‘Jay Bowen’ คนเหล็กแห่งกองทุนบำนาญใน Tempa - Forbes Thailand

‘Jay Bowen’ คนเหล็กแห่งกองทุนบำนาญใน Tempa

FORBES THAILAND / ADMIN
21 Jun 2022 | 07:55 PM
READ 521

กองทุนบำนาญของข้าราชการในเมืองต่างๆ หลายต่อหลายกองทุนในอเมริกาได้รับผลตอบแทนน้อยนิดอย่างน่าอดสูใจ หากแต่ไม่ใช่กองทุนบำนาญของตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใน Tempa อย่างแน่นอน คงต้องยกความดีความชอบส่วนใหญ่ให้กับ Jay Bowen และกลวิธีแบบต้นทุนต่ำในการคัดเลือกหุ้นที่เขาใช้ในการบริหารและปกป้องกองทุนดังกล่าวมาเป็นเวลากว่า 45 ปี

Harold J. Bowen III ลงแข่งขันไตรกีฬาหลายรายการจนนับไม่ถ้วน ในวัย 59 ปี Jay Bowen กำลังฝึกซ้อมเพื่อเข้าแข่งขันในรายการ Escape from Alcatraz เป็นครั้งที่ 12 ซึ่งหมายความว่าในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้เขาจะต้องว่ายน้ำเป็นระยะทาง 1.5 ไมล์ข้าม San Francisco Bay ปั่นจักรยาน 18 ไมล์ไปยัง Golden Gate Park และวิ่งอีก 8 ไมล์ไปจนถึง Marina Green

โดย Bowen นิยามความคลั่งไคล้ในกีฬาที่ต้องอาศัยความทนทานของร่างกายที่ตัวเขามีว่าเป็น “การเสพติดแบบยังประโยชน์” เพราะหลายปีที่ผ่านมา Bowen ตระหนักว่า การออกกำลังกายช่วยเขาในการรับมือกับโรคสมาธิสั้นได้เป็นอย่างดี

“ผมจะเล่นกีฬาประเภทนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเดินไม่ไหว” Bowen ซึ่งมีรูปร่างผอมสูงพร้อมสำเนียงแบบคนใต้เล็กน้อยกล่าวยืนยัน

ในฐานะผู้จัดการสินทรัพย์เพียงรายเดียวของกองทุนบำนาญของพนักงานดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจใน Tempa, Florida ซึ่งมีมูลค่า 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ Bowen ให้เครดิตความสำเร็จของตนว่ามาจากความมุ่งมั่นและความทรหดอดทน บริษัท Bowen, Hanes & Company ของเขาไม่เพียงแต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์เพียงรายเดียวของบรรดาเจ้าพนักงานระงับเหตุฉุกเฉินเหล่านี้เท่านั้น หากแต่กองทุนบำนาญนี้ยังคิดเป็นเกือบ 80% ของทรัพย์สินของบริษัทบริหารสินทรัพย์จาก Atlanta แห่งนี้ ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 3.5 พันล้านเหรียญ

ในภาคอุตสาหกรรมที่การกระจายการลงทุนถือเป็นหลักการพื้นฐาน Bowen เป็นผู้คิดต่าง กลยุทธ์การปรับสมดุลของกองทุนของเขา ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างหุ้นสามัญ 70% กับสินทรัพย์ ซึ่งให้ผลตอบแทนคงที่ 30% ให้ผลตอบแทน (หลังหักค่าธรรมเนียม) 15% ในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา และ 13.5% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเปรียบเทียบกับดัชนีอ้างอิงซึ่งให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 13.7% และ 12.4% ตามลำดับ

Jay Bowen ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่่บริหารฝ่ายสารสนเทศของ Bowen, Hanes ณ Firefighters’ Museum ใน Tempa เจ้าพนักงานระงับเหตุด่วนเหตุร้ายกว่า 3,500 นายฝากชีวิตไว้กับชายผู้นี้

ตามข้อมูลจาก Wilshire Trust Universe Comparison Service ระบุว่านั่นทำให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เฉพาะทางรายนี้ติดอันดับสูงสุด 1% เมื่อเปรียบเทียบกับผู้บริหารแผนกองทุนบำนาญประเภทเดียวกัน ตลอดระยะเวลา 47 ปีกองทุนดังกล่าวมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 14.8% แซงหน้าดัชนี S&P 500 ซึ่งให้ผลตอบแทนรวมที่ 12.6%

ในปีที่ผ่านมาตำรวจและนักผจญเพลิงจาก Tempa เพลิดเพลินกับผลตอบแทน 32% ยิ่งไปกว่านั้นรายงานจากบรรดานักคณิตศาสตร์ประกันภัยระบุว่ากองทุนบำนาญนี้มีอัตราส่วนสินทรัพย์ต่อผลประโยชน์ที่จะต้องจ่ายคืนสมาชิกกองทุนอยู่ที่ 94% เปรียบเทียบกับกองทุนบำนาญของหน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 71%

“เป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะกล่าวว่า Tempa เป็นปรากฏการณ์พิเศษไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัว เราไม่ข้องแวะกับกองทุนร่วม หุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ใดๆ เลย เราเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา วิธีการของเราน่าเบื่อ หากแต่มีประสิทธิภาพมากและได้ผลดีในระยะยาว” Bowen กล่าวด้วยความภาคภูมิใจแบบปิดไม่มิดในระหว่างรับประทานอาหารกลางวันเป็นสลัดแซลมอนในเขตเมืองประวัติศาสตร์อย่าง St. Augustine, Florida

 

- สืบทอดกิจการต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ -

“Jay” Bowen สืบทอดกิจการบริษัทจัดการกองทุนบำนาญแห่งนี้ต่อจาก Harold J. Bowen Jr. ผู้เป็นบิดาซึ่งก่อตั้งบริษัทขึ้นในปี 1972 หากแต่ได้บริหารกองทุนบำนาญของ Tempa มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 Bowen III เลือกใช้กลวิธีแบบที่สามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า “สิ่งใดที่ไม่พังก็ไม่ต้องซ่อม” เช่นเดียวกับบิดาผู้ล่วงลับของเขา

Bowen ใช้วิธีการวิเคราะห์จากภาพรวมก่อนเจาะรายละเอียด “ตามหัวข้อ” ในการเลือกหุ้นรายอุตสาหกรรมและรายตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นบลูชิปที่มีมาร์เก็ตแคปสูงและมีนโยบายจ่ายเงินปันผล

กุญแจสู่ความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งของบริษัทก็คือ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพียง 25 basis point (BP) จาก Tempa หรือประมาณครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยของภาคธุรกิจนี้

ในฐานะบัณฑิตเอกภาษาอังกฤษซึ่งสำเร็จการศึกษาจาก UNC Chapel Hill เมื่อปี 1984 Bowen เริ่มทำงานในธุรกิจของครอบครัวในปี 1986 ในปี 1989 เขาทำวิทยานิพนธ์หัวข้อเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศในระหว่างศึกษาต่อที่ London School of Economics และต่อมาก็ร่วมทำวิจัยใน Washington D.C. ที่สถาบันนักคิดหัวเสรีนิยมอย่าง Cato Institue

“ช่วงเวลาที่ LSE และ Cato ทำให้ผมตระหนักว่า นโยบายการเงินมีความสำคัญกับภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะมีกฎเกณฑ์เชิงนโยบายที่มีความสำคัญอื่นๆ มากำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับต่างๆ ภาษี และนโยบายการค้า หากแต่นโยบายการเงินเป็นต้นกำเนิดของทุกอย่างที่กล่าวมานี้” Bowen กล่าว

ในช่วงทศวรรษ 1980 Bowen, Hanes & Company ฉกฉวยโอกาสจากอัตราดอกเบี้ยต่ำและภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงเข้าซื้อหุ้นตัวเด็ดๆ อย่าง Campbell Soup และ Coca-Cola ในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกใหม่ถือกำเนิดขึ้นหลังการล่มสลายของกำแพง Berlin เขาลงทุนในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากโลกาภิวัตน์อย่าง General Electric และ Colgate-Palmolive ในสัดส่วนที่มากที่สุด

ช่วงต้นทศวรรษ 2000 Bowen มองเห็นโอกาสจากการเติบโตอย่างรวดเร็วและความต้องการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาลของประเทศจีน จึงวางเดิมพันก้อนโตกับธุรกิจเหมืองแร่อย่าง INCO ซึ่งภายหลังมีการขายต่อให้กับบริษัทสัญชาติบราซิลอย่าง Vale ในปี 2006 และ BHP Billiton หลังวิกฤตการณ์การเงินเขาเก็งว่างบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจของ Fed จะไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมใด และตามเก็บหุ้นยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลกับดัชนี S&P 500 อย่าง Apple และ Microsoft เข้าพอร์ต รวมถึงหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคตัวหลักๆ อย่าง PepsiCo และ Procter & Gamle ด้วย

 

- แนวทางการลงทุนในอนาคตของ Jay Bowen -

ปัจจุบัน Bowen ให้น้ำหนักการลงทุนกับธุรกิจเทคโนโลยีที่แฝงตัวอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์, Internet of things (IoT) และ 5G กำลังเปลี่ยนแปลงโอกาสของธุรกิจในภาคการผลิตอย่างเช่น Honeywell บริษัทใน Charlotte ใน North Carolina ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รู้จักกันในฐานะผู้ผลิตอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิสำหรับครัวเรือน

ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว Honeywell ผู้นำในอุตสาหกรรมอวกาศได้ลงทุนใน Trinity Mobility บริษัทสัญชาติอินเดียผู้เป็นเจ้าของแอป IoT ที่จะนำมาใช้ในโครงการเมืองอัจฉริยะในเร็ววันนี้ นอกจากนี้ Honeywell ยังได้ทุ่มเงิน 1.3 พันล้านเหรียญแลกกับบริษัทซอฟต์แวร์สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพอย่าง Sparta Systems ในปีที่ผ่านมาอีกด้วย

ผู้เล่นในธุรกิจเทคโนโลยีลำดับรองลงมาที่ Bowen ชื่นชอบได้แก่ Johnson Controls, Union Pacific, Teledyne และ Corning ซึ่งเป็นผู้ผลิตเคเบิลไฟเบอร์ออฟติกรายใหญ่ที่สุดที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของเครือข่าย 5G นอกจากนี้ Corning ยังเป็นซัพพลายเออร์หลักของกระจกที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งใช้กับหน้าจอแสดงผลของ iPhone โทรทัศน์จอแบน และคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปอีกด้วย

“หุ้นของบริษัทเหล่านี้หลายแห่งที่ขายกันอยู่ ทั้งเทียบความถูกแพงกับค่าเฉลี่ยในตลาดหุ้นหรือในราคาต่ำกว่าและมีบัญชีงบดุลที่เข้มแข็ง รวมถึงให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยม” Bowen กล่าวพร้อมยกตัวอย่าง Honeywell ซึ่งมีอัตราปันผลตอบแทนอยู่ที่ 1.8%

แต่ใช่ว่ากลยุทธ์การลงทุนของ Bowen จะราบรื่นไม่มีจุดสะดุดเลย เขาถือครองหุ้นของขาใหญ่ในธุรกิจโทรคมนาคมสัญชาติสวีเดนอย่าง LM Ericsson มาเนิ่นนาน โดยหุ้นของบริษัทแห่งนี้กลายเป็นดาวร่วงมานานกว่า 1 ทศวรรษ และมีราคาตกลง 9% นับจากช่วงต้นปีนี้ “ปัญหาล่าสุดของบริษัทมาจากการทำธุรกิจในประเทศจีน แต่ผมก็ยังไม่ถอดใจกับ Ericsson เพราะบริษัทเป็นศูนย์กลางของอุปกรณ์เครือข่าย 5G ประกอบกับมีจำนวนผู้เล่นในธุรกิจดังกล่าวไม่มากนัก” Bowen กล่าว

ถึงแม้ว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์การลงทุนของ Bowen เพียงเล็กน้อย แต่เขาก็เข้าร่วมขบวนการ “ทำงานที่บ้าน” โดยย้ายบ้านพักและสำนักงานใหญ่ไปยัง Ponte Vedra Beach ซึ่งอยู่ใกล้กับ Jacksonville โดย Bowen ต้องเดินทางด้วยรถยนต์ราว 3 ชั่วโมงถ้าหากต้องการพบลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเขา

“โดยทั่วไปแล้วแผนกองทุนบำนาญขนาดใหญ่ของภาครัฐจะต้องมีผู้จัดการ 20-30 คน” Bowen ซึ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เขาได้เซ็นสัญญากับกองทุนบำนาญอีก 2-3 กองทุน ซึ่งรวมถึงกองทุนบำนาญของพนักงานประจำเขตปกครองชายฝั่งอย่าง Glynn County รัฐ Georgia กล่าวว่า

“พวกเราโชคดีที่ได้ร่วมงานกับกองทุนซึ่งวางใจให้เราเป็นผู้จัดการสินทรัพย์ของพวกเขา โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และเปิดโอกาสให้เราดำเนินงานได้ตามต้องการ”

 

เรื่อง: Jason Bisnoff เรียบเรียง: ริศา ภาพ: James McEntee, PATRICK WELSH

อ่านเพิ่มเติม:


คลิกอ่านฉบับเต็ม และบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนพฤษภาคม 2565 ในรูปแบบ e-magazine