การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเอเชียแปซิฟิกกำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง โดยมีบรรดาเศรษฐีระดับแถวหน้าของภูมิภาคเป็นหัวหอกสำคัญ
บริเวณเชิงเขา Mount Pulai ในรัฐ Johor ทางตอนใต้ของประเทศมาเลเซีย อาคารชั้นเดียวไร้หน้าต่าง 4 หลังรายล้อมด้วยสวนปาล์มน้ำมันปล่อยเสียงฮัมดังต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เสียงเหล่านี้มาจากการทำงานของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่กำลังประมวลผลระบบคลาวด์และแอปพลิเคชัน AI
โดยขุมพลังส่วนหนึ่งมาจากชิป GB200 ที่ล้ำสมัยที่สุดของ NVIDIA ชิปทรงพลังสำหรับงาน AI ซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลได้ 1.8 เทราไบต์ต่อวินาที ได้รับการติดตั้งอยู่ในโรงงานขนาด 20 เมกะวัตต์ภายในนิคมศูนย์ข้อมูลเนื้อที่ 664 เฮกตาร์ ซึ่งดำเนินการโดย YTL Power International บริษัทสาธารณูปโภคในเครือธุรกิจ YTL ของมหาเศรษฐี Francis Yeoh ชาวมาเลเซีย ภายในอาคารติดตั้งพัดลมสูง 3 เมตร เพื่อระบายความร้อนให้แถวตู้เซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อด้วยสายเคเบิลยาวหลายกิโลเมตร
ย้อนกลับไปกว่า 2 ปีก่อน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านชิปจากสหรัฐฯ ประกาศแผนลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่า 4.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ร่วมกับ YTL ใน Johor จนถึงปัจจุบันได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 2.4 พันล้านเหรียญสำหรับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาด 200 เมกะวัตต์ ความร่วมมือครั้งสำคัญครั้งนี้คือบทพิสูจน์ว่าการตัดสินใจวางเดิมพันของ YTL ในธุรกิจศูนย์ข้อมูลตั้งแต่ปี 2021 นั้นมาถูกทางแล้ว
“หลายคนบอกว่า เราบ้าที่คิดว่าจะสามารถสร้างศูนย์ข้อมูลใน Johor ให้มีกำลังการผลิตเทียบเท่าทั้งประเทศสิงคโปร์” Yeoh Keong Hann กรรมการบริหาร YTL Power ผู้เป็นหลานชายของ Francis Yeoh กล่าวผ่านวิดีโอคอลจากสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทใน Kuala Lumpur
จังหวะเวลาของ YTL นับว่าเหมาะเจาะอย่างยิ่งเพราะสอดรับกับความมุ่งหมายของมาเลเซียที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัล โดย Johor ได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้วยความพร้อม ทั้งพื้นที่ พลังงานไฟฟ้า และแหล่งน้ำ ซึ่งล้วนเป็นทรัพยากรหลักของศูนย์ข้อมูล
ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของ YTL ประมาณ 28 กิโลเมตร ณ Sedenak Tech Park บริษัท K2 Strategic ของเศรษฐีพันล้านชาวมาเลเซีย Robert Kuok ภายใต้การบริหารของ Kuok Meng Wei หลานชายวัย 42 ปี วางแผนขยายกำลังการผลิตศูนย์ข้อมูลในมาเลเซียขึ้น 4 เท่า สู่ระดับ 240 เมกะวัตต์ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
“มาเลเซียตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ภายในปี 2030 โดยจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิต พัฒนาบริการสาธารณะและสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนที่ครอบคลุมและมีจริยธรรม” นายกรัฐมนตรี Anwar Ibrahim เผยภายหลังการหารือร่วมกับ Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ NVIDIA และ Yeoh Seok Hong กรรมการผู้จัดการของ YTL Power ในการประชุม APEC ที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ความทะเยอทะยานของมาเลเซียที่จะชิงตำแหน่งผู้นำด้านขนาดของกำลังการผลิตศูนย์ข้อมูลจากสิงคโปร์นั้นได้รับแรงหนุนจากกระแส AI ที่กำลังเฟื่องฟู ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก
โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า มาเลเซียน่าจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า แม้ปัจจุบันสหรัฐฯ จะนำหน้าอยู่หลายขุม แต่ Cushman & Wakefield บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ใน Chicago ชี้ว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเร่งฝีเท้าตามมาอย่างรวดเร็ว บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Amazon, Google และ Microsoft กำลังทุ่มเงินรวม 2.4 แสนล้านเหรียญในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อขยายศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกลในเอเชียแปซิฟิก

เม็ดเงินมหาศาลนี้เมื่อรวมกับเงินลงทุนของผู้เล่นในภูมิภาคจะผลักดันให้กำลังการผลิตศูนย์ข้อมูลในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัว จาก 12 กิกะวัตต์ในปี 2024 เป็นกว่า 29 กิกะวัตต์ภายในปี 2030 ตามข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษา Cushman & Wakefield ระบุว่า ภายในสิ้นทศวรรษนี้เอเชียแปซิฟิกน่าจะก้าวขึ้นเป็นตลาดศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากทวีปอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิตรวม 32 กิกะวัตต์
โอกาสมหาศาลนี้ได้ดึงดูดเหล่าเจ้าสัวผู้ทรงอิทธิพลในโลกธุรกิจและกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของเอเชียกระโจนเข้าสู่สมรภูมิแข่งขัน ในอินเดีย Adani Enterprises บริษัทเรือธงของ Gautam Adani ผนึกกำลังกับ Google ของ Alphabet ทุ่ม 1.5 หมื่นล้านเหรียญในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนาอาณาจักรศูนย์ข้อมูลใน Andhra Pradesh รัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ซึ่งบริษัทอ้างว่า เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ
ขณะที่ Reliance Industries ของ Mukesh Ambani บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของอินเดียเตรียมสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาด 1 กิกะวัตต์ในรัฐ Gujarat ทางตะวันตกของประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ร่วมกับ Google และ Meta Platforms บริษัทแม่ของ Facebook “เรากำลังมุ่งหน้าปรับทุกธุรกิจให้มี AI เป็นแกนหลัก เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด” Ambani กล่าวกับผู้ถือหุ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา
ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค เกาหลีใต้กลายเป็นที่จับตามองในช่วงต้นปี 2025 เมื่อ SK Group บริษัทผู้ผลิตชิปของเศรษฐีพันล้าน Chey Tae-won ร่วมมือกับ Amazon Web Services ลงทุน 5 พันล้านเหรียญเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลในเมือง Ulsan ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่อยู่ทางตอนใต้ของ Seoul
ขณะเดียวกัน Kakao แอปรับส่งข้อความของ Kim Beom-Su ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ OpenAI ผู้ให้บริการ ChatGPT ร่วมกันพัฒนาศูนย์ข้อมูลมูลค่า 438 ล้านเหรียญทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหลวง ทางด้าน Samsung Electronics ยักษ์ใหญ่ด้านเซมิคอนดักเตอร์ของ Jay Y. Lee กำลังพัฒนาชิปหน่วยความจำให้กับ OpenAI พร้อมร่วมลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลในประเทศเกาหลีใต้
ส่วนที่ไต้หวัน Foxconn ของ Terry Gou และ NVIDIA ประกาศลงทุน 1.4 พันล้านเหรียญเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาด 100 เมกะวัตต์
เหล่าเจ้าสัวของไทยต่างเร่งเครื่องเต็มกำลังเช่นกัน เมื่อประเทศเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างจริงจัง เริ่มที่เซ็นทรัลพัฒนา บริษัทพัฒนาและบริหารศูนย์การค้ารายใหญ่ภายใต้เครือของตระกูลจิราธิวัฒน์ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Evolution Data Centers ในปี 2023 ซึ่งได้รับแรงหนุนหลังจาก Warburg Pincus
ตามด้วยปี 2024 กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทยภายใต้การนำของ สารัชถ์ รัตนาวะดี มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลในธุรกิจพลังงานและโทรคมนาคม ประกาศผนึกกำลังกับ Google พัฒนาศูนย์บริการระบบคลาวด์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
และในเดือนมิถุนายน ปี 2025 บี.กริม เพาเวอร์ ของเศรษฐีพันล้าน Harald Link จับมือกับ Digital Edge จากสิงคโปร์ (ได้รับการหนุนโดย Stonepeak Partners บริษัทไพรเวทอิควิตี้จาก New York) ทุ่มงบลงทุน 1 พันล้านเหรียญในโครงการศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ทั่วประเทศไทย โดยประเดิมโครงการแรกด้วยศูนย์ข้อมูลขนาด 100 เมกะวัตต์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

กระแสการลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาได้ผลักดันให้ราคาหุ้นของบริษัทด้านศูนย์ข้อมูลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วภูมิภาคพุ่งสูงขึ้นอย่างร้อนแรง ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา DCI Indonesia ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลก้าวขึ้นเป็นบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับ 2 ของอินโดนีเซีย ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากกว่า 3.7 หมื่นล้านเหรียญ
ทั้งนี้การนำบริษัทเสนอขายหุ้น IPO เมื่อปี 2021 ส่งผลให้ 3 ผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Otto Toto Sugiri, Marina Budiman และ Han Arming Hanafia ขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีพันล้านทั้งหมด ปัจจุบัน DCI มีกำลังการผลิตรวม 119 เมกะวัตต์ครอบคลุมพื้นที่ใน Jakarta และปริมณฑล พร้อมมีแผนจะขยายกำลังการผลิตกว่า 10 เท่าเป็น 1.9 กิกะวัตต์ ซึ่งรวมถึงการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่แห่งใหม่บนเกาะ Bintan Island ที่ใช้เวลาเดินทางจากสิงคโปร์ด้วยเรือเฟอร์รี่ราว 1 ชั่วโมง
ความสำเร็จของ DCI ดึงดูดเศรษฐีอินโดนีเซียรายอื่นๆ ให้พากันตบเท้าเข้าสู่สังเวียนแข่งขัน Sinar Mas Group กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของเศรษฐี Franky Widjaja ที่มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ไปจนถึงน้ำมันปาล์มจับมือกับ K2 Strategic ของตระกูล Kuok เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์ข้อมูลใน Jakarta และปริมณฑล โดยตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์ข้อมูลของ Amazon Web Services และ Microsoft
ในขณะเดียวกัน Triputra Group ของ Theodore Rachmat เศรษฐีธุรกิจเหมืองแร่ ซึ่งร่วมทุนกับ ST Telemedia บริษัทในเครือของรัฐบาลสิงคโปร์ ได้เปิดศูนย์ข้อมูลแห่งแรกใกล้กับ Jakarta และมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มอีกหลายแห่งในประเทศ
มีเศรษฐีจำนวนไม่น้อยขยายเดิมพันออกไปนอกประเทศ แม้จีนจะเป็นตลาดที่มีกำลังการผลิตศูนย์ข้อมูลสูงที่สุดในภูมิภาค แต่เศรษฐีพันล้านสายเทคชาวจีนยังคงลงทุนอย่างหนักเพื่อขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศ Alibaba ของ Jack Ma ทุ่มงบกว่า 5.3 หมื่นล้านเหรียญ ขยายโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ในเอเชีย ยุโรป และอเมริกาใต้ ขณะที่ Tencent ของ Ma Huateng ซึ่งเปิดดำเนินการศูนย์ข้อมูล 55 แห่งใน 21 ตลาดทั่วโลก กำลังสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย
ทางด้าน SoftBank ของ Masayoshi Son เศรษฐีพันล้านชาวญี่ปุ่น ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนอดีตโรงงานผลิตจอ LCD ของ Sharp ในเมือง Osaka ให้กลายเป็นศูนย์ข้อมูลขนาด 400 เมกะวัตต์ด้วยงบประมาณราว 6 พันล้านเหรียญ ได้ลงนามร่วมลงทุนในโครงการศูนย์ข้อมูล Stargate ของ OpenAI ในสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านเหรียญในปี 2025
ศักยภาพของอุตสาหกรรมยังจุดกระแสการควบรวมและซื้อกิจการอย่างคึกคัก ข้อตกลงธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคคือ การที่กลุ่มพันธมิตรนำโดย Blackstone เข้าซื้อกิจการ AirTrunk บริษัทศูนย์ข้อมูลยักษ์ใหญ่สัญชาติออสเตรเลียด้วยมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญ

อย่างไรก็ดี มีข้อสุดกังวลจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมนี้ก็คือ การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลสร้างขึ้นต่อระบบไฟฟ้าและแหล่งทรัพยากรน้ำที่มีอยู่เดิม แม้ว่าผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลบางราย เช่น YTL จะลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้ศูนย์ข้อมูลของตน แต่รายงานจากบริษัทบัญชี PwC ประเมินว่า ในปี 2030 พลังงานสะอาดจะสามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 1 ใน 3 เท่านั้น
นักวิเคราะห์บางรายตั้งคำถามว่า การขยายตัวอย่างร้อนแรงของธุรกิจศูนย์ข้อมูลอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่หรือไม่? อย่างไรก็ตาม Jitesh Karlekar ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยศูนย์ข้อมูลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ JLL มองว่า การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของเทคโนโลยี Quantum AI ในภาคส่วนสำคัญ เช่น สาธารณสุข การศึกษา และการป้องกันประเทศ ทำให้ “ในเวลานี้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญภาวะอุปทานขาดแคลนมากกว่า”
เรื่อง: Jonathan Burgos ร่วมรายงานโดย Ardian Wibisono
เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา
Image by DC Studio on Magnific
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : T.S. Kalyanaraman มือทองธุรกิจ


