พ่อลูกกูรูจัดพอร์ทลงทุน - Forbes Thailand

พ่อลูกกูรูจัดพอร์ทลงทุน

FORBES THAILAND / ADMIN
07 Sep 2017 | 11:22 AM
READ 5434

ทฤษฏี Modern Portfolio Theory นับเป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการทางการเงินของโลก แต่นักคณิตศาสตร์จาก Boston คู่นี้ยกเครื่องทฤษฎีการจัดพอร์ทสู่อีกระดับ และสามารถเอาชนะตลาดได้อย่างประสบความสำเร็จ

ในบรรดานักวิชาการทั้งหลาย มีน้อยคนนักที่จะผลิตผลงานให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกได้เท่า Harry Markowitz บิดาของทฤษฎีจัดพอร์ทลงทุนสมัยใหม่ Markowitz สร้างทฤษฎีต้นแบบอันนี้เมื่อเขาเป็นนักศึกษาปริญญาเอกในวัยแค่ 23 ปีที่ University of Chicago ในปี 1950 ต่อมาเขาก็ได้รับรางวัล Nobel จากผลงานนี้ในปี 1990 จัดการด้านการเงินทั้งหลายต่างใช้แนวทางตามทฤษฎีดังกล่าวในการค้นหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีสุดผ่านการประเมินสมมติฐานด้านความเสี่ยง ปัจจุบันระบบ mean-variance optimization หรือ efficient frontier ของ Markowitz ถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์ของที่ปรึกษาทางการเงินมากมายในการจัดการพอร์ทการลงทุน

ทว่า ทฤษฎีดังกล่าวก็มีช่องโหว่สำคัญเช่นกันเครื่องมือเชิงคณิตศาสตร์ที่ Markowitz ใช้นั้นไม่ค่อยยืดหยุ่นเท่าไร โดยในโลกการซื้อขายหุ้นและตราสารหนี้ของจริงซึ่งห้อมล้อมไปด้วยข่าวสารที่คลุมเครือนั้นผลลัพธ์บางครั้งอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดได้ที่ New Frontier Advisors บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่เต็มไปด้วยบุคลากรระดับปริญญาเอกใน Boston องค์กรนี้ใช้กลไกกองทุนรวมซึ่งมีหน่วยซื้อขายในตลาดในราคาไม่สูงนัก ตอบโจทย์การลงทุนได้เหนือกว่า Markowitz ในเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา ลูกค้าของบริษัทหลายคนเอาชนะตลาดในดัชนีหุ้นและตราสารหนี้ได้ราว 1-2% หลังหักค่าธรรมเนียมแล้ว โดยสินทรัพย์ของบริษัทตอนนี้พุ่งไปเกือบ 3 พันล้านเหรียญแล้ว

“ทฤษฎีของ Markowitz มีคำอธิบายอย่างเป็นเหตุผลและสะท้อนพฤติกรรมของนักลงทุนที่มีความรอบรู้” Richard Michaud นักคณิตศาสตร์ที่จบจาก Boston University และเป็นผู้ก่อตั้ง New Frontier วัย 75 ปีกล่าวและว่า “แต่เมื่อคุณลองที่จะใช้มันแล้วคุณจะรู้สึกว่ามันไม่สามารถใช้ได้จริง” Michaud เผยว่าการใช้สมการของ Markowitz เพียงอย่างเดียวบางทีก็ให้ผลการจัดพอร์ทการลงทุนที่แปลกประหลาดออกมา ตัวอย่างเช่น การคำนวณ efficient frontier ของเจ้าของรางวัล Novel คนนี้ อาจแนะนำจัดพอร์ทให้โดยมีหุ้นในประเทศบราซิล 25% ส่วนอีก 30% ไปลงในหุ้นตัวเล็กๆ ในกิจการที่ต่างออกไป แต่ที่ปรึกษาทางการเงินส่วนใหญ่จะมองว่าการจัดสรรพอร์ทแบบนี้มันเป็นการให้น้ำหนักที่มากเกินไปกับสองกลุ่มนี้นักวิเคราะห์แก้ปัญหานี้โดยตั้งเพดานว่าหุ้นกลุ่มเหล่านี้น่ามีจำนวนเปอร์เซ็นต์เท่าไรในพอร์ท ซึ่งการทำลักษณะนี้แปลว่าเขามองข้ามทฤษฎีอันทรงพลังของ Markowitz ไปเรียบร้อยตั้งแต่เริ่มแรก

“เกือบทุกๆ ซอฟต์แวร์การจัดการลงทุนมีความลับที่ไม่ดีนักซ่อนอยู่เสมอ มันไม่ได้ปล่อยให้ทฤษฎีเข้าไปช่วยจัดพอร์ทการลงทุนได้อย่างเต็มที่” Robert ลูกชายอายุ 44 ปีของ Richard กล่าว ทั้งนี้ เขาช่วยพ่อเขียนโปรแกรมการลงทุนตั้งแต่อายุ 12 ปี ต่อมาเขาตัดสินใจออกจากการเรียนปริญญาเอกด้านการเงินจาก Anderson School ที่ UCLA และหันมาร่วมงานกับ New Frontier ในปี 2001 “ซอฟต์แวร์จะกำหนดให้ผู้ใช้เป็นคนป้อนข้อมูลลงไปว่าอยากได้พอร์ทแบบไหน” Robert ระบุ

ครอบครัว Michaud ไม่ใช้วิธีการป้อนข้อมูลการประเมินที่ยังเชื่อถือได้น้อยสู่ระบบคอมพิวเตอร์พวกเขาสร้างชั้นแบบจำลองนับพันของ Monte Carlo ซึ่งเป็นเทคนิคทางคณิตศาสตร์ผ่านวิธีการสุ่ม โดยสร้างผลลัพธ์ที่เป็นไปได้สำหรับหุ้นแต่ละตัวและกลุ่มหลักทรัพย์ จากนั้นพวกเขาก็ใช้เทคนิคคณิตศาสตร์ขั้นสูงออกแบบพอร์ทที่คิดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีสุดจากหลายๆ ทางเลือก วิธีการนี้จะช่วยสร้างพอร์ทที่ปรับค่าความเสี่ยงที่ดีที่สุดออกมาได้ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับวิธีการของ Michaud “สิ่งที่เขาพวกกำลังทำอยู่ สำหรับในเชิงทฤษฎีแล้วเป็นสิ่งที่ผิด” John Liechty ศาสตราจารย์ที่ Penn State กล่าว แม้กระนั้นก็ตาม Markowitz ยังให้การยอมรับในศักยภาพของ New Frontier “ผมเคยประเมินว่า ผมจะสามารถสร้างกลไกที่จะเอาชนะ Michaud ได้ในการลงทุน แต่ผมต้องยอมรับว่าเขาเป็นผู้ชนะ”Markowitz วัย 89 ปีกล่าว เขามอง

Harry Markowitz บิดาของทฤษฎีจัดพอร์ทลงทุนสมัยใหม่ (Photo Credit: Likedin)

Michaud ว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่งทั้งๆ ที่มุมมองยังแตกต่างกันหลายๆ เรื่อง Michaud เริ่มจะมองหาจุดอ่อนในทฤษฎีของ Markowitz ขณะที่เขาเป็นนักวิเคราะห์ให้กับบริษัทจัดการสินทรัพย์ Boston Co ในช่วงทศวรรษที่ 70 พ่อของ Michaud เป็นตำรวจที่ Boston ขณะที่คุณแม่ทำงานเป็นสาวโรงงาน เขาเรียนจบจาก Northeastern University และได้รับปริญญา เอกด้านคณิตศาสตร์จาก Boston University Boston Co นับว่าเป็นบริษัทที่บุกเบิกการแนะแนวการลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์แต่ Michaud ตระหนักดีว่าการใช้สูตรของ Markowitz ผ่านกลไกคอมพิวเตอร์บางครั้งไม่ได้สร้างพอร์ทที่จะเอาไปใช้จริงได้ ยกตัวอย่าง เช่น พอร์ทหนึ่งระบุว่าเงินลงทุน 1 ใน 3 จะไปลงในตลาดหุ้นออสเตรีย ทั้งที่ในขณะนั้น Boston Co สามารถซื้อตลาดหุ้นในออสเตรียทั้งหมดได้

ในปี 1989 Michaud เขียนบทความสำคัญชิ้นหนึ่งที่ตีแผ่ปัญหาการใช้วิธี optimization ของ Markowitz เขาใช้เวลานับทศวรรษหลังจากนั้นในการที่จะหาคำตอบ ในช่วงทศวรรษ 90 เขาทำงานให้กับ Acadian Asset Management ส่วนลูกชายทำงานพาร์ทไทม์เขียนโปรแกรมให้กับบริษัทขณะที่เขายังเรียนปริญญาตรีที่ MIT พ่อลูกคู่นี้เป็นคนที่ชอบการแข่งขันมาก Robert กล่าวว่าเขาชอบเล่นหมากรุกกับพ่อจนกระทั่งเขาสามารถเอาชนะพ่อได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ร่วมมือในการสร้างแบบจำลองการลงทุนให้กับบริษัท ทั้งคู่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรถึง 4 ใบและกำลังจะคว้าอีก 2 ใบในอนาคตพ่อลูก Michaud เริ่มก่อตั้งธุรกิจด้วยการขายซอฟต์แวร์ให้กับบริษัทจัดการลงทุน

จนกระทั่ง AssetMark บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินจาก California เสนอให้ทั้งคู่ก้าวเข้าไปสู่โลกบริหารทางการเงิน จากโอกาสอันนี้ทั้งคู่มีโอกาสทำความรู้จักกับที่ปรึกษาทางการเงินหลายพันคน ร่วมซื้อขายหน่วยลงทุนและทำงานเบื้องหลังอื่นๆ ทั้งนี้ New Frontier ซึ่งเป็นบริษัทของทั้งคู่ จะได้รับค่าธรรมเนียมตั้งแต่ 0.1% ถึง 0.35% ส่วน AssetMark จะได้ราว 0.7% ปีที่แล้วบริษัท Huatai Securities ของจีนเข้ามาซื้อกิจการของ AssetMark และตอนนี้พ่อลูก Michaud ก็มีความปรารถนาที่จะเผยแพร่แนวคิดการจัดการเชิงปริมาณของ New Frontier ต่อนักลงทุนจีนที่กำลังเพิ่มมากขึ้นต่อไป

แม้ว่าผลประกอบการของ New Frontier เองจะได้ไม่ดูน่าตื่นเต้นอะไร แต่พอร์ทการลงทุนทั้งแบบสัดส่วนการลงทุนในหุ้น 40% กับตราสารหนี้ 60% หรือ หุ้น 60% กับตราสารหนี้ 40% ก็เอาชนะตลาดได้มากกว่า 1 เปอร์เซ็นต์หลังหักค่าธรรมเนียมมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2004 ปัจจุบันกองทุน ETF ซึ่งถือพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ มีคนเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก แม้ว่าหลายคนจะมีความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอยู่ก็ตาม

“ในมุมมองของลูกค้าเราแล้ว เราเน้นการลงทุนไปที่ตราสารหนี้ของรัฐมากเกินไป” Robert กล่าว “ซึ่งนั่นอาจจะกระทบต่อธุรกิจเราบ้าง แต่สำหรับเราแล้วเป็นการจัดสรรปันส่วนที่ลงตัวที่สุด”

กองทุน ETF ที่เอาชนะทฤษฎีของ Markowitz

New Frontier เข้าไปลงทุนใน 27 กองทุน ETF ซึ่งมีตั้งแต่เน้นไปที่ Junk Bond ทองคำ พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ ไปจนหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ส่วนในพอร์ทของ Michaud ซึ่งมีสัดส่วนหุ้น 40% และตราสารหนี้ 60% นั้น ประกอบไปด้วยกองทุน 5 อันดับแรกดังนี้ iShares 7-10 Year Treasury Bond ETF (IEF) (13%) iShares MBS ETF (MBB) (10%) iShares 20+ Year Treasury Bond ETF (TLT) (9%) ส่วน Vanguard Value ETF (VTV) และ iShares Core MSCI Pacific ETF (IPAC) (กองทุนละ 6%) สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในพอร์ทสัดส่วนหุ้น 60% และพันธบัตร 40% นั้น 5 อันดับกองทุนแรกคือ VTV ที่ 11% Vanguard Growth ETF (VUG) และ TLT กองทุนละ 9% IPAC ที่ 8% และ IEF ที่ 6%


คลิกอ่าน "พ่อลูกกูรูจัดพอร์ทการลงทุน” ฉบับเต็มได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ กรกฎาคม 2560 ในรูปแบบ e-Magazine