เสถียร เศรษฐสิทธิ์ นำ คาราบาวกรุ๊ป ยืนหยัดอย่างมั่นคง - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Asia
  • World >
  • เสถียร เศรษฐสิทธิ์ นำ คาราบาวกรุ๊ป ยืนหยัดอย่างมั่นคง

เสถียร เศรษฐสิทธิ์ นำ คาราบาวกรุ๊ป ยืนหยัดอย่างมั่นคง

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
06 May 2020 | 7:00 am 1767

ท่ามกลางภาวะความปั่นป่วนของตลาด เสถียร เศรษฐสิทธิ์ วัย 66 ปี ซีอีโอ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป ยังสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทยที่กำลังขยายตัว

ปัจจุบันสินค้าแบรนด์ “คาราบาวแดง” ของบริษัทเป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่มีปริมาณการจำหน่ายมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก M150 ของโอสถสภา (แซงหน้า Red Bull) กำไรสุทธิของคาราบาวกรุ๊ปในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 157% เป็น 2.5 พันล้านบาท (82 ล้านเหรียญ) โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 3.5% คิดเป็นราว 1.5 หมื่นล้านบาท

เสถียร สามารถเอาตัวรอดได้ในภาวะตลาดที่มีแต่ความผันผวน โดยที่ทรัพย์สินสุทธิของเขาลดลงเพียงแค่ 1% หรือมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 850 ล้านเหรียญ

เสถียร ก่อตั้ง คาราบาวกรุ๊ป ขึ้นในปี 2002 ร่วมกับเพื่อนอย่าง ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ซึ่งเป็นนักร้องนำวงเพื่อชีวิตสัญชาติไทยที่ได้รับความนิยมมากอย่างวงคาราบาว (ซึ่งมีความหมายว่า ควาย) ทั้งคู่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2014

เสถียร เศรษฐสิทธิ์ นำ คาราบาวกรุ๊ป ยืนหยัดอย่างมั่นคง

เสถียรตั้งความหวังไว้สูง โดยมุ่งหวังจะทำให้คาราบาวแดงเป็นเครื่องดื่มชูกำลังอันดับ 1 ในประเทศไทย และเป็น 3 อันดับแรกในโลกในแง่รายได้ ในปีนี้ผลกระทบหลักเพียงประการเดียวจากไวรัสโคโรนาก็คือ การส่งออกสินค้าไปยังตลาดจีนได้ปรับลดลง

สำหรับตลาดต่างประเทศ เครื่องดื่มชูกำลังของบริษัทวางจำหน่ายภายใต้ชื่อคาราบาว เสถียรได้จัดทำความตกลงด้านการจัดจำหน่าย และเปิดสำนักงานสาขาหลายแห่งไปเมื่อเร็วๆ นี้

เสถียร เศรษฐสิทธิ์ นำ คาราบาวกรุ๊ป ยืนหยัดอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ยังได้จดปากกาเซ็นสัญญาอันเป็นที่น่าจับตามองกับสโมสรฟุตบอลอย่าง Chelsea และเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลลีกอย่าง English Football League ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Carabao Cup รวมถึงคาราบาวกำลังจะวางจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังสูตรน้ำตาลน้อย และแบบอัดลม เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้บริโภคในตลาดโลกอีกด้วย — Ron Gluckman รายงาน


ติดตามบทความทางด้านธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเมษายน 2563
BACK TO TOP