โกยเงินแบบ David Beckham จากแข้งซูเปอร์สตาร์ สู่โลกธุรกิจ และความมั่งคั่งพันล้าน

โกยเงินแบบ David Beckham จากแข้งซูเปอร์สตาร์ สู่โลกธุรกิจ และความมั่งคั่งพันล้าน

FORBES THAILAND / ADMIN
28 Oct 2026 | 08:42 AM
READ 163

David Beckham ซูเปอร์สตาร์ชาวอังกฤษย้ายไปค้าแข้งยังสหรัฐฯ เมื่อปี 2007 โดยมีเป้าหมายหลักคือ การลงสนามเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลใน Los Angeles และปลุกปั้นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลกให้เติบโตในตลาดที่มีมูลค่าสื่อมหาศาลที่สุดของโลก ทว่า David มีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น


    ณ Chiswick ย่านชานเมืองอันร่มรื่นทางตะวันตกของ London ในช่วงปลายเดือนเมษายน เข็มนาฬิกาเพิ่งบอกเวลา 10 โมงเช้า แต่ Sir David Beckham เดินทางมาถึงกองถ่ายก่อนเวลานัดกว่า 2 ชั่วโมงแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจ เพราะอดีตซูเปอร์สตาร์ลูกหนังระดับโลกวัย 51 ปี ขึ้นชื่อมานานในเรื่องวินัยและการมาถึงก่อนเวลานัดหมายเสมอ

    กล้องเครน เต็นท์กองถ่าย และรถเทรลเลอร์จอดเรียงรายอยู่หน้าบ้านอิฐ 2 ชั้นจนบรรยากาศดูคล้ายกองถ่ายภาพยนตร์มากกว่าบ้านพักอาศัย เมื่อก้าวเข้าไปด้านในทีมงานหลายสิบชีวิตแบ่งหน้าที่กันทำงานตามห้องต่างๆ อย่างคล่องแคล่วและเป็นมืออาชีพ ทั้งการควบคุมมุมกล้องและการจัดวางแสงไฟ

    ในวันนี้ Studio 99 บริษัทผลิตสื่อของ David กำลังปักหลักถ่ายทำโฆษณาให้กับ Bowers & Wilkins แบรนด์เครื่องเสียงระดับบนสัญชาติอังกฤษ หลังจากเพิ่งปิดงานของ SharkNinja ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนไปวันก่อนหน้า และในวันถัดๆ ไปยังมีคิวอีกหลายรายการรออยู่ ทั้งหมดนี้อยู่ในอาณาจักรภายใต้แบรนด์ Beckham

    David ประกาศแขวนสตั๊ดจากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพในปี 2013 ขณะมีอายุ 38 ปี หลังโกยรายได้ทั้งในและนอกสนามมากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลอดเส้นทางค้าแข้ง ในยุคนั้นเขาถือเป็นคนดังระดับโลก และอาจกล่าวได้ว่าเป็นนักฟุตบอลคนแรกนับตั้งแต่ยุคของ Pelé ที่ชาวอเมริกันทั่วไปรู้จักอย่างกว้างขวาง

    แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ หลังอำลาสนามไปแล้ว เขากลับมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นและมั่งคั่งกว่าเดิมอย่างมหาศาล

    ในปีที่ผ่านมา David สร้างรายได้ราว 100 ล้านเหรียญจากการนำชื่อเสียงและภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบที่สั่งสมมาตลอดหลายปีไปต่อยอดมูลค่าให้กับสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่รองเท้าฟุตบอล Adidas ไปจนถึงเครื่องชงกาแฟ Nespresso

    แต่ปัจจุบันเขาไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนสนับสนุนแบรนด์สินค้าเท่านั้น เขาก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจที่มีทั้งซีรีส์สารคดีบน Netflix โครงการอสังหาริมทรัพย์ใน Florida และการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพหลายแห่ง

    ในปี 2024 เขาเปิดตัว IM8 แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชะลอวัยและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตามด้วย BEEUP ขนมเยลลี่ผลไม้ผสมน้ำผึ้งสำหรับเด็ก รวมถึงการถือหุ้นสัดส่วน 26% ของสโมสรฟุตบอล Inter Miami หนึ่งในทีมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในลีก MLS

    เมื่อรวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว พวกเราประเมินว่า David มีความมั่งคั่งไปแตะ 1 พันล้านเหรียญ ส่งผลให้เขาขึ้นแท่น 1 ใน 7 นักกีฬาอาชีพที่ยังมีชีวิตอยู่ (Jordan, Magic, Tiger, Le-Bron, Federer และ Ion Tiriac นักกีฬาเทนนิสที่โดดเด่นชาวโรมาเนียที่อำลาวงการไปแล้ว) ที่บรรลุความมั่งคั่งระดับพันล้านเหรียญ

    แหล่งความมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุดของเขาคือ การถือหุ้นในสโมสร Inter Miami ย้อนกลับไปในปี 2007 David สร้างความประหลาดใจให้กับวงการฟุตบอลทั่วโลกเมื่อเขาประกาศอำลา Real Madrid สโมสรยักษ์ใหญ่ของสเปน เพื่อย้ายไปร่วมทีมในลีกฟุตบอลสหรัฐฯ ซึ่งในเวลานั้นยังคงเป็นเพียงลีกระดับรองที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

    “สัญชาตญาณบอกผมว่า ‘นี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง’ และผมเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองเสมอ” David กล่าว เขาต่อรองสัญญา 5 ปีกับ Los Angeles Galaxy โดยรับค่าเหนื่อยปีละ 6.5 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่าเพดานเงินเดือนของลีกในขณะนั้นถึง 3 เท่า (MLS ต้องอนุมัติข้อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ) พร้อมเงื่อนไขส่วนแบ่งรายได้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากเงินสนับสนุนทีม และยอดจำหน่ายสินค้าของสโมสร

    อย่างไรก็ตามเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ สิทธิ์ในการซื้อสโมสรใหม่ (ที่ขยายเพิ่ม) ของลีก MLS ในราคาคงที่เพียง 25 ล้านเหรียญหลังจากที่เขาอำลาสนาม

    David ตัดสินใจเลือก Miami จากรายชื่อเมืองที่ลีก MLS อนุมัติ โดยมองเห็นศักยภาพของฐานประชากรเชื้อสายละตินอเมริกันที่คลั่งไคล้ในเกมลูกหนัง รวมถึงเสน่ห์ของเมืองที่จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดตัวผู้เล่น “ผมเชื่อมั่นว่า Miami สามารถดึงดูดนักเตะฝีเท้าดีได้ด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพลังความมีชีวิตชีวาของเมือง” เขากล่าว

    ในปัจจุบัน Inter Miami กลายเป็นสโมสรที่ร้อนแรงที่สุดของ MLS ทั้งในและนอกสนาม โดยเพิ่งคว้าแชมป์ MLS Cup ประจำปี 2025 มาครองด้วยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากนักฟุตบอลเบอร์ 1 อย่าง Lionel Messi

    ทั้งนี้ Forbes ประเมินมูลค่าสโมสรไว้ที่ 1.35 พันล้านเหรียญก่อนหักหนี้สิน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของลีก ส่งผลให้สัดส่วนหุ้น 26% ของ David มีมูลค่ามากกว่า 300 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นผลตอบแทนที่มากกว่า 12 เท่าจากเงินลงทุนเริ่มต้นภายในระยะเวลาเพียงทศวรรษกว่า

    ในวันนี้ทุกการเดิมพันของ David กำลังผลิดอกออกผล สหรัฐฯ กลับมาเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบ 32 ปี โดย Miami ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมืองเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 7 นัด ขณะที่ David เซ็นสัญญารับหน้าที่เป็นทูตประชาสัมพันธ์ให้กับลีก MLS พร้อมจับกระแสความสนใจที่หลั่งไหลเข้ามาไปสู่แคมเปญโฆษณาชุดใหม่กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Adidas, Lay’s, Stella Artois, Lenovo, Verizon และ The Home Depot อาจกล่าวได้ว่าช่วงเวลานี้คือปีทองของ David อย่างแท้จริง

    “การได้เห็นเขาฝ่าฟันอุปสรรคมากมายจนมาถึงจุดนี้เป็นเรื่องน่าทึ่ง” Victoria Beckham อดีตสมาชิกวง Spice Girls และคู่ชีวิตของ David มากว่า 26 ปีกล่าว “David มีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนสิ่งที่ทุกคนมองว่าเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นความจริง”

    ตลอดทศวรรษถัดมา David เดินหน้าขยายทั้งชื่อเสียงและอิทธิพลในระดับโลกผ่านการค้าแข้งกับสโมสรชั้นนำใน 4 ประเทศ เริ่มจาก Real Madrid จนถึงปี 2007 ก่อนย้ายสู่ LA Galaxy ระหว่างปี 2007-2012 จากนั้นถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้ AC Milan ในปี 2009 และ 2010 และปิดฉากอาชีพด้วยการลงเล่นครึ่งฤดูกาลสุดท้ายให้กับ Paris Saint-Germain ในปี 2013 ในช่วงเวลาเดียวกัน

    เขายังรับหน้าที่กัปตันทีมชาติอังกฤษในศึกฟุตบอลโลกปี 2006 และพาสโมสร LA Galaxy คว้าแชมป์ MLS Cup ได้ 2 สมัยติดต่อกันในปี 2011 และ 2012

    ก่อนเข้าสู่ช่วงต้นปี 2022 ธุรกิจบริหารแบรนด์และสิทธิภาพลักษณ์ของ David เติบโตจนกลายเป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง โดยมีทีมงานราว 30 ชีวิตที่คอยขับเคลื่อนงานด้านบริหารพันธมิตรทางธุรกิจ การตลาด สื่อสังคมออนไลน์ งานประชาสัมพันธ์และสร้างสรรค์คอนเทนต์ จนสามารถสร้างรายได้ประมาณ 50 ล้านเหรียญต่อปี

    และในช่วงเวลานี้เอง Jamie Salter ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Authentic Brands Group บริษัทบริหารลิขสิทธิ์แบรนด์รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก (รองจาก Disney) ได้เคาะประตูเปิดฉากเจรจาธุรกิจ ณ เวลานั้น Jamie เป็นผู้ถือครองสิทธิ์เชิงพาณิชย์ของบุคคลระดับตำนานอย่าง Elvis Presley, Marilyn Monroe และ Shaquille O’Neal อีกทั้งยังมีประสบการณ์กับบริหารแบรนด์คนดังระดับบน

    “David เป็นคนที่พิถีพิถันกับแบรนด์ของตัวเองในทุกรายละเอียด เขาจะไม่ยอมปล่อยให้เกิดความผิดพลาดเด็ดขาด เมื่อเป้าหมายคือการวางตำแหน่งตัวเองในตลาดระดับบน การใส่ใจในทุกรายละเอียดมีความจำเป็นอย่างยิ่ง” Jamie กล่าว “เขาจะไม่ขึ้นรถที่สกปรก เสื้อผ้าการแต่งกายของเขาต้องดูไร้ที่ติ David Beckham คือนิยามของความสมบูรณ์แบบเสมอ”

    นับตั้งแต่จับมือกับ Authentic ธุรกิจบริหารแบรนด์ของ David เข้าสู่ยุคเฟื่องฟู ตัวเลขรายได้ทะยานขึ้นเป็น 100 ล้านเหรียญในปี 2025 ขณะที่มูลค่าหุ้นที่ David ถือครองอยู่ใน Authentic ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ยักษ์ใหญ่ด้านการบริหารลิขสิทธิ์แบรนด์แห่งนี้ซึ่งมีมูลค่า 2 พันล้านเหรียญ (ตัวเลขคาดการณ์ยอดขาย) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้า Brooks Brothers และ Forever 21 ปัจจุบันเติบโตขึ้นเป็นธุรกิจขนาด 2 หมื่นล้านเหรียญ สร้างผลตอบแทนมากกว่า 50% ให้กับ David

    ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายกับกิจวัตรการดูแลสุขภาพประจำวันที่ซับซ้อน ซึ่งเขาต้องรับประทานอาหารเสริมและวิตามินหลากหลายชนิดในแต่ละวัน David จึงร่วมก่อตั้ง IM8 บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชะลอวัยขึ้นในปี 2024 โดยจับมือกับ Prenetics บริษัทด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพชั้นนำที่มีสำนักงานใหญ่ในฮ่องกง และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq

    ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ผงชงดื่มสูตรรวมสารอาหารและอาหารเสริมประจำวันสร้างรายได้ 60 ล้านเหรียญในปีที่ผ่านมา และบริษัทตั้งเป้าผลักดันรายได้ให้ถึง 200 ล้านเหรียญในปี 2026 นี้

    “เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์อย่างเหลือเชื่อ แต่ทุกความสำเร็จที่ได้รับล้วนเกิดจากการทุ่มเทอย่างหนัก” Victoria กล่าวกับ Forbes “นักฟุตบอลบางคนอาจตื่นนอนแล้วลงสนามเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในทันที แต่ David ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลระดับโลก และเมื่อเข้าสู่โลกธุรกิจ เขาก็ยังคงทุ่มเทไม่ต่างกัน”



เรื่อง: Maneet Ahuja
เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา

ภาพ: Matthew Brookes



​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : โรงรับจำนำของผู้มั่งมี กลยุทธ์หมุนเงินลับฉบับเศรษฐี เปลี่ยน Rolex-ศิลปะ เป็นสภาพคล่อง ไม่ง้อแบงก์ เน้นความเป็นส่วนตัว

อ่านบทความฉบับเต็มและเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกันยายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine

Forbes Thailand September 2026

TAGGED ON