จับตาสตาร์ทอัพจิ๋วแต่แจ๋วในเอเชียแปซิฟิก จากทำเนียบ ‘100 to Watch’ ตอนที่ 1 - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • World >
  • จับตาสตาร์ทอัพจิ๋วแต่แจ๋วในเอเชียแปซิฟิก จากทำเนียบ ‘100 to Watch’ ตอนที่ 1

จับตาสตาร์ทอัพจิ๋วแต่แจ๋วในเอเชียแปซิฟิก จากทำเนียบ ‘100 to Watch’ ตอนที่ 1

Forbes Thailand / Admin
09 Mar 2022 | 7:20 am 965

ทำเนียบ ‘100 to Watch’ ของ Forbes Asia จัดทำขึ้นเป็นปีแรกเพื่อนำเสนอเรื่องราวของบริษัทขนาดย่อมและธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีความโดดเด่นที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ตั้งแต่โดรนดำน้ำไปจนถึงระบบขับเคลื่อนดาวเทียมและอื่นๆ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักทั่วโลกจากการระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทเหล่านี้กลับมีความปราดเปรียวมากพอที่จะเติบโต ส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขามีชื่ออยู่ในทำเนียบนี้คือ ความสามารถในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงการจราจรในเมืองใหญ่ที่แออัด การขยายโอกาสเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงได้ในราคาย่อมเยา หรือการป้องกันไม่ให้มีอาหารเหลือทิ้ง

สำหรับบริษัทในทำเนียบนั้นมาจากประเทศและดินแดนต่างๆ รวม 17 แห่ง อยู่ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพและการดูแลสุขภาพ อี-คอมเมิร์ซและค้าปลีก อาหารและธุรกิจบริการ และการศึกษาและการสรรหาบุคลากรมากที่สุด อินเดียและสิงคโปร์เป็นชุมชนธุรกิจสตาร์ทอัพที่คึกคักที่สุด โดยมีบริษัทเข้ามาติดอันดับ 22 และ 19 แห่งตามลำดับ ขณะที่ฮ่องกงส่งเข้าร่วม 10 แห่ง และอินโดนีเซีย 8 แห่ง ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่มีรายชื่อบริษัทเข้ามาเพียง 4 แห่ง เนื่องจากหลายรายมีรายได้หรือการสนับสนุนทางการเงินสูงกว่ากำหนด (และสามารถติดตามรายงานฉบับเต็มได้ทาง forbes.com/100toWatch)

  • วิธีการคัดเลือก: การคัดเลือกธุรกิจสำหรับจัดทำ “ทำเนียบ 100 to Watch” นั้น Forbes Asia ได้ขอให้มีการจัดส่งข้อมูลออนไลน์ พร้อมเชิญบรรดาองค์กรบ่มเพาะผู้ประกอบการ องค์กรที่ให้การสนับสนุนธุรกิจ SME มหาวิทยาลัยผู้ร่วมลงทุน ฯลฯ ให้เสนอชื่อบริษัทเข้ารับการพิจารณาจนได้บริษัท 100 แห่ง ที่ผ่านการคัดเลือกจากข้อมูลบริษัทที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งสิ้น 900 ราย
  • สำหรับคุณสมบัติของบริษัทนั้น: ประกอบไปด้วยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีอายุกิจการไม่น้อยกว่า 1 ปี เป็นบริษัทเอกชนที่มุ่งหวังผลกำไร และมีรายได้ประจำปีล่าสุดหรือได้รับการสนับสนุนทางการเงินรวมจนถึงเดือนสิงหาคมไม่เกิน 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีมงานของเราได้ประเมินบริษัทแต่ละแห่งที่มีการเสนอชื่อเข้ามาโดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น ผลกระทบทางบวกที่มีต่อภูมิภาคหรืออุตสาหกรรม มีหลักฐานแสดงรายได้ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง หรือสามารถดึงดูดการสนับสนุนทางการเงินได้ มีรูปแบบธุรกิจหรือตลาดลูกค้าที่มีอนาคต และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ บรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการถอดถอนหรือแทนที่บริษัทหรือบุคคลใดก็ตามในทำเนียบหากพบข้อมูลใหม่ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าขาดคุณสมบัติ

 

พบกับ 10 สตาร์ทอัพจิ๋วแต่แจ๋วในเอเชียแปซิฟิกจากทำเนียบ ‘100 to Watch’
ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

 

  1. AUTOCRYPT

ประเทศ: เกาหลีใต้

กลุ่มธุรกิจ: โลจิสติกส์และการขนส่ง

ปีที่ก่อตั้ง: 2019

ซีอีโอ: Daniel Kim

นักลงทุนหลัก: Hyundai, Ulmus Investment

จำนวนการใช้ยานยนต์ไร้คนขับที่เพิ่มขึ้นทำให้ความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์มีความสำคัญยิ่งขึ้นเช่นกัน Autocrypt ซึ่งแยกตัวออกมาจาก Penta Security Systems จาก Seoul ได้ให้บริการระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลสำหรับรถยนต์ไร้คนขับ บริษัทกล่าวว่า สามารถระดมทุนได้ 15 ล้านเหรียญจากบรรดานักลงทุนรายต่างๆ ซึ่งรวมถึงหน่วยธุรกิจร่วมลงทุนของ Hyundai และ Ulmus Investment บริษัทได้รับการประเมินมูลค่าอยู่ที่ราว 45 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะทำรายได้ 8.5 ล้านเหรียญในปี 2021 จากที่เคยทำได้ 3.4 ล้านเหรียญในปี 2020 นอกจากเกาหลีใต้แล้ว Autocrypt ยังมีสำนักงานตั้งอยู่ในแคนาดา จีน และญี่ปุ่น พร้อมมีแผนจะขยายกิจการไปยังยุโรป สิงคโปร์ และสหรัฐฯ John Kang

 

  1. BIONICM

ประเทศ: ญี่ปุ่น

กลุ่มธุรกิจ: เทคโนโลยีชีวภาพและการดูแลสุขภาพ

ปีที่ก่อตั้ง: 2018

ซีอีโอ: Sun Xiaojun

นักลงทุนหลัก: Japan Science and Technology Agency, University of Tokyo

หลังจากที่ Sun Xiaojun ต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวในประเทศจีนนานถึง 15 ปี ในที่สุดเขาก็มาได้ขาเทียมที่ญี่ปุ่น Sun ย้ายมาศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมจาก University of Tokyo จากนั้นจึงก่อตั้ง BionicM เพื่อพัฒนาอวัยวะเทียมที่มีความเป็นธรรมชาติและมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงหัวเข่าและข้อเท้าเทียมที่ใช้แบตเตอรี่ขับเคลื่อน เช่น ขาเทียมในส่วนข้อเท้าและเท้าจะสามารถดันตัวขึ้นจากพื้นและก้าวข้ามสิ่งกีดขวางได้ Sun บอกว่า ปี 2021 BionicM จะเริ่มวางจำหน่ายหุ่นยนต์ขาเทียมในราคาประมาณ 45,000 เหรียญ ซึ่งถูกกว่าขาเทียมในลักษณะเดียวกันที่มาจากสหรัฐฯ หรือยุโรป เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2020 BionicM บอกว่า สามารถระดมทุนในรอบซีรีส์ A ได้ 4 ล้านเหรียญ จากบรรดานักลงทุน เช่น Japan Science and Technology Agency และส่วนงานด้านการลงทุนของ University of Tokyo หรือมากกว่าเงินทุนรวมของตัวเองเกือบเท่าตัว James Simms

 

  1. CAPTAIN FRESH

ประเทศ: อินเดีย

กลุ่มธุรกิจ: อี-คอมเมิร์ซและค้าปลีก

ปีที่ก่อตั้ง: 2019

ซีอีโอ: Utham Gowda

นักลงทุนหลัก: Accel Partners, Matrix Partners India

Captain Fresh คือ ผลงานการพัฒนาของ Infifresh Foods พวกเขาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพอุตสาหกรรมอาหารทะเลอินเดียมูลค่า 3 หมื่นล้านเหรียญที่แบ่งออกเป็นส่วนธุรกิจต่างๆ บริษัทบอกว่า แพลตฟอร์ม B2B แบบเรียลไทม์ของบริษัททำงานด้วยระบบ AI เพื่อช่วยให้ร้านค้าปลีก 550 ราย (ซึ่งเติบโตกว่า 500% ในเวลาเพียงปีเดียว) สามารถจับคู่คำสั่งซื้อของลูกค้าเข้ากับชาวประมงและฟาร์มประมงต่างๆ Utham Gowda ผู้ก่อตั้งกล่าวว่า พวกเขามีแบบจำลองการคาดการณ์เพื่อเฟ้นหาแหล่งปลาที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้ตั้งแต่ก่อนที่ลูกค้าจะส่งคำสั่งซื้อเข้ามาเสียอีก และยังมีบริการจัดส่งเวลากลางคืนในเมืองบางแห่งด้วย เมื่อเดือนกรกฎาคม Captain Fresh บอกว่า สามารถระดมทุนได้ 12 ล้านเหรียญในรอบซีรีส์ A ซึ่งนำโดย Accel Partners และ Matrix Partners India  — Amit Prakash

 

  1. EN-TRAK

ประเทศ: ฮ่องกง

กลุ่มธุรกิจ: การก่อสร้างและวิศวกรรม

ปีที่ก่อตั้ง: 2013

ซีอีโอ: Vincent Chow

นักลงทุนหลัก: Alibaba Entrepreneurs Fund, CLP

ซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ของ En-trak สามารถตั้งค่าอุณหภูมิห้องและแสงสว่างในอาคารสำนักงานเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานมากที่สุด พร้อมกับประหยัดพลังงานไปพร้อมๆ กันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทช่วยให้ลูกค้าลดการใช้พลังงานในระบบทำความร้อน ระบบระบายอากาศ และระบบปรับอากาศลงได้ 20% สำหรับผู้สนับสนุน En-trak มีทั้ง Alibaba Entrepreneurs Fund และ CLP ของฮ่องกง

 

  1. KAMI

ประเทศ: นิวซีแลนด์

กลุ่มธุรกิจ: การศึกษาและการสรรหาบุคลากร

ปีที่ก่อตั้ง: 2013

ซีอีโอ: Hengjie Wang

นักลงทุนหลัก: Right Click Capital

เครื่องมือดิจิทัลสำหรับห้องเรียนออนไลน์ของบริษัทนี้ได้คลื่นยักษ์ของการเรียนออนไลน์ช่วยส่งเสริมเมื่อโรคระบาดทำให้โรงเรียนต้องปิดและปรับตัวมาเรียนทางไกล ซึ่งเครื่องมือของบริษัทรุ่นที่เป็นส่วนขยายใน Google Chrome มีผู้ใช้งานกว่า 4 ล้านคน

 

  1. OKRA SOLAR

ประเทศ: กัมพูชา

กลุ่มธุรกิจ: เทคโนโลยี

ปีที่ก่อตั้ง: 2016

ซีอีโอ: Afnan Hannan

นักลงทุนหลัก: Greenway Grid Global, Schneider Electric

ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของ Okra Solar ผลิตไฟฟ้าให้หมู่บ้านต่างๆ นอกโครงข่ายไฟฟ้าปกติ Okra Solar กล่าวว่า บริษัทช่วยให้ชาวบ้าน 2,500 คนจาก 26 หมู่บ้านใน 4 ประเทศ ได้มีไฟฟ้าใช้โดยมีผู้สนับสนุนคือ Schneider Electric และ Greenway Grid Global ปัจจุบันบริษัทกำลังหาทางระดมทุน 6.5 ล้านเหรียญในรอบซีรีส์ A

 

  1. LHAMOUR

ประเทศ: มองโกเลีย

กลุ่มธุรกิจ: อี-คอมเมิร์ซและค้าปลีก

ปีที่ก่อตั้ง:  2014

ซีอีโอ: Khulan Davaadorj

หลังจากเป็นผื่นแพ้ Khulan Davaadorj จึงสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติของเธอเองซึ่งปัจจุบันมีสินค้ากว่า 40 รายการ และใช้วัตถุดิบที่จัดหาในประเทศอย่างน้ำนมจามรี บริษัทที่มีแนวทางลดขยะเหลือศูนย์แห่งนี้กล่าวว่า สินค้าของบริษัทมีขายตามห้างในมองโกเลีย และมีผู้จัดจำหน่ายและร้านขายอยู่ทั่วโลก

 

  1. PAYMONGO PHILIPPINES

ประเทศ: ฟิลิปปินส์

กลุ่มธุรกิจ: การเงิน

ปีที่ก่อตั้ง:  2019

ซีอีโอ: Francis Plaza

นักลงทุนหลัก: Y Combinator

PayMongo ซึ่งมีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยให้ร้านค้ารับชำระเงินออนไลน์ได้ทุกรูปแบบ กล่าวว่า บริษัทให้บริการลูกค้าประมาณ 7,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดจิ๋ว เล็ก และกลาง ที่กำลังขยับจากร้านค้าแบบมีหน้าร้านไปสู่ อี-คอมเมิร์ซ PayMongo มีผู้สนับสนุนคือ Y Combinator และกล่าวว่า บริษัทระดมทุนได้แล้ว 14.7 ล้านเหรียญ

 

  1. WADA BENTO

ประเทศ: ฮ่องกง

กลุ่มธุรกิจ: อาหารและธุรกิจบริการ

ปีที่ก่อตั้ง:  2018

ซีอีโอ: Jason Chen

นักลงทุนหลัก: Mizuho

Wada Bento ช่วยนำอาหารร้อนๆ จากผู้ให้บริการอาหารมาขายผ่านตู้อัตโนมัติ สตาร์ทอัพรายนี้กล่าวว่า ถึงวันนี้ระดมทุนได้แล้ว 1.1 ล้านเหรียญจากนักลงทุน ซึ่งรวมถึง Mizuho Crowd Brain โครงการพัฒนาสตาร์ทอัพของธนาคารญี่ปุ่น Mizuho

 

  1. MYCLOUDFULFILLMENT

ประเทศ: ไทย

กลุ่มธุรกิจ: อี-คอมเมิร์ซและค้าปลีก

ปีที่ก่อตั้ง:  2014

ซีอีโอ: Gobi Partners, Siam

นักลงทุนหลัก: Commercial Bank

MyCloudFulfillment ของ E-Empowerment ช่วยรับคำสั่งซื้อ บรรจุ และจัดส่งสินค้าให้ร้านอี-คอมเมิร์ซ รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าให้ร้านด้วย เมื่อปี 2020 บริษัทประกาศว่า มีรายได้ 3.8 ล้านเหรียญและมีเป้าหมายจะเพิ่มอีกเท่าตัวในปี 2021 และในเดือนตุลาคมบริษัทได้เงินมา 2 ล้านเหรียญในการระดมทุนซีรีส์ A จากนักลงทุนซึ่งรวมถึง Gobi Partners และหน่วยธุรกิจร่วมลงทุนของธนาคารไทยพาณิชย์

 

บรรณาธิการ: JEANHEE KIM กับ JOHN KANG รายงาน: Jonathan Burgos, Rina Caballar, Ramakrishnan Narayanan, Danielle Keeton-Olsen, Amit Prakash, James Simms, Yue Wang และ Ardian Wibisono เรียบเรียง: รัน-รัน และ ธรรดร โสติอำรุง

ติดตามสตาร์ทอัพจิ๋วแต่แจ๋วอื่นๆ ได้ในตอนต่อไป…

อ่านเพิ่มเติม:


หรือคลิกอ่านฉบับเต็ม “จับตาสตาร์ทอัพจิ๋วแต่แจ๋วในเอเชียแปซิฟิกจากทำเนียบ ‘100 to Watch’” และบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP