บริษัทเทคสัญชาติไทยมั่นใจในประสบการณ์ให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบกว่า 26 ปี เดินเกมรุกบริการดิจิทัลครบวงจรด้วยโซลูชันแฟล็กชิป Transformation+ พร้อมสนับสนุนโครงการ Digital & AI Transformation ตอบโจทย์ความต้องการครบมิติ
ภาพรวมตลาดธุรกิจบริการดิจิทัลและซอฟต์แวร์ของประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 11-12% ต่อปีในช่วงปี 2566-2568 สอดคล้องกับข้อมูลของการ์ทเนอร์ (Gartner) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาระดับโลก ซึ่งคาดการณ์การลงทุนด้านซอฟต์แวร์และบริการ IT ของไทยเพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การแข่งขันสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการให้บริการเฉพาะเจาะจงกับลูกค้าจำนวนมาก (mass customization) ทำให้ต้องใช้ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์ทั้งภาคการผลิตและการบริการ
ขณะเดียวกันภาคธุรกิจยังมีแนวโน้มการใช้บริการผ่านระบบสมาชิกบนคลาวด์ (cloud) ในรูปแบบ subscription model หรือ SaaS มากขึ้น เนื่องจากต้นทุนถูกกว่าการติดตั้งระบบซอฟต์แวร์แบบเดิม ซึ่งการขยายตัวของเทคโนโลยีระบบคลาวด์พร้อมกับการพัฒนาเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมมากขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการปรับโครงสร้างองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (digital transformation) รวมถึงการลงทุนของผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น Google Cloud และ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งตั้งศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาคในประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมายังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบ
“ผมชอบคณิตศาสตร์ตั้งแต่เด็ก และตั้งใจสอบเข้าวิศวกรรมศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งเข้าทำงานแรกเกี่ยวกับ IT coordination ดูแลงาน IT และระบบอินเทอร์เน็ตให้สถาบันการเงิน โดยส่วนตัวยังสนใจด้านเว็บไซต์และการออกแบบ ซึ่งเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วเว็บไซต์ยังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย โดยระหว่างการทำงานผมมีโอกาสแข่งขัน Thailand Web Award และได้รางวัลชนะเลิศ ทำให้ตัดสินใจเรียนต่อต่างประเทศด้าน Computer Science ก่อนจะเปลี่ยนสายเป็น Multimedia ที่มีความหลากหลาย ซึ่งช่วงนั้นตรงกับต้มยำกุ้ง เราได้บัตรอนุญาตให้ทำงานที่อเมริกาได้ ผมก็เปลี่ยนไปเรียนภาคค่ำพร้อมกับส่งงานเว็บประกวดสะสมพอร์ตอินเตอร์จนได้งานพิเศษเรื่อยๆ และทำงานประจำแทน โดยรวมอยู่อเมริกาประมาณ 2 ปีกว่าๆ ก็กลับเมืองไทย เพราะเชื่อในโอกาสธุรกิจที่สามารถเริ่มต้นทำแบบที่ต่างประเทศได้ในไทย”
วิธาน ฉั่วเจริญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินดิจี จำกัด (มหาชน) หรือ IDG กล่าวถึงประสบการณ์ทำงานด้าน IT เทคโนโลยีในประเทศและต่างประเทศหลังสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงรางวัลที่ได้รับในการแข่งขันประกวดเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องเป็นใบเบิกทางที่ช่วยเสริมความมั่นใจรวมทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ก่อตั้งธุรกิจให้บริการออกแบบเว็บไซต์ และพัฒนาซอฟต์แวร์ในปี 2543 ซึ่งเริ่มต้นจากการนำเทคโนโลยี Microsoft .NET และ IBM Lotus Notes ต่อยอดพัฒนาระบบงานภายในองค์กรโดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงินและกลุ่มประกันชีวิต
“การทำธุรกิจยุคนั้นไม่เหมือนยุคนี้ ที่สามารถสร้างตัวตนและมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะถ้าเราอายุยังน้อยและไม่มีฐานลูกค้า หรือคอนเนกชั่นใหญ่ ซึ่งการเริ่มต้น INDIGY ช่วงแรกมีความท้าทายมาก เพราะยังไม่ได้รับความเชื่อมั่น เราจึงเริ่มจากการรับงานทำเว็บไซต์ก่อนจึงเปลี่ยนไปด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถ run บนเว็บไซต์และ Windows ได้ ทำให้เราได้งานเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์ให้สถาบันการเงินเป็นโปรเจกต์ปูทางให้ได้งานที่สถาบันการเงินอื่นๆ เป็นฐานลูกค้าหลักของเราในช่วง 2-3 ปีแรก โดยเน้นงานเว็บไซต์ก่อนจะเริ่มทำแอปพลิเคชันมากขึ้น และระบบต่างๆ กระจายจากธนาคารไปธุรกิจประกัน เช่น ใบเสนอราคา การทำระบบผลตอบแทนของตัวแทนที่มีความซับซ้อน ซึ่งปี 2543 ยังตรงกับวิกฤตดอตคอม และ Y2K ที่มีความกังวลเรื่องระบบพัง ทำให้เราได้เริ่มต้นธุรกิจช่วยจัดการดูแลซอฟต์แวร์และระบบต่างๆ”
หลังจากนั้น บริษัทยังได้รับการแต่งตั้งจาก Microsoft ให้เป็น Microsoft Gold Certified Partner ในปี 2549 ทำให้วิธานสามารถนำผลิตภัณฑ์ Microsoft SharePoint Server และ Microsoft .NET ขยายธุรกิจและพัฒนาระบบงานต่างๆ ให้บริการกลุ่มลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นระบบอินทราเน็ต ระบบจัดการเอกสาร ระบบจัดการองค์ความรู้ ระบบจัดการแบบฟอร์มและเวิร์กโฟลว์ทางธุรกิจ รวมถึงต่อยอดการพัฒนาระบบเฉพาะทาง ได้แก่ ระบบงานด้านการขาย ระบบประเมินผลงาน ระบบการให้บริการลูกค้า ระบบการวางแผนงาน ระบบงานสัญญา ระบบงานงบประมาณ ระบบงานจัดซื้อ และระบบจัดการคุณภาพ
ขณะเดียวกันบริษัทได้เริ่มให้บริการระบบงานบนคลาวด์ ซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์ Office 365 ของ Microsoft ในปี 2556 ได้แก่ OneDrive, Exchange Online, SharePoint และ Skype for Business พร้อมทั้งเพิ่มทีมที่ปรึกษาการพัฒนาระบบด้วย Power Platform ซึ่งเป็นกลุ่มเครื่องมือ low-code สำหรับพัฒนาแอปพลิเคชันชุดใหม่บน Microsoft 365 ในปี 2561 รวมถึงเริ่มเปิดตัวเว็บไซต์ Office365Center.com ให้บริการ Office 365 ครบวงจร ทั้งการจำหน่ายซอฟต์แวร์ การให้คำปรึกษา การพัฒนา การฝึกอบรม และติดตั้งระบบงาน
“Microsoft SharePoint ช่วยให้เราสามารถเปิดตลาดใหม่นอกจากกลุ่มสถาบันการเงินและประกันชีวิต เรายังบุกกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน อุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม ไลฟ์สไตล์มอลล์ต่างๆ hospitality และงานพันธมิตรในกลุ่ม IT ซึ่งเราเต็มที่กับทุกงานเพื่อให้ได้ผลงานที่ดี ทำให้เราเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเริ่มมีคลาวด์เข้ามา ซอฟต์แวร์ต้องพร้อมใช้งานทุกที่ทุกเวลา เราจึงเริ่มเป็นพันธมิตรกับ Nintex ช่วยระบบ workflow ลูกค้าองค์กร โดยในปี 2554 เรายังต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่กระทบกับศูนย์คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลหรือการย้ายสถานที่ทำงาน ซึ่งเราต้องช่วยให้ลูกค้าสามารถทำงานต่อได้ เช่นเดียวกับวิกฤตโควิด-19 โดยเราสามารถพัฒนาแพลตฟอร์มนวัตกรรมการทำงานรูปแบบใหม่ได้สำเร็จ”

สำหรับปัจจุบันบริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจการให้บริการแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ประกอบด้วยธุรกิจให้คำปรึกษาด้านดิจิทัลและงานบริการด้าน IT (digital consulting) ซึ่งมุ่งเน้นการให้คำปรึกษา วางแผน จัดหา ติดตั้ง อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์สำนักงาน การจัดการข้อมูล ความปลอดภัย และการนำระบบคลาวด์มาใช้ในองค์กร รวมถึงการให้บริการ managed services และ system maintenance services
ส่วนธุรกิจการพัฒนาและอินทิเกรตระบบงาน (digital integration) ให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มหรือซอฟต์แวร์ โดยนำหลักการของ design thinking ช่วยออกแบบความต้องการลูกค้า และ DevSecOps ใช้ในการพัฒนาความปลอดภัย และการดำเนินงานที่มีความสำคัญไว้ด้วยกัน รวมถึงธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม (digital platform) ซึ่งมุ่งเน้นการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันภายในและภายนอกองค์กร
นอกจากนั้น ในปีนี้ได้เพิ่มธุรกิจการฝึกอบรมด้านดิจิทัล (digital academy) ที่สามารถพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผสมผสานออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมทั้งธุรกิจขายสินค้าดิจิทัลในรูปแบบออนไลน์ (digital market) ให้บริการขายและส่งสินค้าเข้า marketplace platform โดยเฉพาะสินค้าดิจิทัลที่ตลาดต้องการ และสามารถนำไปส่งเสริมการขายให้กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท เพื่อขยายขอบเขตการทำธุรกิจครบวงจร
“เรามีกลุ่มงานหลายกลุ่ม ได้แก่ digital consulting บริการให้คำปรึกษาครอบคลุมถึงการช่วยจัดหาบุคลากร digital integration เราใช้ AI ช่วยให้ลูกค้าได้ผลงานเร็วขึ้น ประหยัดต้นทุนกว่าเดิม รองรับการเขียนโค้ดได้ทุกภาษา ซึ่งเราการันตีคุณภาพส่วนงานต่างๆ ด้วยทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์พัฒนาระบบจำนวนมากรองรับอยู่ รวมถึง digital platform เป็นบริการไฮไลต์ที่เราตั้งใจผลักดันให้เติบโต เพราะเป็นซอฟต์แวร์ไทยที่เราพัฒนาขึ้นเพื่อให้ ecosystem อยู่ในประเทศไทย และ digital academy การให้บริการอบรมด้านดิจิทัล AI สุดท้าย digital marketplace เช่น ตู้ kiosks แค่บอกความต้องการเราสามารถทำโซลูชันทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ self service ที่ได้รับความนิยม”
ติดสปีดดิจิทัลโซลูชัน
การทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วิธานตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรให้สามารถก้าวต่อในฐานะบริษัทมหาชนที่มีความแข็งแกร่งทางการเงิน ด้วยการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในเดือนตุลาคม ปี 2568 เพื่อนำเงินระดมทุนขยายธุรกิจสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
“ตั้งแต่ปี 2564 เราเริ่มมองตัวเองว่าท้ายสุดแล้วเราวางแผนระยะยาวอย่างไร ซึ่งจากวิกฤตต่างๆ ที่ผ่านมา กราฟเราตกตลอด ดังนั้น การเงินเราอาจจะต้องแข็งแรงกว่านี้ ผมจึงเริ่มปรึกษาคุณอา (ศิริชัย) ท่านเคยอยู่ในบริษัทจดทะเบียนมาก่อนว่า การเป็นบริษัทมหาชนช่วยเพิ่มโอกาสอะไรบ้าง โดยเราใช้เวลาประมาณ 3 ปีปรับโครงสร้างบุคลากร ปรับปรุงระบบ และการบริหารจัดการต่างๆ ซึ่งเรา IPO สำเร็จในจังหวะที่ได้รับสิทธิ BOI ช่วยเรื่องภาษี 8 ปี ในผลิตภัณฑ์ flagship ของเรา Transformation+ โดยจะรุกน่านน้ำใหม่ในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงทันที รวมถึงเรายังผ่านการขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล depa dSURE ของ depa ช่วยให้ลูกค้า SME ของเราสามารถลดภาษีได้”
วิธานกล่าวถึงการเดินหน้าพัฒนาโซลูชัน Transformation+ เสริมศักยภาพการแข่งขันขององค์กรไทย ซึ่งบริษัทได้รับอนุมัติสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมระยะเวลา 8 ปี (ปี 2569-2576) จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงบริษัทยังเข้าร่วมกระบวนการขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog หรือ dSURE) ซึ่งเป็นโครงการขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการดิจิทัลของผู้ประกอบการไทยที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มสร้างความเชื่อมั่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

สำหรับ Transformation+ เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่พัฒนาขึ้นในกลุ่มธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ 365+, Work+, Biz+ และ Life+ โดย 365+ เป็นดิจิทัลโซลูชันที่ช่วยต่อยอดการทำงานบนเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกจาก Microsoft AWS Google และ LINE ซึ่งเสริมให้องค์กรธุรกิจสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ และสามารถขยายแกนไปยังแพลตฟอร์มภาครัฐและเอกชนให้พร้อมใช้งานทันที ไม่ว่าจะเป็นอีเมล, file share, ประชุม, สื่อสาร, พอร์ทัล และอื่นๆ
ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ Work+ เป็นดิจิทัลโซลูชัน หรือแพลตฟอร์มสำหรับใช้งานในองค์กร เพื่อรองรับการทำงานของพนักงานและองค์กรแบบไฮบริดได้อย่างครอบคลุม โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ Biz+ จะมุ่งเน้นการใช้งานในภาคธุรกิจให้สามารถขยายธุรกิจและการให้บริการยุคใหม่ตามความเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจแบบรอบด้าน
ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ Life+ เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตทันสมัยแบบสมาร์ทไลฟ์ ด้วยการส่งเสริมการใช้บริการระบบดิจิทัลร่วมกันทั้งรูปแบบสังคมชุมชน บุคคล และกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะภาคประชาชนและรายย่อยสามารถนำระบบอัจฉริยะเชื่อมต่อการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพดีขึ้น
“เราเพิ่มความสามารถ 365+ ให้มีความหลากหลายในการเป็นโซลูชันที่ช่วยซัพพอร์ตลูกค้า เพราะเราตีโจทย์การให้บริการลูกค้าครบวงจรทุกเรื่อง อย่างกลุ่ม Work+ เน้นการใช้งานในองค์กร ระบบงานบริษัท การอนุมัติ ซึ่งใช้ได้ตามสายงานต่างๆ ครอบคลุมทุกบริการ ส่วน Biz+ เชื่อมกับลูกค้าได้ทั้ง B2B และ B2C เช่น Digital Café Solutions สำหรับกลุ่มร้านกาแฟที่เราจับมือกับพาร์ตเนอร์ Worldwide Coffee หรือธุรกิจ service center เราก็สามารถตั้งศูนย์บริการด้วยระบบ Biz+ ได้ทันที รวมถึงธุรกิจคลินิกความงามเราก็มีโซลูชันครบวงจร อุปกรณ์ติดตั้งพร้อม ระบบ POS จัดการสต็อก นัดหมาย โดยปัจจุบันไฮไลต์หลักของเราจะเป็น 365+ และ Work+ ซึ่งตรงกับแผนของเราว่า หลังจากเข้าตลาดแล้วเราจะผลักดัน Biz+ และ Life+ ซึ่งเป็นการให้บริการลักษณะ tenant เช่น ระบบบริหารจัดการหมู่บ้าน คอนโดมิเนียม นิติบุคคล”
วิธานกล่าวถึงการจับมือแบรนด์กาแฟระดับมืออาชีพ Worldwide Coffee เปิดตัว Digital Café Solutions & Flagship Store ยกระดับธุรกิจร้านกาแฟสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยโซลูชันที่เชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่หน้าร้านถึงหลังบ้าน เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการร้านกาแฟและร้านอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับธุรกิจที่ต้องการพัฒนาระบบหรือขยายสาขา
ยกตัวอย่างเช่น QR Ordering & POS ช่วยลดขั้นตอนการสั่งซื้อ เพิ่มความสะดวกในการให้บริการ และสนับสนุนการติดตามยอดขายได้อย่างเป็นระบบ Digital Kiosk & Self-Service เพิ่มทางเลือกในการให้บริการลูกค้า และช่วยรองรับการใช้งานในช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น Digital Signage & Security ช่วยเสริมการสื่อสารภายในร้านให้มีความทันสมัย พร้อมสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยของธุรกิจ Platform License & Professional Support รองรับการเลือกใช้งานให้เหมาะกับขนาด และรูปแบบของแต่ละธุรกิจ พร้อมบริการสนับสนุนจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนั้น วิธานยังเล็งเห็นความสำคัญการขยายสำนักงานและศูนย์บริการธุรกิจดิจิทัลในรูปแบบ community & co จัดสถานที่ในรูปแบบ community business showcase ให้คำปรึกษาให้บริการฝึกอบรมจัดกิจกรรมต่างๆ ด้านดิจิทัลให้กับธุรกิจ โดยวางเป้าหมายการขยายศูนย์ธุรกิจนอกจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดอื่นๆ ซึ่งพิจารณาพื้นที่และช่วงเวลาตามความเหมาะสมของสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น ภูเก็ต ชลบุรี ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่
“เราตั้งใจ mix พื้นที่ใหญ่ให้ digital nomad สามารถใช้พื้นที่และสร้างคอมมูนิตี้ใหม่ด้วยกัน โดยใช้ชื่อแบรนด์ Double Dot ซึ่งวันนี้เราจับมือกับร้านกาแฟ แต่ต่อไปอาจจะเป็นธุรกิจอื่นตามโมเดล Double Dot โดยนำบริการของเราปลั๊กต่อกับกลุ่มอื่นๆ เป็น ecosystem ไม่เฉพาะ INDIGY แต่เป็นคอมมูนิตี้ที่ทุกคนสามารถใช้ได้ โดยหนึ่งในคีย์ที่ทำให้เราเติบโตมากกว่า 20 ปีคือ ความตั้งใจในทิศทางการเดินที่ชัดเจนทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตัดสินใจไปกับ Microsoft หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้เติบโตเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ซึ่งขณะนี้เรามองเรื่อง business center ของ Double Dot และ flagship ที่เรามองภาพใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ของประเทศ ถ้าเรามีเส้นทางที่ชัดเจนก็น่าจะเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีกับ INDIGY และประเทศไทยมาก”
วิธานย้ำความมั่นใจในทีมงานและบุคลากรที่มีประสบการณ์ในธุรกิจยาวนานมากกว่า 26 ปีในการให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบมากกว่า 1,000 โซลูชัน ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก และรางวัลที่ได้รับอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างความไว้วางใจในการขยายฐานกลุ่มลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรม
“INDIGY เป็นบริษัทในกลุ่มพัฒนาแพลตฟอร์มและมุ่งเน้นการ transformation ให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เรามี product series ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วเป็น track record ขนาดใหญ่มากในไทยที่ใช้บริการอยู่ รวมถึงระบบเรามีความพร้อมรองรับการใช้งานในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนั้น จุดแข็งของเราสามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม เรากล้าวัดผลลัพธ์แง่ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานลูกค้าและแพลตฟอร์มที่พัฒนาเป็นเวลานาน ISO ที่สามารถการันตีความปลอดภัยและการพัฒนา การอนุมัติจาก BOI และ depa จะเป็นภาพใหญ่ที่แพลตฟอร์มเรามีความแข็งแรงพอ ซึ่งเราวางแผนเติบโต 2 เท่าตั้งแต่ปีนี้ โดยเน้นการเป็นบริษัทที่มีกำไรและปันผลให้นักลงทุนมากกว่าการมองเฉพาะรายได้”
ผู้ก่อตั้งวัย 53 ปี ปิดท้ายความเชื่อมั่นในการกำหนดคุณค่าหลักขององค์กรที่มีความชัดเจนภายใต้ WE “CARE” ประกอบด้วย Centric จิตสำนึกของผู้ให้บริการ Agility ฉับไวทั้งความคิดและการทำงาน Result มุ่งสู่ความสำเร็จในทุกชิ้นงาน และ Excellence ส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม เพื่อให้ทีมงานสามารถขับเคลื่อนในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร “One Team, One Spirit, One Goal”
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ณัฐธิดา สงวนสิน BUZZEBEES สตาร์ทอัพไทยพันล้าน



