ปลดล็อก “เอสเอ็มอีไทย” ...ช่วยคนตัวเล็ก - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

ปลดล็อก “เอสเอ็มอีไทย” …ช่วยคนตัวเล็ก

Forbes Thailand

เมื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย 5.2 ล้านคน ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ตามกระแสโลก Digital Platform โฉมหน้าใหม่ Thailand 4.0 เปลี่ยนประเทศ สู่ digital transformation ส่งผลต่อ เอสเอ็มอีไทย ทั้งระบบ

การศึกษาโครงสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือ SMEs Landscape พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายมิติ ทั้งจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้านเศรษฐกิจและด้านเงินทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ปัญหาด้านเงินทุน และปัญหาหนี้นอกระบบ รวมถึงศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

เมื่อต้องก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่จาก Digital Transformation ผลจากการทรานส์ฟอร์ม ทำให้หลายภาคส่วนต้องออกมาช่วยกันปลดล็อก เอสเอ็มอีไทย ให้สามารถฝ่าวิกฤตได้ปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่ปัญหาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกำลังได้รับการแก้ไข และถูกหยิบยกเป็น วาระแห่งชาติด้วยข้อเสนอและมุมมองเพื่อหาทางออกร่วมกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) หอการค้าไทย และ สมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมกันจับเข่าคุย พบว่าปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในขณะนี้คือเรื่องเงินทุนและแหล่งเงินทุน ซึ่งถึงเวลาที่ต้องร่วมกันยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของ กกร. ปัญหาเงินทุนและแหล่งเงินทุนเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเงินทุนคือกลไกขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่นโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด ปัญหาหนี้เสีย NPL ที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบจากการเปลี่ยนแพลตฟอร์มสู่ Digital Transformation ทำให้ต้องแก้โจทย์ โดยยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการจัดตั้งกองทุนผู้เชี่ยวชาญ

ผลสำรวจ SMEs Landscape ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปี 2561 พบว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 5.2 ล้านราย เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ในสำมะโนธุรกิจ 2.5 ล้านราย หรือ 48% อีก 2.7 ล้านราย หรืออีก 52% เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่นอกสำมะโนธุรกิจ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ค้ากว่า 1 ล้านราย กลุ่มหาบเร่แผงลอยกว่า 5 แสนราย และกลุ่มค้าออนไลน์กว่า 4 แสนราย

นอกจากนี้ การสำรวจของสถานการณ์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ พบว่า มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพียง 10% หรือราว 5.2 แสนคน ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ยังมีอีก 4.6 ล้านรายที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน

เอสเอ็มอีไทย-ภาพรวมสถานการณ์

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดทำสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวน 2,400 รายทั่วประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง และกลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อม กลุ่มอุตสาหกรรม ภาคการค้า ภาคบริการ ภาคการผลิต ภาคก่อสร้างและภาคเกษตร พบว่า ต้องช่วยยกระดับความสามารถทางการแข่งขัน และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นกลไกแห่งฐานรากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า Digital Transformation สร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้าง และยังต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตการค้าโลกที่อาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วทุกภูมิภาค ดังนั้น ทั้งหน่วยงานของรัฐ และธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องปรับตัวไปพร้อมๆ กัน และต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับระบบเศรษฐกิจใหม่ในยุคดิจิทัล

โดยรัฐบาลมีบทบาทสำคัญต่อการช่วยให้การสนับสนุนโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก้าวตามทัน และมีต้นทุนที่ต่ำลง ส่งเสริมความรู้และเพิ่มพูนทักษะ และเพิ่มความสะดวกการเข้าถึงบริการภาครัฐ ต้องเร่งขยายโอกาสและสร้างความเท่าเทียม

ต้องกำหนดนโยบาย กฎเกณฑ์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการแข่งขันของเอสเอ็มอีกับธุรกิจขนาดใหญ่ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง ร่วมกันผลักดันและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้มากขึ้น เช่น QR Payment และการปฏิรูปกฎเกณฑ์การกำกับดูแลส่งเสริมให้เกิด Information based Lending หรือการใช้ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินประกอบการพิจารณาการให้สินเชื่อ และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเช่น การประเมินราคาหลักประกัน และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 

มุ่ง 3 เติม ควบแผนดิจิทัลรองรับโลกเปลี่ยน

จากข้อเสนอแนะของธนาคารแห่งประเทศต่อบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของบสย.นั้น จะสามารถเข้าถึงการพึ่งพาทางการเงินของผู้ประกอบการได้มากขึ้น ซึ่งเป็นข้อแนะนำที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับพันธกิจของบสย.คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ประกอบการ หรือ segmentation ประกอบด้วย กลุ่มไมโครเอสเอ็มอี กลุ่มเอสเอ็มอีบัญชีเดียว กลุ่มเอสเอ็มอีส่งออก กลุ่มเอสเอ็มอีไฮเทคโนโลยี กลุ่มอุตสาหกรรม S-curve และกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

การเพิ่มเกณฑ์คัดกรองความเสี่ยงของเอสเอ็มอี ได้แก่ การทำ micro analyses เพิ่มมิติการประเมินความเสี่ยงครอบคลุมทั้งปัจจัยภายนอกและภายในที่กระทบการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอีในแต่ละอุตสาหกรรม การทบทวนสัดส่วนและวงเงินค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ เช่นกลุ่มที่อยู่ในซัพพลายเชน กลุ่มที่อยู่ในบัญชีรายชื่อจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับการเติบโตในระบบเศรษฐกิจ

กลุ่มเอ็สเอ็มอีส่งออก หนึ่งในเซ็กเมนต์ที่ บสย. ต้องการเข้าถึง (PHOTO CREDIT: Jetjaras na Ranong / Bangkok Post)

นอกจากนี้ ในปีนี้ บสย.ยังได้จัดทำแผนการพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกก้าวสู่ยุคเทคโนโลยี โดย สเต็ปที่ 1 ซึ่งดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว ได้แก่ การพัฒนาค้ำประกันออนไลน์ เชื่อมกับสำนักงานเขตของ บสย.ที่กระจายอยู่ในภูมิภาค และการให้บริการออนไลน์หลังการค้ำประกันสินเชื่อ และการยื่นคำขอเคลมผ่านระบบออนไลน์

สำหรับ สเต็ป 2 กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำระบบไอที และเตรียมพัฒนา chatbot เครื่องมือสื่อสารระหว่าง บสย.และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รองรับโครงการหมอหนี้บสย.

Chatbot เป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของบสย. ต่อยอดจากโครงการ บสย. รักพี่วินและโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อกลุ่มผู้ประกอบการอาชีพอิสระ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสารระหว่าง บสย.และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ Core Guarantee System : CGS ซึ่งเป็นระบบหลักในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเต็มรูปแบบ โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2563

เอสเอ็มอีไทย
ภาพจากโครงการ บสย. รักพี่วิน

บสย.เป็นหนึ่งในองค์กรรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ โดยกระทรวงการคลังได้ดำเนินภารกิจมานานกว่า 27 ปี ช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนไปแล้วกว่า 340,000 ราย ตลอด 27 ปีที่ผ่านมาและได้พัฒนารูปแบบการให้การค้ำประกันสินเชื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนไป โดยในปี 2561 บสย.ช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อกว่า 77,000 ราย วงเงินค้ำประกันสินเชื่อกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตามแม้ผลสำรวจสถานการณ์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ พบว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพียง 10% หรือราว 5.2 แสนคน ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุน และอีก 4.6 ล้านคนเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน จากจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 5.2 ล้านราย และอยู่ในสำมะโนธุรกิจเพียง 2.5 ล้านราย แต่บสย.ยังเดินหน้าภารกิจอย่างไม่หยุดยั้ง

โดยในปี 2562 บสย.ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 89,000 ราย และตั้งเป้าค้ำประกันสินเชื่อ 1.15 แสนล้านบาทภายใต้กลยุทธ์เชิงรุก และการบูรณาการความร่วมมือ ผ่านแนวคิด 3 เติม คือ เติมทุน เติมความรู้ และเติมคุณภาพชีวิต เช่น โครงการ บสย. รักพี่วิน ช่วยกลุ่มอาชีพอิสระเข้าถึงสินเชื่อได้มากกว่า 2,000 ราย และเป็นโครงการที่ช่วยเติมคุณภาพชีวิตให้พี่วินและครอบครัวสร้างจิตสำนึกของการมีส่วนร่วมและจิตสาธารณะ

ล่าสุด บสย.ได้เปิดตัวโครงการหมอหนี้ บสย.” ที่จะช่วยเติมความรู้ทางการเงินให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกภูมิภาค เพื่อช่วยปลดล็อกเอสเอ็มอีไทย

ภารกิจปลดล็อก SMEs ช่วยคนตัวเล็กจึงเป็นหน้าที่ของบสย. เพราะเอสเอ็มอีคนตัวเล็กคือกลไกและฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตัวจริง

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)


คลิกอ่านบทความทางด้านการลงทุนและเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่ นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับ สิงหาคม 2562 ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP