ณ โกดังย่านบางพลี จ. สมุทรปราการ ขณะที่รถฟอร์คลิฟต์หลายคันผลัดกันฝ่าแดดขนลังสินค้าปลากระป๋องซ้อนทับสูงลิ่วจรดเพดานไปยังรถบรรทุก Forbes Thailand เข้าพบสัมภาษณ์ สุวิทย์ วังพัฒนมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด บุตรชายคนสุดท้องในรุ่นสองของธุรกิจครอบครัวเจ้าของซอสปรุงรส ปลากระป๋อง และอาหารพร้อมทาน ตราโรซ่าและตราไฮคิว ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี
สุวิทย์ในวัย 57 ปีเล่าย้อนความว่าคุณพ่อของเขาเป็นชาวจีนอพยพและเริ่มธุรกิจจากการเป็นยี่ปั๊วขายน้ำตาลทรายกับนมข้นหวาน ก่อนจะเริ่มผลิตซอสมะเขือเทศตรา “แพะ” ด้วยตนเอง ตามกระแสผู้บริโภคไทยที่นิยมอาหารตะวันตกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต่อมา ประมิตร วังพัฒนมงคล บุตรชายคนโตเสนอความเห็นเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น โรซ่า อันเป็นชื่อดินแดนในประเทศรัสเซียที่ปลูกมะเขือเทศมากที่สุดในโลก เพื่อให้ชื่อแบรนด์เป็นสากลแข่งกับแบรนด์ต่างประเทศได้ การบุกเบิกธุรกิจซอสมะเขือเทศในช่วงเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากวัตถุดิบหัวใจหลักของธุรกิจมีข้อจำกัดการปลูกได้เฉพาะช่วงฤดูหนาว ดังนั้นหากต้องการมีวัตถุดิบหล่อเลี้ยงโรงงานผลิตซอสมะเขือเทศได้ตลอดปีในราคาที่เหมาะสม จำต้องใช้เครื่องจักรผลิตน้ำมะเขือเทศชนิดเข้มข้น (concentrate) เพื่อผลิตเป็นน้ำมะเขือเทศเข้มข้นไว้ใช้ได้นาน 1 ปี บริษัทจึงตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องจักรนำเข้าดังกล่าวจากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเครื่องจักรราคาแพง
ลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง
แม้จะล้มละลาย ประมิตร ทายาทคนโตก็ไม่ยอมแพ้ ในปีเดียวกันเขารวบรวมหุ้นส่วนจากเพื่อนๆ เพื่อเปิดบริษัทใหม่คือ บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด และสุวิทย์ ทายาทคนสุดท้อง ซึ่งเพิ่งเรียนจบบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้เข้ามาร่วมงานในบริษัทใหม่ที่เลือกผลิตเฉพาะปลากระป๋อง ซึ่งเป็นตลาดทั่วไปมากกว่าซอสมะเขือเทศ ขณะที่ทั้งโรงงานเดิมและแบรนด์โรซ่าถูกสถาบันการเงินเจ้าหนี้ยึดขายทอดตลาด เครื่องจักรและโรงงานถูกขาย โดยแบรนด์โรซ่าถูกนำไปให้ บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เช่าทำตลาดในระหว่างที่กระบวนการฟ้องร้องล้มละลายยังไม่สิ้นสุด

เสริมแกร่งแบรนด์แทน OEM
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยว่า บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ปี 2559 มีรายได้ 3.33 พันล้านบาท กำไรสุทธิ 139.51 ล้านบาท ซึ่งรายได้ปี 2559 เติบโตจากปี 2558 ประมาณ 2% และบริษัทมีรายได้เป็นบวกทุกปีตั้งแต่ปี 2555-2559 โดยเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.9% และบริษัทไฮคิวยังมีมาร์เก็ตแชร์ 17% เป็นอันดับสองของตลาดปลากระป๋องไทย รวมถึงส่วนแบ่งตลาด 50% ของตลาดซอสมะเขือเทศซึ่งถือเป็นแบรนด์อันดับหนึ่ง


ตีตลาด CLMV เอเชียตะวันออก
สุวิทย์กล่าวว่า ตลาดส่งออกหลักของไฮคิว คือกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งเน้นที่ประเทศเมียนมาและลาวเป็นหลัก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมการรับประทานอาหารและการรับสื่อใกล้เคียงกับไทยมากที่สุด โดยไฮคิวเริ่มเปิดการขายอย่างเป็นทางการร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นเมื่อ 4-5 ปีก่อนและได้รับผลตอบรับอย่างดี ด้านตลาดเอเชียตะวันออก สินค้าส่งออกสำคัญคือซอสและเครื่องแกงปรุงสำเร็จ เช่น ซอสผงกะหรี่ ซอสเปรี้ยวหวาน เครื่องแกงส้ม เครื่องต้มยำ เป็นตลาดที่เติบโตตามเทรนด์การบริโภคอาหารไทยที่เป็นกระแสในประเทศดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางการค้า โจทย์สำคัญที่สุดคือการลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อได้เปรียบของไทยที่กำลังลดน้อยถอยลงดังกล่าว ไฮคิวจึงมีแนวคิดที่จะย้ายฐานการผลิต โดยประเทศที่มองว่าเหมาะสม คือ เมียนมา เนื่องจากเป็นประเทศที่เพิ่งอ้าแขนต้อนรับทุนต่างชาติและติดทะเลจึงมีทรัพยากรสมบูรณ์ เพียงแต่ต้องรอการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมมากขึ้นและจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุน

คลิกเพื่ออ่าน "สุวิทย์ วังพัฒนมงคล ล้ม ลุก ลุย ฉบับ "โรซ่า-ไฮคิว" ฉบับเต็มได้ในรูปแบบ e-Magazine
