ณัฐธิดา สงวนสิน BUZZEBEES สตาร์ทอัพไทยพันล้าน

ณัฐธิดา สงวนสิน BUZZEBEES สตาร์ทอัพไทยพันล้าน

​ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเทคพันล้านเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำว่า “อย่าเชื่อสิ่งที่คนบอก ให้พิจารณาด้วยตัวเอง ถ้า make sense ค่อยทำ ถ้าไม่ make sense ให้มาถาม เถียงกันจนจบแล้วค่อยทำ ให้ทำทุกอย่างด้วยฝีมือของเรา ทำทุกอย่างด้วยเหตุผลของเรา”


    ณัฐธิดา สงวนสินกรรมการผู้จัดการ และผู้ร่วมก่อตั้ง BUZZEBEES หรือ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด ทักทาย Forbes Thailand ด้วยบุคลิกมาดมั่นในสไตล์ผู้ประกอบการที่อยู่ร่วมกับพนักงานแบบเปิดกว้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการบริหารองค์กรสตาร์ทอัพที่เคยผ่านจุดต่ำสุดในแบบที่เกือบไม่มีทุนจ่ายเงินเดือนพนักงาน แต่ในวันนี้ได้เติบโตด้วยรายได้กว่า 3 พันล้านบาท

    ที่สำคัญณัฐธิดารู้ความต้องการของตัวเองชัดเจนตั้งแต่เริ่มชีวิตการทำงานว่าต้องการเป็น “ผู้ประกอบการ” และจังหวะที่เริ่มจากการเป็นพนักงานของบริษัทข้ามชาติอย่าง KPMG Advisory (Thailand) และ GE Capital (Thailand) ก็ทำให้มีโอกาสเจอกรณีศึกษาของบริษัทต่างๆ ทำให้การสร้างธุรกิจของตัวเองอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่หลากหลาย และมีพลังร่วมคิดร่วมกันสร้างจาก Michael Chen ที่เป็นทั้งคู่ชีวิต และผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ โดยปัจจุบัน Michael ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BUZZEBEES “ตอนนั้นงานสนุกมากเลย แต่เรารู้ว่าเราต้องการเป็น entrepreneur แม้จะรู้ว่าตัวเองขายไม่เก่ง เพราะเติบโตมาทางสาย engineer แต่รู้ชัดว่าต้องไปยังธุรกิจที่เป็น blue ocean” 



ก้าวแรกธุรกิจ

    นับจากวันนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งคู่ที่ร่วมกันสร้างธุรกิจภายใต้ชื่อ IConcepts (บริษัท ไอ คอนเซ็ปส์ จำกัด) โดยมีพาร์ตเนอร์จากสหรัฐอเมริกา ในจังหวะที่ทั่วโลกกำลังต้องการเทคโนโลยีเพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดหลังผ่านเหตุการณ์ช็อกโลก 9/11 เมื่อปี 2544 

    จากการเริ่มทำตลาดต่างประเทศ ต่อมาได้ขายลูกค้าหน่วยงานรัฐในไทยที่ต้องการระบบสแกนลายนิ้วมือที่ในเวลานั้นยังมีคนทำไม่มากนัก และธุรกิจเติบโตอย่างดี มีรายได้เป็นหลักร้อยล้านบาท แต่สำหรับณัฐธิดาไม่ได้จบเพียงแค่นั้น หลังจากเจอเพื่อนที่จบปริญญาเอก จาก University of California, Berkeley กำลังเริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ ทั้งเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือ iPhone รุ่นแรกเปิดตัว และ 2-3 ปีต่อมาเพื่อนบอกว่า สามารถขายธุรกิจให้ Intel มูลค่าถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เธอจึงเริ่มสนใจว่า “สตาร์ทอัพ” คืออะไร ทำให้กลับมาทบทวนแล้วเริ่มต้นใหม่

    ช่วงเวลาที่สตาร์ทอัพกำลังเป็นกระแสนั้นเป็นช่วงเดียวกันกับที่ณัฐธิดาเริ่มหาคำตอบใหม่กับการทำธุรกิจ เพราะงานเดิมที่ขายให้กับหน่วยงานราชการนั้นไม่ตรงกับคาแร็กเตอร์ตัวเอง จึงตัดสินใจเดินก้าวใหม่ด้วยการส่งพนักงาน 2 คนไปเรียนเกี่ยวกับระบบ Android และอีก 2 คนไปเรียน iOS โดยที่ยังคิดไม่ออกว่ากลับมาจะทำอะไร กลับมาแล้วจึงมีการเสนอกันว่าจะทำ Dating App ก่อน จนถกเถียงกันลงตัวที่การทำฟีเจอร์การสะสมแต้มแลกของรางวัล หรือหนึ่งในบริการของแพลตฟอร์มบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM & Loyalty Platform) ภายใต้ชื่อบริษัท BUZZEBEES และโปรเจ็กต์แรกที่โด่งดังในเวลานั้นเปิดตัวเมื่อปี 2013 คือ เฟซบุ๊กสีเหลือง เป็นฟีเจอร์เล่นเฟซบุ๊กแล้วได้คะแนนสะสม แลกของรางวัล

    “ตอนนั้นฝันเลยว่าถ้าได้ user ล้านคน Facebook จะมาซื้อ แล้วจะไปอยู่เกาะ จะ early retire แต่ตอนแรกทำออกมาไม่มีคนใช้เลย มีคนใช้ประมาณ 20 คนคือน้องในออฟฟิศ ตอนนั้นเงินจะหมด เพราะว่าไม่ได้รับงาน IConcepts แล้ว มาทุ่มให้ BUZZEBEES เงินก็เหลือน้อยนิด แค่ 3.5 ล้านบาท หลังจากใช้ไป 20-30 ล้านบาทภายใน 2 ปี”


จุดเปลี่ยน จุดตั้งต้น

    จากนั้น BUZZEBEES พยายามหาทางออก ใช้กลยุทธ์การตลาดเข้ามาระดมคนมาใช้ได้ 250,000 คน แต่ภายในเดือนเดียวก็หายหมดเพราะไม่มีเงินหาของรางวัล ซึ่งนับเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากจนถึงขั้นจะจ่ายเงินเดือนพนักงานที่มีอยู่ประมาณ 12 คนในเวลานั้นไม่ได้

    ณัฐธิดาลังเลถึงขั้นว่าจะกลับไปทำงานกับราชการอีกดีหรือไม่ แต่ในเมื่อไม่ใช่ตัวตนของตัวเองก็กลับมาที่ความเชื่อที่ว่า BUZZEBEES คืออนาคต และเชื่อวิสัยทัศน์ของตัวเองที่มองเห็นว่ามี iPhone มา และการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป ทุกอย่างจะอยู่บนมือถือ เป็นช่วงเวลาที่คนนิยม Hi5 และ Facebook เพิ่งเกิดขึ้น จึงมีทางเลือกเดียวคือ “ต้องชนะ”

    เมื่อทบทวนแล้วณัฐธิดาตัดสินใจก้าวเดินต่อซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ AIS และ Samsung เปิดให้ยื่นข้อเสนอทำโครงการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า นั่นคือ Galaxy Gift กับ AIS Privileges ที่คอนเซ็ปต์ตรงกับธุรกิจของ BUZZEBEES นับเป็นจุดเปลี่ยนในช่วงวิกฤตถึงขั้นที่คิดว่า “ถ้าไม่ได้งานนี้ก็ต้องปิดบริษัท เพราะว่าไม่มีเงินแล้ว” และวิธีที่จะชนะคือ ต้องทุ่มทำซอฟต์แวร์ให้สำเร็จและไปแสดงให้ดู “ทำกันทั้งวันทั้งคืน แบบทุบหม้อข้าว และคนที่ช่วยเราทำตอนนั้นคือ ทีมหลักที่วันนี้ยังอยู่กับ BUZZEBEES มา 10 กว่าปีแล้ว”


เดินหน้าเต็มกำลัง

    จาก Samsung, AIS ในปี 2556 ก็มีลูกค้าอีกหลายองค์กร ทั้งในกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก ธุรกิจน้ำมัน เพราะธุรกิจต่างๆ เริ่มเห็นความสำคัญในการใช้แพลตฟอร์มบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า และบริการจัดหาของรางวัลและสิทธิพิเศษ (rewards & privileges management) ซึ่งประโยคจาก BUZZEBEES ที่ทำให้ทุกคนพูดถึงในเวลานั้นคือ การรักษาฐานลูกค้าสำคัญที่สุด เพราะต้นทุนถูกกว่าการไปหาลูกค้าใหม่

    ระหว่างทางด้วยความเชื่อว่าอนาคต BUZZEBEES คือผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ (digital enabler) และจะเติบโตได้อีก จึงเริ่มได้การระดมทุนไปถึงรอบซีรีส์ A โดยเฉพาะ Ascend Group และ Hyweb Technology ในปี 2558 และมีการระดมทุนได้อีกหลายครั้ง ธุรกิจพุ่งทะยานต่อเนื่องในลักษณะ J-Curve เป็นเวลาที่ได้เฉลิมฉลองความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง


ความเชื่อเรื่องเลือกคนเก่ง

    ถ้าคุณยังอยู่ในโลกของธุรกิจจะไม่มีคำว่า บททดสอบสุดท้าย เหมือนอย่างที่ BUZZEBEES ต้องประสบในปี 2563 เช่นเดียวกับที่ธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับโควิดระบาดอย่างไม่ทันตั้งตัว ณัฐธิดาและ Michael พร้อมทีมงานเลือกมองหาธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในช่วงนั้นที่ใกล้เคียงกับจุดแข็งของ BUZZEBEES คือการให้บริการอี-คอมเมิร์ซครบวงจร (e-commerce enabler) โดยยึดหลักในการทำธุรกิจคือ ต้องมีกำไร ไม่เก็บสินค้าไว้ในคลัง และตอบโจทย์ที่ลูกค้าต้องการในเวลานั้น สิ่งที่ลูกค้าถามมาคือ “สร้าง loyalty แล้วขายของให้ด้วยได้หรือไม่” คำถามนี้นำไปสู่การสร้าง Hive Commerce (ไฮฟ์ คอมเมิร์ซ) และวันนี้ Hive Commerce ก็สร้างรายได้ให้กับ BUZZEBEES ได้ถึงกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด

    Hive Commerce มีกำลังหลักจากผู้บริหารระดับปฏิบัติการ (Operation Director) ที่มาจากบริษัทบริการขนส่งระดับโลก ที่ขอเปลี่ยนตัวเองมาเป็นนักขาย แน่นอนว่าคำตอบจากณัฐธิดาคือ “ได้...เราเชื่อในคน เราเชื่อใน growth mindset เราเชื่อว่าคนทำอะไรก็ได้ถ้าอยากทำ เราก็เลยลอง เขาพร้อมเปลี่ยนเราก็เปลี่ยนให้” 



    นอกเหนือจากการกำเนิดของ Hive Commerce แล้ว ยังมีอีกโมเดลคือ การซื้อมาแล้วต่อยอดอย่างแอปพลิเคชัน “WhatSale" แอปสำหรับการค้นหาส่วนลดสินค้าที่ต่อยอดมาเป็นธุรกิจใหม่ affiliate marketing ที่ชื่อว่า Mediabuzz ซึ่งเป็นอีกธุรกิจที่พิสูจน์ความเชื่อที่ว่า หากได้คนเก่งมาร่วมงาน ให้ทำอะไรก็ทำได้ 

    “WhatSale เคยมีคนใช้งานอยู่ 300,000 คน วันที่มาอยู่ในมือเราเหลือ 5,000 คน จนคิดว่าต้องปิดแอป แต่เมื่อได้คนที่เคยเล็งไว้ว่าวันหนึ่งต้องชวนมาทำงานกับ BUZZEBEES ให้ได้ เพราะเชี่ยวชาญเรื่อง loyalty program เป็นการดึงช้างเผือกมาร่วมงาน ทำให้ WhatSale เริ่มทำตลาด affiliate ในช่วงที่ไม่มีคนเริ่มในธุรกิจนี้ จากวันนั้นยอด 6,000 คน วันนี้เป็นทะลุล้าน และปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 450 ล้านบาท จากปีที่แล้ว 300 กว่าล้านบาท”

    การได้คนเก่งมาทำงานด้วยจึงเป็นการเปิดประตูบานแรกให้เดินไปด้วยกัน แต่จะอยู่ด้วยกันนานเพียงใดนั้นณัฐธิดาได้รับคำแนะนำจากบิดา และเรียนรู้จากประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา “เราเชื่อใน talent ช้างเผือกมากๆ เพราะมันอยู่ที่คน คนที่ทำได้เก่งทำอะไรก็เก่ง เราได้ช้างเผือกมา 1 คน เขาสร้าง 1 อาณาจักรแล้ว หน้าที่เราคือ ไม่ทำให้การสร้างของเขาแห้งแล้ง เราต้องรดน้ำพรวนดินให้เขา อยากได้อะไรเอาให้ไปเลย เราอย่าไปสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้คนกลัวความผิดพลาด เพราะถ้าเขากลัวเขาจะไม่กล้าคิดใหม่ทำใหม่ แล้วบริษัท tech ที่หยุดคิดใหม่ทำใหม่ก็คือบริษัทที่รอวันตาย พ่อพิงค์เคยพูดว่า ม้าพยศต้องปล่อยให้วิ่ง เมื่อไรที่คุณเข้าขั้น corporate วันที่คุณต้องใส่กรอบค่อยใส่ให้ อย่าไปใส่กรอบเขาตั้งแต่วันแรก”

    คำแนะนำการทำธุรกิจจากบิดายังเป็นสิ่งที่ณัฐธิดาทำมาโดยตลอด โดยเฉพาะการไม่กู้เงินมาลงทุน เพราะได้รับบทเรียนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง “วันแรกของการทำธุรกิจต้อง go get it และโมเดลธุรกิจต้องได้ส่วนแบ่งตลาดก่อน ต้องขายก่อน มีปัญหาค่อยไปแก้ เพราะปัญหาอื่นมันเล็กเมื่อคุณมีเงิน แต่ทุกอย่างจะใหญ่ทันทีเมื่อคุณไม่มีเงิน และเวลาลงทุนให้คิดไว้เลยว่าต้องไม่ลงจนหมด สมมติจะลง 100 ให้หาร 4 เหลือ 25 แล้วเอาไปลงทุน เพราะถ้าพลาดยังมีเหลือ แต่ถ้าลง 100 ถ้าหมดก็หมดเลย ซึ่งปกติจะมีความพลาดอยู่แล้ว ไม่มีวันที่จะออกโปรดักต์ใหม่แล้วตอบโจทย์ตลาดทันที"


เจ็บแล้วลุกเร็ว

    ในการทำธุรกิจโดยเฉพาะเมื่อต้องสร้างด้วยตัวเองหลายคนกลัวพลาด เพราะอาจลุกขึ้นใหม่ได้ยากจนไม่กล้าที่จะตั้งเป้าหมายใหม่อีกครั้ง แต่สำหรับณัฐธิดาและชาว BUZZEBEES นั้นมีเป้าหมายใหม่เสมอ และหากพลาดแล้วต้องลุกเร็ว

    “เป็นคนมีเป้าหมายชัดมาก แต่จะค่อยๆ เดินขึ้นบันไดเพื่อไปถึงเป้าหมายนั้น แม้ทุกวันที่เดินขึ้นบันไดจะมีสิ่งมาผลักตกบันได บางวันก็ตก บางวันก็ไม่ตก บางวันตกไป 3-4 ขั้น ก็แค่เดินต่อทีละขั้นจะไม่ยาก ถ้าไปที่เป้าหมายเลยมันจะยาก อย่างที่เคยตั้งเป้าว่ามีเงิน 200 ล้านบาทไว้ใช้ก็พอแล้ว พอถึงแล้วก็เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่า ไปให้ถึงด้วยการค่อยๆ เดินขึ้นบันไดทีละขั้น ถ้ามันล้มก็เดินใหม่ อย่ากลัวที่จะเดินใหม่ โดนผลักตก หกคะเมน ตกส้นสูง ก็เอาใหม่ just do it แบบ no excuse”

    ณ วันนี้ณัฐธิดาผ่านการพลาดมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็เริ่มใหม่ได้ นอกจากเหตุการณ์ช่วงก่อตั้ง BUZZEBEES ช่วงแรกที่แม้แต่เงินที่จะจ่ายพนักงานยังไม่มี เงินเดือนตัวเองก็หมด จึงต้องทุ่มเพื่อให้ได้งานจาก AIS และ Samsung ที่ผ่านมา หรือเหตุการณ์ช่วงที่โควิดระบาดที่นับเป็นวิกฤตใหญ่จึงเร่งหาธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในเวลานั้น ทั้งในช่วงเวลาใกล้กันยังประสบกับเหตุการณ์ตัดสินใจลงทุนในหุ้นต่างประเทศพลาดจนเงินเก็บทั้งชีวิตหายไป จากนั้นจึงมีกฎเหล็กในการลงทุนว่า ต้องมีความหลากหลายในพอร์ตการลงทุน 

    จนถึงวิกฤตล่าสุดปี 2567 BUZZEBEES กระแสเงินสดติดลบ เพราะลงทุนมากเกินไป และเป็นครั้งแรกที่สื่อสารกับพนักงานถึงข่าวร้ายว่า ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงอะไรจะไม่รอด จำเป็นต้องตัดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ผลคือปลายปี 2568 รายได้เติบโต 30% มีกำไรและมีโบนัส เหตุการณ์ครั้งนั้นณัฐธิดาได้บทสรุปว่า “ถ้าเจ้าของไม่หยุดสู้มันมีทางออกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เพิ่ม การเจรจา การลดค่าใช้จ่าย การหาพาร์ตเนอร์ มีคนสอนให้มองว่า ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้แบก ถ้าเรายังสู้มันก็ยังมีโอกาสรอด แต่ถ้าเราถอดใจคือเจ๊ง 100%”


สู้สุดใจ และวิ่งให้เร็ว

    “พิ้งค์เป็นคนทำธุรกิจที่ใช้คำว่าหนีตาย เพราะกลัวตายตลอดเวลา เราอยู่ใน tech ที่โดน disrupt ง่ายมาก เพราะฉะนั้น mindset คือ ต้องวิ่งไปข้างหน้าให้เร็วกว่าสิ่งที่จะมาตามหลอกหลอน สมมติว่าเทรนด์ AI มา ก็ต้องวิ่งนำ AI เป็นวิธีที่รับมือได้ทุกวิกฤต เพราะการหนีตาย ทำให้คิด plan A, plan B, plan C แล้วก็ทำ แม้จะล้มก็ทำใหม่จนสำเร็จ”

    และแน่นอนว่าสิ่งสำคัญคือ การฟังเสียงที่ใช่เพื่อเดินต่อในวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง “ต้องแยกให้ได้ระหว่าง signal กับ noise เราต้องไม่ฟัง noise หรือเสียงรบกวน แต่เราต้องฟังสัญญาณที่ใช่เพื่อให้เรากำหนด vision ได้ถูกต้อง แต่ถ้าเราฟัง noise vision มันจะผิด เพราะมันเปลี่ยนตาม noise ที่มาตลอดเวลา มาแล้วไป”

    การสัมผัสได้ถึงสัญญาณที่ใช่ในธุรกิจที่อยู่ในกระแส ตามจังหวะที่ลงตัว ทำให้ได้ผลลัพธ์เหนือความคาดหมาย จากที่เคยคิดว่าถ้าถึงร้อยล้านที่นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว ต่อมาภายใน 2 ปี iConcepts รายได้ 300 กว่าล้านบาท ในขณะที่ BUZZEBEES ปีแรก 5 ล้านบาท ปีต่อมา 59 ล้านบาท มาเป็น 159 ล้านบาท, 390 ล้านบาท, 512 ล้านบาท, 600 กว่าล้านบาท และ 800 กว่าล้านบาท และแตะพันล้านบาทในปี 2564 


    ส่วนความฝันและเป้าหมายในอนาคตของ BUZZEBEES นอกจากหวังรายได้ไปถึงหลักหมื่นล้าน ยังอยากให้เป็นสถาบันที่สร้างคนเก่งออกไปรันธุรกิจ และถ้าพูดถึงความพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ วันนี้ก็มีความพร้อม แต่ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม

    ณัฐธิดาหวังว่า ถ้า BUZZEBEES เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ตนอยากนำเงิน 5% ของมูลค่าที่ได้อาจจะประมาณ 200 ล้านให้น้องๆ ที่วันแรกทำงานกันมาแบบ 24 ชั่วโมง และคนใน BUZZEBEES ที่ทำงานหนักกันมาด้วยกัน

    "ในวันที่เราพุ่งไปข้างหน้า เราไม่ได้พุ่งไปคนเดียว เรามีทีม มีน้องๆ ที่สู้มาด้วยกัน พิ้งค์ถึงให้ความสำคัญกับเรื่อง culture มากๆ เพราะมันคือสิ่งที่จะดึงดูดคนประเภทเดียวกันให้อยู่ด้วยกันได้  เป็นกลุ่มคนที่มีไฟ คนที่ไม่อยู่เฉย ไม่ชอบคนที่รอรับคำสั่งอย่างเดียว ชอบคนที่เดินมาบอกว่า เราลองแบบนี้ไหม ต่อให้มันจะผิด หรือมันจะดูเพ้อเจ้อในตอนแรกก็จะฟังเสมอ เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของ innovation"


คำแนะนำจากรุ่นพี่

    เมื่อทักถามถึงคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างความสำเร็จด้วยตนเอง ณัฐธิดาตอบอย่างไม่ลังเลว่า "จุดตั้งต้นคือเป้าหมาย มีภาพที่ชัดเจนว่าคุณต้องการอะไร อย่ากลัวที่จะล้ม เพราะความล้มเหลวมันคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ย้อนไปตอนเงินหมด หรือถ้าไม่เจ็บตอนหุ้นตกคงไม่มีภูมิคุ้มกันแบบวันนี้ สำคัญที่สุดคือ อย่าทำตัวเป็นเก่งคนเดียว ให้หาทีมที่เก่งกว่าเราในด้านต่างๆ มาช่วยกันสร้าง แล้วก็ให้ใจเขา เหมือนที่พิ้งค์ให้ใจกับช้างเผือกทุกคน ถ้าคุณได้ใจคน คุณจะทำอะไรก็ได้ในโลกนี้”

    เป็นคำแนะนำที่ยืนยันในพลังของณัฐธิดาที่สร้าง BUZZEBEES เริ่มจากสตาร์ทอัพสร้าง loyalty program มาเป็นบริษัทเทคโนโลยี end-to-end digital engagement solution และ digital sales and marketing และหากวันนี้แม้เจออุปสรรคความท้าทายใหม่ก็พร้อมตั้งรับเสมอ

    “ถ้าสมุดพิ้งค์ไม่มีเงินเลย พิ้งค์ก็ไม่กลัว คือฉันสร้างได้ ไม่กลัวแล้ว เพราะมาจากศูนย์เหมือนกัน ไม่ว่าเหตุการณ์อะไร so be it คือฉันผ่านมาหลายวิกฤต คนเป็น entrepreneur มีสิ่งนี้คือจิตแข็ง เจ้าของธุรกิจแต่ละคนต้นทุนไม่เท่ากัน แต่ทุกคนมีของได้ เชื่อว่าคนจะสำเร็จมาจากทัศนคติ 70% ที่เชื่อว่าจะทำได้ก่อน และไม่ล้มเลิกที่จะทำ เพราะฉะนั้นวันที่ไม่สำเร็จจะไม่หยุดทำ แค่นั้นเอง”

    `ปัจจุบัน BUZZEBEES มีพนักงานมากกว่า 600 คน ในฐานะผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจด้วยตัวเองมานานกว่า 20 ปี ชัดเจนว่าจากนี้ณัฐธิดาในวัย 48 ปี ยังคงผลักดันทีม BUZZEBEES เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายใหม่ และสร้างความสำเร็จบทต่อไปอย่างมีความหมาย “วันนี้แข่งกับตัวเอง แข่งกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ แข่งกับ BUZZEBEES เมื่อวานว่าวันนี้เราดีขึ้นหรือยัง เราแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ดีขึ้นไหม พนักงานมีความสุขขึ้นไหม แค่นี้พิงค์ก็รู้สึกว่าชีวิตมันมีความหมายแล้ว”


เรื่อง: สุกรี แมนชัยนิมิต ภาพ: วรัชญ์ แพทย์ยานันท์ 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ทพ.อานนท์ กิจนิตย์ชีว์ Geneus DNA ถอดรหัสคู่มือชีวิต

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine