อะไรเป็นแรงผลักให้เหรียญ Ether พุ่งแตะ 4,800 เหรียญสหรัฐฯ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • Technology >
  • อะไรเป็นแรงผลักให้เหรียญ Ether พุ่งแตะ 4,800 เหรียญสหรัฐฯ

อะไรเป็นแรงผลักให้เหรียญ Ether พุ่งแตะ 4,800 เหรียญสหรัฐฯ

Forbes Thailand / Admin
11 Nov 2021 | 6:00 pm 313

ราคาเหรียญ Ether ได้พุ่งขึ้นสูง สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในฐานะสกุลเงินดิจิทัล ส่งผลให้ Ethereum ได้รับความสนใจไม่ใช่น้อย แต่อะไรอยู่เบื้องหลังราคาสูงแตะดวงจันทร์ในครั้งนี้

ข้อมูลจาก CoinDesk แสดงให้เห็นว่า เหรียญ Ether นับเป็นคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่เป็นอันดับสองเมื่อวัดจากมูลค่าตลาดโดยรวม และได้ราคาพุ่งถึง 4,865.57 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ตัวเลขเพิ่มเติมจาก CoinDesk ยังเผยให้เห็นอีกว่ากว่าจะพุ่งมาถึงจุดนี้ ทรัพย์สินดิจิทัลนี้ก็ขึ้นมาถึงร้อยละ 560 โดยนับจากต้นปีจนถึงวันนี้ (YTD)

หลังจากการพุ่งทะยานนี้ ก็ได้ตกลงเล็กน้อย โดยตกไปจนมีราคาต่ำกว่า 4,500 เหรียญฯ และเทรดอยู่ที่ราคาราว 4,600 เหรียญฯ 

Photo from Getty Image

เมื่ออธิบายการเพิ่มนี้ นักวิเคราะห์ตลาดได้พูดถึงปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น การใช้งานแพลตฟอร์ม Ethereum ที่เพิ่มขึ้น และจำนวนการเทรดเหรียญ Ether ที่บางเบาลง

“ETH ทะยานขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งปี และการพุ่งแตะราคาสูงสุดนี้แสดงให้เห็นว่าโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่สร้างอยู่บนบล็อกเชนของ ​Ethereum ก็น่าจะได้รับการผลักดันอยู่เรื่อยๆ” Jesse Proudman ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้นั่งเก้าอี้ CTO ของบริษัทเฮดจ์ฟันด์ด้านคริปโตอย่าง Strix Leviathan ได้กล่าวไว้

“ตั้งแต่ NFTs จนไปถึง DeFi ตัวอีเทอคือที่ที่เกิดการพัฒนาต่างๆ มากที่สุด” เขากล่าว

“อีกอย่าง ไม่ต้องมองไปไกลเลย มองดูตัว Total Value Locked ที่เป็นตัววัดสินทรัพย์ต่างๆ ที่อยู่ในแพลตฟอร์ม DeFi และ TVL นี้ก็สูงสุดเป็นปรากฏการณ์​ โดยมีมูลค่าเกือบแตะ 1.14 แสนล้านเหรียญฯ เลย” Proudman กล่าว

ทาง Konstantin Boyko-Romanovsky ผู้ก่อตั้งและ CEO แห่ง Allnodes Inc. ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน

โดยเขากล่าวว่า “DeFi ที่มาแรงส่งผลโดยตรงต่อราคา Ethereum ที่พุ่งขึ้น” 

“ณ ตอนนี้กว่า 1.1278 แสนล้านถูกล็อคอยู่ในโปรเจ็กต์ DeFi ต่างๆ และร้อยละ 70 ของโปรเจ็กต์พวกนี้ก็พึ่งพาเครือข่าย Ethereum นี้มันน่าสนใจมากเพราะเมื่อช่วงนี้ปีก่อน Total Value Locked ใน DeFi อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้าน” Boyko-Romanovsky กล่าวเพิ่ม

“ดังนั้นถ้าราคาอีเทอที่เพิ่มขึ้นเมื่อปีก่อนผลักให้คนหันไปหา DeFi มากขึ้น มันก็ไม่แปลกถ้าเราจะมองว่าตอนนี้มันได้เลี่ยนไปแล้ว” กล่าวอีกคำก็คือ ระบบนิเวศ DeFi กำลังส่งผลต่อราคาเหรียญ ไม่ใช่ราคาเหรียญส่งผลต่อระบบนิเวศนั่นเอง

บทบาทสำคัญของการเทรด

นักวิเคราะห์มากหน้าหลายตาก็ได้ออกมาพูดถึงเงื่อนไขของอุปสงค์ อุปทานในระบบเทรดที่มีสกุลเงินดิจิทัล โดยเน้นว่าเงื่อนไขนั้นจะส่งผลต่อราคาคริปโตเคอร์เรนซีอย่างไร

นักกฎหมายด้านอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีอย่าง Andrew Rossow ก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

“อุปทานที่ไม่ได้สูงมากนี้เป็นปัจจัยหลัก” ในการทำให้ราคาสูงขึ้น โดยกล่าวเน้นว่าเหรียญ Ether กำลังถูกเผาไหม้ไปอย่างรวดเร็ว

Photo from Getty Image

Sean Rooney หัวหน้าวิจัยที่ Valkyrie Investments ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ด้วย

“อุปทานของเหรียญอีเทอในการเทรดมันลดลง จากที่มีอุปทานถึงร้อยละ 20 เมื่อสิงหาคม 2020 เหลือเพียงแค่ร้อยละ 12 กว่าๆ เองในวันนี้” เขากล่าว

Rooney ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า “มันสมเหตุสมผลนะ ด้วยระบบนิเวศ DeFi ที่ตัว Ethereum ยังเป็นผู้เล่นหลักที่มาแรงแบบนี้” 

ทาง David Keller หัวหน้ากลยุทธ์การตลาดประจำ StockCharts.com ได้พูดถึงราคา Ether ที่ขึ้นสูงในปีนี้ รวมถึงนัยยะของปรากฏการณ์นี้

“ในปีก่อนๆบิตคอยน์เป็นคริปโตเคอร์เรนซีเดียวที่เหล่านักลงทุนติดตาม แต่ราคาเหรียญนี้ที่พุ่งขึ้นในปี 2021 ทำให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้โตขึ้นเรื่อยๆ จนเหรียญอื่นๆ นอกจาก Bitcoin ก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว” เขากล่าว “กำไรจาก Ethereum พุ่งขึ้นกว่า 500 เปอร์เซ็นต์นับจากต้นปีจนถึงวันนี้เมื่อเทียบกับ Bitcoin ที่ขึ้นมา 126 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน”

“กำไรอีเทอที่มหาศาลขนาดนี้สื่อให้เห็นว่า นักลงทุนทั้งหลายเริ่มตระหนักถึงเหรียญใหญ่ๆ อย่างอื่นนอกเหนือจากบิตคอยน์” Keller กล่าว

“พวกเขาเริ่มเข้าใจว่าบิตคอยน์และอีเทอเกี่ยวกับ DeFi มากขนาดไหน เมื่อเทียบกับ ‘altcoins’ เล็กๆที่มีประโยชน์ค่อนข้างจำกัด และน้อยกว่ามาก” Keller ทิ้งท้าย

แปลและเรียบเรียงโดย ทัตชญา บุษยากิตติกร จากบทความ Ether Prices Reached Their Latest High Above $4,800—What Drove These Gains? เผยแพร่บน Forbes.com

อ่านเพิ่มเติม: Female Invest รับเงินหนุน 4.5 ล้านเหรียญฯ มุ่งผลักผู้หญิงเป็นนักลงทุน


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP