หนทางสู่การค้นพบ Ajay Bhardwaj มหาเศรษฐีแห่งวงการยา

หนทางสู่การค้นพบ Ajay Bhardwaj มหาเศรษฐีแห่งวงการยา

FORBES THAILAND / ADMIN
30 Oct 2026 | 09:30 AM
READ 131

Ajay Bhardwaj ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีด้วยการช่วยยักษ์ใหญ่ในวงการยาประหยัดเวลาและเงินในการพัฒนายาใหม่ ขณะนี้ผู้ก่อตั้ง Anthem Biosciences กำลังเล็งแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่จีนครองอยู่ในธุรกิจรับจ้างผลิตยา พร้อมตั้งเป้าทำรายได้แตะ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ


    ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ทำงานกับ Biocon บริษัทยาชีวภาพในเมือง Bangalore เส้นทางของ Ajay Bhardwaj คือการไต่เต้าจนได้นั่งเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูง ที่ดูแลด้านการตลาด เจ้านายของเขาคือ Kiran Mazumdar-Shaw ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท บุคคลผู้บุกเบิกวงการเทคโนโลยีชีวภาพ (ไบโอเทค) ของอินเดีย และเป็นเศรษฐินีพันล้านผู้สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองคนแรกของประเทศ

    แต่เมื่อคว้าตำแหน่งที่หวังไม่สำเร็จ Bhardwaj ตัดสินใจลาออกขณะอายุได้ 46 ปี ทั้งที่ยังมีลูกอีก 2 คนต้องส่งเรียนจนจบมหาวิทยาลัย แต่เขากลับเลือกเสี่ยงนำเงินออมทั้งหมดทุ่มทุนตั้งบริษัท Anthem Biosciences ขึ้นในปี 2006 เพื่อให้บริการครบวงจรแก่บริษัทยา หรือที่ในวงการเรียกว่างานรับจ้างวิจัย พัฒนา และผลิต (CRDMO) ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การวิจัย ทดสอบ เตรียมการทดลองทางคลินิก ไปจนถึงผลิตสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม

    “เหมือนในหนัง James Bond ที่เป็นการพนันตาสุดท้าย แล้วเขากวาดเหรียญทั้งหมดลงเดิมพันไปในคราวเดียว นั่นแหละคือ Anthem สำหรับผม” Bhardwaj ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมชานเมือง Bangalore 

    “เป็นการลงเดิมพันอันใหญ่หลวง” แต่ก็นับว่าถูกจังหวะ เมื่อบริษัทยาทั่วโลกเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงสวนทางกับอัตราความสำเร็จในการพัฒนายาใหม่ที่ถดถอยลงจึงพากันหันมาพึ่งพาการจ้างบริษัทภายนอกเพื่อลดค่าใช้จ่าย และเร่งกระบวนการผลิต รายงานของ Frost & Sullivan ที่ Anthem ว่าจ้างจัดทำในปี 2024 ชี้ว่า มีตำรับยาเพียง 1 จาก 10,000-15,000 ตำรับ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนก่อนการทดสอบในมนุษย์เท่านั้นที่ผ่านการรับรองจาก FDA ของสหรัฐฯ และตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมาระยะเวลาพัฒนายาใหม่ยืดเยื้อขึ้นกว่าเดิมเกินเท่าตัวกลายเป็นมากกว่า 13 ปี ซึ่งเมื่อจ้างบริษัทอินเดียดำเนินการแทน บริษัทยาอเมริกันจะประหยัดต้นทุนวิจัยและพัฒนาได้เกือบ 75% รวมถึงต้นทุนการผลิตอีกราว 55%

    Bhardwaj พอมองเห็นศักยภาพของธุรกิจนี้มาบ้างจากการทำงานที่ Biocon ซึ่งมี Syngene International เป็นบริษัทลูกมารับช่วงต่อจัดการงานด้านการวิจัย โดยดึงอดีตเพื่อนร่วมงาน 2 คนมาร่วมก่อตั้งบริษัท ทั้ง Ganesh Sambasivam จาก Syngene ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ และ K. Ravindra Chandrappa จาก Biocon เพื่อมาดูแลการผลิต ทำให้กิจการใหม่มีรากฐานที่แข็งแกร่ง


​

    เวลาผ่านไป 2 ทศวรรษ การเดิมพันด้วยเงิน 400 ล้านรูปี (เทียบเท่า 9 ล้านเหรียญในขณะนั้น) ของ Bhardwaj ที่ได้มาจากเงินจากการขายหุ้น Biocon 1% บวกกับสินเชื่อธนาคาร ตอนนี้งอกเงยคืนทุนแล้วหลายเท่า วันนี้ Anthem เป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าสูงสุดในอุตสาหกรรมนี้ของอินเดีย ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 4.5 พันล้านเหรียญ มากกว่า Syngene ที่ 1.9 พันล้านเหรียญกว่าเท่าตัว แม้รายได้ต่อปีที่ 2.12 หมื่นล้านรูปี (สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม) จะยังตามหลังคู่แข่งมือเก๋าที่ทำได้ 3.7 หมื่นล้านรูปีในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ก็ถือว่าทำรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการเติบโตแบบทบต้นต่อปีถึง 22% ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา

    การเสนอขายหุ้น IPO ของ Anthem เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2025 ที่ระดมทุนได้ 3.4 หมื่นล้านรูปีคือก้าวสำคัญของประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการวัย 65 ปีผู้นี้ ซึ่งส่งให้เขาติดอันดับในทำเนียบเศรษฐีพันล้านระดับโลกของ Forbes เป็นครั้งแรกในปีนี้ ในลำดับที่ 1,834 ด้วยทรัพย์สินสุทธิ 2.3 พันล้านเหรียญ จากการถือหุ้น 53% ซึ่งรวมหุ้นภายใต้การครอบครอง Ishaan ลูกชายที่เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสของบริษัท (ส่วนผู้ร่วมก่อตั้งคือ Sambasivam และ Chandrappa ถือหุ้น 11.2% และ 10.8% ตามลำดับ)


​

    บัดนี้ Bhardwaj ขยับเป้าหมายสูงขึ้นไปอีก “เรากำลังเตรียมพร้อมทำยอดขายแตะหลัก 1 พันล้านเหรียญให้ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้” เขากล่าว ตัวเลขนี้เท่ากับเกือบ 5 เท่าของรายได้ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งทางบริษัทจัดสรรงบ 2 หมื่นล้านรูปีไว้สำหรับขยายกำลังการผลิตภายในปี 2028 เพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า อาจใช้เวลาราว 7 ปี โดยครอบคลุมถึงการสร้างโรงงานใหม่ที่จะทำให้มีโรงงานเพิ่มเป็น 4 แห่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ไม่ไกลจากเมือง Bangalore

    แผนการลงทุนนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากรายงานของ Frost & Sullivan ซึ่งคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรม CRDMO ในระดับโลกจะเติบโตจาก 1.96 แสนล้านเหรียญในปี 2023 ไปแตะที่ 3.03 แสนล้านเหรียญภายในปี 2028 โดยคาดว่าตลาด CRDMO ในอินเดียจะโตขึ้นเกือบเท่าตัวไปเป็น 1.4 หมื่นล้านเหรียญ โดยได้แรงหนุนส่วนหนึ่งมาจากกฎหมาย Biosecure Act ปี 2024 ของสหรัฐฯ ที่ห้ามหน่วยงานรัฐและคู่สัญญาทำธุรกิจกับ CRDMO จีนบางบริษัท จนน่าจะทำให้สัญญาจ้างของบริษัทยาอเมริกันตกอยู่ในมือบริษัทอินเดียที่จะช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลงได้

    อินเดียยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เอื้อต่อการคว้าโอกาสที่เรียกกันว่าเป็น China+1 ในด้านยา ทั้งการเป็นผู้ส่งออกยาชื่อสามัญรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมมูลค่า 3.1 หมื่นล้านเหรียญต่อปี (สิ้นสุดณ วันที่ 31 มีนาคม ปี 2026) ตามข้อมูลของ Pharmaceuticals Export Promotion Council of India และยังมีโรงงานยาที่ได้รับการรับรองจาก FDA เป็นจำนวนมากที่สุดนอกสหรัฐฯ ราว 500 แห่ง ตามข้อมูลของ CareEdge Ratings


​

    ในภาพรวมเอเชียมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 1 ใน 4 ของตลาด CRDMO ทั่วโลก ซึ่งบริษัทจีนกุมส่วนแบ่งสูงถึง 90% ตามข้อมูลของ ICRA บริษัทจัดอันดับเครดิตในกรุง Delhi “แค่เราคว้าเอาเสี้ยวเล็กๆ จากส่วนแบ่ง 90% นั้นมาครองได้ก็มากพอแล้ว” Bhardwaj กล่าวพร้อมเสริมว่า โรงงาน 2 จาก 3 แห่งของ Anthem ผ่านการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับนานาชาติหลายแห่ง รวมถึง FDA ด้วย

    ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม ปี 2025 ระบุว่า Anthem ให้บริการลูกค้าแล้ว 675 รายใน 44 ประเทศ รวม 8,000 โครงการ โดยยังมีสัญญาในมืออีก 242 โครงการ ทั้งการผลิตสารโมเลกุลยาระยะต้น 125 ชนิด และสัญญาผลิตสารออกฤทธิ์สำหรับโมเลกุลยาที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตเชิงพาณิชย์อีกนับสิบชนิด ซึ่งพร้อมผลิตเป็นยาส่งขายเข้าสู่ตลาด ในจำนวนนี้มี 4 ชนิดที่มีมูลค่าตลาดรวมโดยประมาณถึง 1 หมื่นล้านเหรียญ ตามรายงานรายไตรมาสที่ออกในเดือนธันวาคมของทางบริษัท

    นักวิเคราะห์มองว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของ Anthem เป็นบริษัทไบโอเทคขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ในบัญชีลูกค้าก็มีผู้ผลิตยารายใหญ่ที่สุดในโลก 6 ใน 10 อันดับแรกเมื่อวัดจากรายได้รวมอยู่ด้วย เช่น Pfizer จากสหรัฐฯ และ Novartis จากสวิต-เซอร์แลนด์ ขณะที่งานรับจ้างคิดเป็น 83% ของรายได้ต่อปี ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจที่ Amey Chalke รองประธานของ JM Financial บริษัทบริการทางการเงินใน Mumbai เรียกว่าเป็น “คันเร่งการเติบโต” นั่นคือการผลิตสารพิเศษ อย่างสารประกอบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยาลดน้ำหนัก

    ตามการประเมินของ Grand View Research บริษัทวิจัยตลาดจากเมือง San Francisco ระบุว่า ตลาดยาต้านโรคอ้วนทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตเกือบ 3 เท่าจาก 6.6 หมื่นล้านเหรียญในปี 2025 ไปแตะที่ 1.85 แสนล้านเหรียญในปี 2033 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สิทธิบัตรเซมากลูไทด์ (semaglutide) สารออกฤทธิ์ในยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 อย่าง Ozempic และ Wegovy ในอินเดียหมดอายุลง และกำลังจะหมดอายุทั้งในจีน บราซิล ตุรกี และแคนาดาในปีเดียวกัน เปิดทางให้ยาชื่อสามัญราคาย่อมเยาจากอินเดียหลั่งไหลเข้าตลาดยาโลกได้ และสำหรับ Anthem นี่คือโอกาสในการผลิตสารออกฤทธิ์ป้อนสู่ตลาด “เราเห็นโอกาสที่ดีมากตรงนี้ในระยะยาว” Bhardwaj กล่าวระหว่างการประชุมผ่านระบบออนไลน์กับนักวิเคราะห์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    ความทะเยอทะยานในการขยายกิจการของ Anthem เผชิญกับคู่แข่งในประเทศที่ต่างพยายามแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด CRDMOกัน ทั้งนี้รายใหญ่ที่สุดทั้งในแง่รายได้และอายุกิจการคือ Syngene จากเมือง Bangalore ซึ่ง Mazumdar-Shaw ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 และนำเข้าตลาดหุ้นในปี 2015 โดย CEO อย่าง Peter Bains บอกว่า จุดแข็งของบริษัทคือประวัติอันมีที่มายาวนาน “ผู้คนมองเราแล้วเห็นความสัมพันธ์อันยาวนาน มั่นคง และประวัติความไว้วางใจกัน พร้อมผลงานที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว”


​

    Sai Life Sciences จากเมือง Hyderabad เป็นคู่แข่งอีกรายหนึ่งที่อ้างว่า มีบริษัทยา 18 แห่งจากบรรดายักษ์ใหญ่ 25 อันดับแรกของโลกเป็นลูกค้า “นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรม CRDMO” Krishna Kanumuri กรรมการผู้จัดการของ Sai Life กล่าว “ความคาดหวังของลูกค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพ และความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า”

    แม้ Bhardwaj จะยอมรับว่ามีคู่แข่งในประเทศ แต่เขาเน้นย้ำว่าความท้าทายที่แท้จริงมาจากจีนซึ่งมีผู้เล่นชั้นนำ ได้แก่ Wuxi AppTec ที่มีรายได้ต่อปี 4.55 หมื่นล้านหยวน (6.7 พันล้านเหรียญ) ในปี 2025 และ Asymchem Labs ที่ทำยอดขายได้ 6.7 พันล้านหยวนในช่วงเดียวกัน “เราสู้จีนในเรื่องขนาดไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราสู้ได้คือนวัตกรรม” เขากล่าว

    Sambasivam มองว่า ปัจจัยเกื้อหนุนประการหนึ่งคือ ผู้บริหารอันเป็นหัวใจหลักทั้ง 3 คนของ Anthem มีอุปนิสัย “คงแก่เรียน” และกระตือรือร้นที่จะทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น ในปี 2019 ทางบริษัทเป็นหนึ่งใน CRDMO รายแรกๆ ของอินเดียที่นำเคมีแบบไหล (flow chemistry) มาใช้ ตามข้อมูลของ Frost & Sullivan ได้ระบุไว้ กระบวนการนี้คือการผสมวัตถุดิบอย่างต่อเนื่องในถังปฏิกิริยาขนาด 20 ลิตร แทนวิธีดั้งเดิมที่จะผลิตชุดใหญ่เป็นครั้งคราวในภาชนะขนาด 10,000 ลิตรขึ้นไป Bhardwaj บอกว่า เคมีแบบไหลนี้มีอันตรายน้อยกว่าและควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า

    อุปสรรคอื่นๆ ที่ Bhardwaj ต้องรับมือคือการที่คู่แข่งดึงตัวบุคลากรไป เขาบอกว่า แผนให้พนักงานถือหุ้นเป็นวิธีหนึ่งในการซื้อใจทีมงาน 2,000 ชีวิต ซึ่งราว 60% มีวุฒิปริญญาเอกหรือปริญญาโทเอาไว้

    เหนือสิ่งอื่นใดความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของ Anthem คือ ชะตากรรมของบริษัทผูกติดกับความไม่แน่นอนที่ตามติดธุรกิจค้นคว้าพัฒนายาเป็นเงาตามตัว Bhardwaj บอกว่า แต่ละโครงการมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ลูกค้าอาจกลับลำกลางคัน โมเลกุลอาจสะดุดในการทดลองระยะท้ายๆ หรือไม่ผ่านการรับรองตามกฎระเบียบ ปัญหาเหล่านี้ที่สะสมตัวเรื่อยๆ ทำให้รายได้ร่วงลง 14% ในปีงบประมาณ 2023 แต่ก็กลับมาลืมตาอ้าปากได้จากการทำรายได้เพิ่มขึ้น 34% ในปีถัดมา

    Bhardwaj มองว่าในธุรกิจที่เต็มไปด้วยหลุมพรางแบบนี้ สิ่งที่ทำให้ Anthem มั่นคงอยู่ได้คือการที่ผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 3 ยังเดินไปในทิศทางเดียวกัน Satish Chander Subbanna หุ้นส่วนของ True North บริษัทไพรเวทอิควิตี้ใน Mumbai ที่เคยควักเงิน 6.2พันล้านรูปีซื้อหุ้น Anthem 8.3% เมื่อปี 2021 (แต่ปัจจุบันขายออกไปเกือบหมดแล้ว) กล่าวว่า พวกเขามี “ทักษะที่เติมเต็มกันและกัน” Subbanna ซึ่งร่วมอยู่ในคณะกรรมการบริษัทตั้งข้อสังเกตว่า “Bhardwaj เป็นนักวางกลยุทธ์ เขาดูแลการตลาดและการพัฒนาธุรกิจ ส่วน Chandrappa มีประสบการณ์ตั้งโรงงานให้ Biocon และเชี่ยวชาญด้านการผลิต ส่วน Sambasivam ดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์”


​



เรื่อง: ANURADHA RAGHUNATHAN เรียบเรียง: วินิจฐา จิตร์กรี

ภาพ: HARSHITH DAMBEKODI




​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : โกยเงินแบบ David Beckham จากแข้งซูเปอร์สตาร์ สู่โลกธุรกิจ และความมั่งคั่งพันล้าน

อ่านบทความฉบับเต็มและเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกันยายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine

Forbes Thailand September 2026