูกค้าเป้าหมายของโรงแรมก็เป็นกลุ่มเดียวกัน เพราะโรงแรมที่เขาสร้างเป็นสไตล์ยุโรปคิดว่าชาวต่างชาติคงไม่สนใจ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลายเป็นว่าลูกค้าต่างชาติให้ความสนใจค่อนมาก โดยเฉพาะในสื่อออนไลน์ “แขกต่างชาติบอกเหมือนหลุดจากจินตนาการจริง ไม่เหมือนโรงแรมทั่วไป” วิภวินกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่ชื่นชมภรรยาว่า แขกที่มาพักไม่เคยถามถึงเจ้าของ แต่ถามว่าใครคือคนออกแบบ เศรษฐีอิสราเอลรายหนึ่งซึ่งมาพัก 3 คืนถึงกับเอ่ยปากขอพบคนออกแบบ และบอกว่า มีธุรกิจโรงแรมที่ยุโรป คนทำโรงแรมแบบนี้ออกมาได้ไม่ธรรมดา ตอบโจทย์คนอย่างเขาและให้ทิปมากกว่าค่าห้อง บางรายอยากให้ไปออกแบบโรงแรม อีกรายเป็นนักเขียนหญิงชาวดูไบซึ่งมาพักสูงสุดคือ 12 คืน 12 ห้อง 

    “Special request คือขอพบคนออกแบบ เป็นผู้หญิงชาวดูไบมาคนเดียว บินลงสนามบินเสร็จก็มาที่นี่ พักเสร็จก็บินกลับ เขาเห็นจากสื่อออนไลน์...อยากเห็นแนวแฟนตาซี ที่นี่เป็นแรงบันดาลใจของเขา เรามี 12 แบบ 20 ห้อง เขาก็นอนครบ” ห้องหนึ่งที่แขกชอบมากคือ The Bohemia พนักงานจะให้แขกหาว่าประตูเข้าห้องอยู่ตรงไหน เมื่อผลักประตูเข้าไปจะเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ บน 3 ด้าน ด้านหน้า ซ้าย ขวา จะเป็นประตูห้องพัก ซึ่งมองจากภายนอกเหมือนผนังห้องทั่วไป ดูไม่ออกว่าด้านไหนคือประตูเปิดเข้าห้องพัก

    ห้อง Odyssey to the Stars มี 2 ชั้น ชั้น 2 เป็นโดมที่เพนต์รูปดาวไว้บนผนังโดม “ตอนแรกออกแบบไว้อยากให้นอนดูดาว แต่บำรุงรักษาลำบากและแสงรบกวนการนอน เลยเพนต์แทน” สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดประกอบด้วย 1. Storytelling & Experience-driven Branding โดยสื่อสารตัวตนผ่าน storytelling ที่นี่คือสถานที่ที่ความสงสัยคือคำเชิญชวน “เราไม่ได้เริ่มต้นจากการบอกว่าห้องกี่ตารางเมตร หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกกี่อย่าง แต่เริ่มจากคำถามว่าแขกจะรู้สึกอย่างไรตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามา”



    2. กำหนดโทนภาพ แสง สี และบรรยากาศให้ชัดเจนและสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาพในโซเชียล เว็บไซต์ หรือสื่ออื่นๆ ทุกอย่างต้องสะท้อนโลกเดียวกัน เมื่อภาพมีเอกลักษณ์ที่เด่นชัด ผู้คนจะจดจำความรู้สึกได้ และช่วยสร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมายที่มองหาโรงแรมที่สร้างประสบการณ์ (experiential hotel) 3. Guest Journey ผ่านแนวคิดของประสาทสัมผัส ทั้งแสง กลิ่น เสียง ที่สอดคล้องกันเพื่อบอกว่า นี่ไม่ใช่โรงแรมทั่วไป แต่เป็นบ้านที่มีชีวิต 

    4. การบริการที่อบอุ่น ใส่ใจ และจริงใจ ความใส่ใจแสดงออกผ่านรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่การคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห้องน้ำแบรนด์ Diptyque บางค่ำคืนอาจมีของขวัญชิ้นเล็กๆ หรือข้อความที่เขียนด้วยความตั้งใจวางรออยู่ เมื่อพูดถึงผลิตภัณฑ์อาบน้ำวิภวินบอกว่า ใช้เวลาติดต่อเป็นปี ต้องส่งแบรนด์โรงแรมไปให้ทางบริษัทตรวจสอบ กระทั่งเปิดโรงแรมได้ 3 เดือนทางบริษัทจึงอนุมัติ “เขาต้อง approve ว่าเข้ากับแบรนด์ไหม แบรนด์เขาค่อนข้างลักชัวรี่...โรงแรมในไทยส่วนใหญ่อยู่ห้องสวีต” 

    ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ 40% คนไทย 60% ชาวต่างชาติมาจากอเมริกา, ยุโรป, ออสเตรเลีย, เอเชีย และตะวันออกกลาง “เราตั้งใจขยายฐานลูกค้าต่างชาติให้มากขึ้น โดยเลือกกลุ่มที่เข้าใจคุณค่าของ experiential hotel และมองหาสถานที่ๆ มีคาแร็กเตอร์และเปลี่ยนความสัมพันธ์จากแขกและโรงแรม ให้เป็นคนที่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของบ้านและอยากกลับมาเสมอ...ที่เขาใหญ่มีโรงแรมแบบ experiential stay มากขึ้นและยังเติบโตได้อีก เขาใหญ่กำลังพัฒนาเป็น lifestyle destination มากกว่าที่พักผ่อนธรรมดา” เกศชนกกล่าวทิ้งท้าย


ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : วิธาน ฉั่วเจริญศิริ IDG เชื่อมโซลูชันลัดทรานส์ฟอร์ม

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine