William Heinecke 1 ใน 5 มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้จับอะไรเป็นทอง - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Asia
  • World >
  • William Heinecke 1 ใน 5 มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้จับอะไรเป็นทอง

William Heinecke 1 ใน 5 มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้จับอะไรเป็นทอง

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
15 Dec 2015 | 4:51 pm 2145

William หรือ Bill Heinecke เป็นชาวตะวันตกคนหนึ่งในจำนวนเพียงไม่กี่คนที่สร้างเนื้อสร้างตัวในต่างแดนจนร่ำรวยติดอันดับทำเนียบเศรษฐีไทยของ Forbes เขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย เพราะไม่ใช่แค่เครือข่ายโรงแรม 133 แห่ง จำนวนห้องพักทั้งสิ้นว่า 16,700 ห้อง ใน 22 ประเทศทั่วโลกที่เขาได้สร้างรากฐานไว้และขยายธุรกิจมาตลอดเกือบ 40 ปี แต่ยังเป็นเพราะเขาได้ออกมาโต้แย้งและชี้แจงกับบรรดาสื่อต่างประเทศทุกครั้งที่มีข่าวที่สร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของประเทศไทย

แม้ Heinecke จะเป็นชาวอเมริกันโดยกำเนิด แต่ชีวิตของนักธุรกิจไทยที่มีรูปร่างหน้าตาและชื่อเป็นฝรั่งผู้นี้ได้ฝังรากและปักหลักที่เมืองไทยแล้วตั้งแต่วัย 14 ปี เขาย้ายตามครอบครัวมาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 1963

ความเป็นนักธุรกิจของเขาฉายแววตั้งแต่อายุแค่ 17 ปีสมัยเรียนที่ International School Bangkok เขาเสนอตัวเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับรถโกคาร์ตกิจกรรมที่เขาชื่นชอบให้กับนิตยสาร Bangkok World ในยุคนั้น โดยขอค่าตอบแทนเป็นพื้นที่โฆษณาในนิตยสารที่เขาวิ่งหาลูกค้าเอง ซึ่งก็ทำได้ดีถึงขนาดว่าคอมมิชชั่นที่เขาได้สูงกว่าเงินเดือนของนักข่าวประจำเสียอีก และเขาก็ได้เป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณาของนิตยสารเล่มนี้ในวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น พอเรียนจบเขาตัดสินใจเลือกที่จะอยู่เมืองไทย ไม่กลับไปมาตุภูมิพร้อมครอบครัว เพราะเขาเห็นโอกาสอันมหาศาลในการทำมาหากินที่เมืองไทย

หลังจากเรียบจบเพียงปีเดียว เขาเปิดธุรกิจให้บริการทำความสะอาดสำนักงาน โดยตั้งบริษัท Inter-Asian Enterprise และบริษัท Inter-Asia Publicity เพื่อทำธุรกิจขายโฆษณาทางวิทยุ โดยขอยืมเงินทางบ้านมาตั้งตัว 1,200 เหรียญสหรัฐ พร้อมกับไว้หนวดเครานับตั้งแต่นั้นเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ต่อมาเขาได้ขายกิจการ Inter-Asia Publicity ให้กับบริษัทโฆษณาชื่อดัง Ogilvy & Mather และก่อตั้งบริษัท Minor Holdings ซึ่งถัดมาอีก 40 ปีได้กลายเป็น Minor Group ที่มีธุรกิจในเครือกว่า 30 บริษัท

อาณาจักรและแบรนด์โรงแรมหรูที่ Hinecke บุกเบิกและพัฒนาภายใต้ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลที่เขานั่งเป็นซีอีโอและประธานบริษัทสรรสร้างจาก passion ล้วนๆ ส่งให้เขาเริ่มเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมเป็นครั้งแรกในปี 1978 โดยเปิดโรงแรม Royal Garden Resort ที่พัทยา

แม้ตอนที่เขาซื้อกิจการมาเขาตั้งใจที่จะขายต่อให้นักลงทุนรายอื่น แต่เหมือนชะตาจะกำหนดให้เขากลายมาเป็นเจ้าพ่อธุรกิจโรงแรมอย่างในทุกวันนี้ เขาตัดสินใจไม่ขายโรงแรม และเปิดอีก 2-3 แห่งภายใต้แบรนด์ Royal Garden ก่อนดึง Marriott มาบริหารโรงแรมในกรุงเทพฯ เมื่อปี 1994 และเปลี่ยนแบรนด์ Royal Garden มาเป็นเชนอเมริกันแห่งนี้ รวมทั้งเปิด Four Seasons ในเชียงใหม่ในปีเดียวกัน

เขาพาธุรกิจโรงแรมผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วนที่กระทบกับธุรกิจท่องเที่ยวอย่างหนักปัจจุบัน Minor บริหารโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นโรงแรมที่ลงทุนเองจำนวน 56 แห่งและรับจ้างบริหารอีก 77 แห่งภายใต้แบรนด์ Four Seasons, Marriott, St. Regis, Radisson Blu และแบรนด์ของบริษัท ได้แก่Anantara, AVANI, Oaks, PER AQUUM, Tivoli และ Elewana ซึ่งการมีแบรนด์โรงแรมเป็นของตัวเองทำให้เขาขยายโรงแรมได้ถึง 10 แห่งต่อปีแทนที่จะเปิดได้แค่ 2 แห่ง ทุกวันนี้ Heinecke ในวัย 66 ปี

ยังสนุกกับการขยายธุรกิจ โดยเน้นประเทศที่มีการเติบโตสูงอย่างไรก็ตาม คนไทยได้รู้จัก Heinecke เป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำอาหารสไตล์อเมริกันหรือฟาสต์ฟู้ดมาให้คนไทยได้ลิ้มลองในช่วงปี 1970-1980 อาทิ Mister Donut, Swensens, Sizzler, Dairy Queen, Burger King และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pizza Hut แบรนด์ที่สร้างชื่อให้กับ Minor Food Group ธุรกิจอาหารในเครือ Minor เมื่อปี 1980 ที่ Pizza Hut เปิดสาขาแรกในพัทยา และขยายสาขาเรื่อยมา และเมื่อไม่สามารถต่อสัญญากับเข้าลิขสิทธิ์ Pizza Hutเปิด The Pizza Company เพียง 6 เดือน ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 70% ของตลาดพิซซ่าในประเทศไทย และ ขยายสาขาในเอเชียทั้งจีน เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ จนได้รับฉายาว่า Asia’s Pizza King

ปัจจุบัน Minor มีร้านอาหารกว่า 1,700 แห่งทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา และช็อปแบรนด์สินค้าแฟชั่น และเครื่องสำอาง อาทิ Esprit, Bossini, GAP, Banana Republic, Charles & Keith, Tumi และ Pedro รวม 287 แห่ง

Heinecke ผู้ทิ้งพาสปอร์ตอเมริกันเปลี่ยนสัญชาติมาเป็นไทยในปี 1991 ได้ก่อตั้ง Heinecke Foundation เพื่อช่วยเหลือเด็กยากไร้และขาดทุนการศึกษาในประเทศไทย ปัจจุบัน มูลนิธิของเขาได้ให้การสนับสนุนนักเรียนไปแล้วกว่า 2,000 คน เขายังเป็นผู้สนับสนุนศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยและเป็นสปอนเซอร์ให้กับโครงการต่างๆ อาทิ Golden Triangle Asian Elephant Foundation และงานการกุศล เช่น King’s Cup Elephant Polo Tournament


คลิ๊กอ่าน “Lee Shau-Kee 1 ใน 5 มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้จับอะไรเป็นทอง” ฉบับเต็มได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ NOVEMBER 2015

BACK TO TOP