ชาติศิริ โสภณพนิช เผยเหตุผลการเข้าซื้อ Bank Permata อินโดนีเซีย - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Asia
  • World >
  • ชาติศิริ โสภณพนิช เผยเหตุผลการเข้าซื้อ Bank Permata อินโดนีเซีย

ชาติศิริ โสภณพนิช เผยเหตุผลการเข้าซื้อ Bank Permata อินโดนีเซีย

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เผยเหตุผลในการเข้าซื้อกิจการ Bank Permata ของประเทศอินโดนีเซีย พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจธนาคารระดับภูมิภาค

ชาติศิริ โสภณพนิช

การเข้าซื้อกิจการ Bank Permata มูลค่า 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ของธนาคารกรุงเทพ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างประวัติศาสตร์การเข้าซื้อที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 76 ปีของธนาคารเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ในรอบหลายปีเช่นกัน

ข้อตกลงดังกล่าวจะเปลี่ยนสถานะของธนาคารกรุงเทพ จากธนาคารไทยรายใหญ่ที่มีเครือข่ายที่แข็งแกร่งในเอเชีย ให้กลายเป็นธนาคารที่มีรากฐานใน 2 ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นรากฐานสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นอกจากนี้ยังเป็นก้าวสำคัญของชาติศิริ โสภณพนิช ประธานธนาคารกรุงเทพ วัย 62 ปี ในการต่อยอดมรดกของครอบครัวให้เติบโตในระดับภูมิภาคตามเจตนารมณ์ของคุณปู่ ชิน โสภณพนิช ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานคนแรกของธนาคารในปี 1944

“โดยปกติเราเน้นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป” ชาติศิริ ให้สัมภาษณ์ทางวิดีโอจากสำนักงานใหญ่ของธนาคารบนถนนสีลม “เราไม่ได้เติบโตจากการเข้าซื้อกิจการ ทว่าโอกาสในอินโดนีเซียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในโลกนั้นดีเกินกว่าจะปล่อยให้ผ่านไปได้”

การควบรวมกิจการธนาคารในเอเชียครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยกำลังมองหาโอกาสการเติบโตที่อื่น เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง 

โดยในเดือนธันวาคม 2019 ทางธนาคารได้ออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการครั้งแรกถึงความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 89 ใน Bank Permata จาก Astra International และ Jardine Matheson ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Standard Chartered ในเดือนพฤษภาคม 2019 

จากนั้นจึงเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าวเป็นร้อยละ  98.71 หลังจากการเสนอซื้อภาคบังคับในเดือนตุลาคม และในที่สุด ทั้ง 2 ธนาคารก็ได้ควบรวมอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

Bank Permata ซึ่งดำเนินการภายใต้ชื่อ PermataBank มีส่วนในการขยายฐานลูกค้าใหม่ให้กับธนาคารกรุงเทพราว 4 ล้านราย จากการให้บริการ 300 สาขาทั่วประเทศ และเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ของธนาคารประมาณ 1.38 หมื่นล้านเหรียญ รวมเป็น 1.26 แสนล้านเหรียญในไตรมาสแรก “PermataBank เป็นการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์” ชาติศิริกล่าว

“ตลาดในภูมิภาคกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งกว่าประเทศไทยมาก และด้วย [เงินกู้] ระหว่างประเทศที่มีมูลค่ามากกว่าร้อยละ 24 ของพอร์ตการลงทุนของเรา เราสามารถคาดหวังสิ่งนี้เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องได้” 

ภารกิจครั้งนี้นับเป็นการตัดสินใจที่หล้าหาญของผู้บริหารระดับสูงรุ่นที่สามของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เพื่อประคองการเติบโตอีกครั้ง หลังจากในช่วงที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของบิดาและคุณปู่ของชาติศิริ ธนาคารได้ต่อสู้กับความผันผวนในตลาดบ้านเกิดของตน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ไม่เพียงเท่านี้ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังได้ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยมีธุรกิจขนาดเล็กจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด 

ด้วยเหตุนี้ การติดเชื้อระลอกที่ 3 จึงยิ่งทำให้ทำให้ความหวังในการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วลดลง “ผู้คนค่อนข้างระมัดระวังในการใช้จ่าย” ชาติศิริ ซึ่งครองอันดับที่ 32 จากการจัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทยประจำปี 2021 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.15 พันล้านเหรียญกล่าว

ชาติศิริ โสภณพนิช

ในทำนองเดียวกัน การระบาดใหญ่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งมีกำไรสุทธิต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีในปี 2020 ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงธนาคารกรุงเทพ 

ขณะที่หุ้นของบริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แตะระดับต่ำสุดที่ 88 บาท (2.73 เหรียญ) ในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี แม้ว่าราคาหุ้นจะฟื้นตัวมาอยู่ที่ประมาณ 115 บาทแล้วก็ตาม แต่ก็ยังซื้อขายต่ำกว่าระดับปี 2011

ด้านธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิที่ลดลงมากที่สุดในปี 2020 ทั้งยังต้องสำรองหนี้เสียจากความกังวลเรื่องหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 เป็น 1.72 หมื่นล้านบาท (541 ล้านเหรียญ) ต่อปี 

ล่าสุด ธนาคารกรุงเทพได้รับการจัดอันดับให้เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยพิจารณาจากสินทรัพย์รวม และครองอันดับที่ 14 ในด้านผลกำไร ในการจัดอันดับ Forbes Global 2000 บริษัทเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกประจำปี 2021

“หากคุณเป็นธนาคารในประเทศไทย คุณต้องมีกลยุทธ์การเติบโต การเข้าสู่อินโดนีเซียของธนาคารกรุงเทพจึงสมเหตุสมผลเป็นอย่างดี” V. Shankar ซีอีโอ Gateway Partners บริษัทไพรเวทอิควิตี้ และอดีตนายธนาคารอาวุโสกล่าว

การขยายสู่อินโดนีเซียถือเป็นก้าวสำคัญในหลายระดับ อย่างแรกคือขนาด อินโดนีเซียมีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ราว 276 ล้านคน โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 30 ปี และในอีก 4 ปีข้างหน้าจะมีประชากรอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอีก 30 ล้านคน ทำให้มีแรงงานเข้าสู่ระบบอีกเป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก

ในทางตรงกันข้าม ประชากรกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยกว่าร้อยละ 20 ของประชากร 67 ล้านคนมีอายุมากกว่า 60 ปีในปีนี้ มีแนวโน้มการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานลดลง เช่นเดียวกับการเติบโตของ GDP ซึ่งหดตัวร้อยละ 6.1 ในปีที่แล้ว

สำหรับในปีนี้ เศรษฐกิจของประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 3 ในขณะที่อินโดนีเซียจะเติบโตร้อยละ 4.5% ตามการคาดการณ์ของ ADB ในเดือนเมษายน “เราเห็นศักยภาพในการเติบโตของอินโดนีเซียในอีก 10 หรือ 20 สิบปีข้างหน้า ซึ่งอยู่ในระดับที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต ภาคบริการ และการบริโภค” ชาติศิริกล่าว

ในทางกลับกัน โอกาสเหล่านี้จะขยายไปถึงลูกค้าทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึงฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่กระตือรือร้นที่จะทำธุรกิจในอินโดนีเซีย “การลงทุนของบริษัทไทยในอินโดนีเซียมีหลายระดับ” ชาติศิริกล่าว พร้อมยกตัวอย่างบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายถ่านหินรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน)

ขณะที่ลูกค้าชาวอินโดนีเซียก็สามารถเข้าถึงเครือข่ายระหว่างประเทศของธนาคารกรุงเทพได้ เห็นได้จากการมีสาขาในประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่เปิดให้บริการเป็นเวลาอย่างน้อย 25 ปี และในบางกรณีนานกว่า 60 ปี เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และโตเกียว 

ด้านสินเชื่อต่างประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าการเติบโตของสินเชื่อทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะอยู่ระหว่างร้อยละ 3 ถึง 4 ในปีนี้ เนื่องจากธนาคารตั้งเป้าว่าจะมีลูกค้าองค์กรใหม่ เช่น ในประเทศจีนที่ต้องการกระจายและลงทุนในอาเซียน

ทั้งนี้ การควบรวมกิจการของ Permata ได้ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เป็น 77,000 ล้านบาทในปีที่แล้ว และล่าสุด ทางธนาคารได้เดินหน้าปรับคณะกรรมการบริหารที่ Permata และอัดฉีดเงินทุนใหม่จำนวน 744 ล้านเหรียญ

ในทางกลับกัน ประเทศไทยก็กำลังได้รับอานิสงส์จากการส่งออกที่ฟื้นตัวจากอุปสงค์ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานลูกค้าของธนาคารกรุงเทพ โดยประมาณ 1 ใน 3 ของสินเชื่อล้วนมาจากฝั่งผู้ผลิต ในขณะที่อีก 1 ใน 4 เป็นของ SMEs 

ณ สิ้นไตรมาสแรก สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารกรุงเทพอยู่ที่ร้อยละ 3.7 จากร้อยละ 3.9 ณ สิ้นปีที่แล้ว โดยธนาคารกรุงเทพรายงานผลประกอบการแข็งแกร่งเกินคาดที่ 6.9 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากไตรมาสก่อน

“ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับบริษัทขนาดใหญ่ คือความสามารถในการแข่งขันหลักของ BBL [ธนาคารกรุงเทพ] แม้ว่า ROE ระยะยาวจะอยู่ที่ร้อยละ 7.8 แต่กลับถูกชดเชยด้วยงบดุลที่แข็งแกร่งและครอบคลุม NPL สูง” Parson Singha ผู้อำนวยการอาวุโสของ Fitch Ratings (Thailand) กล่าว พร้อมคาดการณ์ว่า สินเชื่อขององค์กรจะเติบโตที่อัตราร้อยละ 3 ในปีนี้

ชาติศิริ โสภณพนิช

ชาติศิริ ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกรุงเทพมาตั้งแต่ปี 1994 (นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตของ Forbes Thailand) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ธนาคารกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทว่าเพียงสามปีต่อมา วิกฤตการเงินในเอเชียก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเงินบาทลอยตัวในเดือนกรกฎาคม 1997 ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ประสบปัญหาหนี้ค้างชำระจำนวนมหาศาล และนำมาซึ่งการล่มสลายของบริษัทการเงินไทย 56 แห่ง เช่นเดียวกับมูลค่าตลาดของธนาคารกรุงเทพที่ลดลงร้อยละ 75 เป็น 2 พันล้านเหรียญ

ชาติศิริต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในอาชีพการงานของเขา แต่ด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี เราสามารถชำระหนี้เสียในงบดุลของธนาคาร และขายหุ้นของครอบครัวบางส่วนในบริษัทเพื่อนำเงินทุนใหม่มาใช้ และทำให้ธนาคารกรุงเทพกลับมาเติบโตอย่างมั่นคง 

อย่างไรก็ดี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพกำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งใหม่ อย่างธนาคารกสิกรไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ที่เป็นคู่แข่ง ทั้งในด้านมูลค่าตามราคาตลาดและกำไรสุทธิ 

“[ธนาคาร] ดูเหมือนจะสร้างขีดความสามารถด้านดิจิทัลได้ช้ากว่าคู่แข่ง” Harsh Wardhan Modi หัวหน้านักวิจัยการธนาคารจาก JPMorgan ในสิงคโปร์ระบุในรายงานที่มีการจัดอันดับธนาคาร

การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลทั่วโลก เห็นได้จากค่าใช้จ่ายด้านไอทีของธนาคารในไตรมาสที่ 4 ที่มีมูลค่าสูงขึ้นจนทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานภาพรวมสูงขึ้น “มีแนวโน้มว่าธนาคารอาจต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในอีกสองถึงสามปีข้างหน้า” Modi กล่าว 

สำหรับประเด็นนี้ ชาติศิริระบุว่า “ธนาคารกรุงเทพดำเนินการเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว” พร้อมเสริมว่า นวัตกรรมบางอย่างของธนาคารอาจไม่ชัดเจนจากภายนอก เนื่องจากจำกัดอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เช่น การอัปเกรดระบบภายในของธนาคาร การขยายแพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนสำหรับการเงินและการค้าระหว่างประเทศ

Permata มีความสามารถด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง “ระบบธนาคารบนมือถือของพวกเขาดีมาก ค่อนข้างโดดเด่น” ชาติศิริกล่าว เขาชี้แจงอย่างชัดเจนว่าธนาคารของเขาต้องลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น “เราจำเป็นต้อง. . .  เปลี่ยนแปลงตัวเองในกระบวนการดิจิทัล เปลี่ยนความคิดของผู้คนให้ก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่ง และใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ และการเรียนรู้ของปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้การสนับสนุนแก่ลูกค้าของเราได้ดียิ่งขึ้น”

แปลและเรียบเรียงจากบทความ Bangkok Bank’s Landmark Deal Opens Path To Southeast Asian Expansion เผยแพร่บน Forbes.com

อ่านเพิ่มเติม: Pierre Chen มหาเศรษฐีเทคโนโลยีไต้หวัน หนึ่งในนักสะสมงานศิลปะชั้นนำของเอเชีย

BACK TO TOP