Jack Ma ขยายขนาดหัวใจการกุศล - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Asia
  • World >
  • Jack Ma ขยายขนาดหัวใจการกุศล

Jack Ma ขยายขนาดหัวใจการกุศล

Forbes Thailand / Admin
24 Mar 2020 | 8:00 am 3085

ขยายขนาดหัวใจ Jack Ma หันทุ่มเทให้กับงานการกุศล หวังปูพื้นฐานอย่างยั่งยืน

“หลายคนบอกว่า ผมอยู่ในกลุ่มคนที่รวยที่สุดในประเทศจีน แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่เงินของผม” Jack Ma กล่าว “มันคือเงินของคนที่เชื่อใจคุณ ดังนั้นจึงต้องใช้อย่างฉลาดและในทางที่ดี” ขณะให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Forbes Asia เมื่อเดือนตุลาคม

Ma อธิบายถึงความตั้งใจล่าสุดของเขา นั่นคือ การทำบุญ หลังจากที่เขาใช้เวลาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาในการสร้าง Alibaba Group ยักษ์ใหญ่ในโลกอินเทอร์เน็ตจาก Hangzhou ประเทศจีน

เพียงกว่า 1 ปีที่ผ่านมานี้เองเขาก็ประกาศว่า เขาจะก้าวลงจากตำแหน่ง พร้อมยกหน้าที่ประธานกรรมการบริหารให้กับ Daniel Zhang ซีอีโอ Alibaba

“ผมจะทุ่มเทเวลาและความพยายามให้กับการศึกษา การกุศลและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” Ma เขียนไว้ในจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ถือหุ้น (และคนทั่วโลก) นั่นคือ จุดเปลี่ยนที่ Ma วางแผนมาเป็น10 ปี

“ตอนที่ Alibaba ครบรอบ 10 ปี ผมเริ่มคิดว่าควรเตรียมตัวเกษียณได้แล้ว วันนั้นผมตัดสินใจว่า เมื่อครบรอบ 20 ปีในวันที่ 20 กันยายน 2019 ผมจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว” เขาบอกกับ Steve Forbes ในงาน Forbes Global CEO Conference ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนตุลาคม หลังคว้ารางวัล Malcolm S. Forbes Lifetime Achievement Award

Ma ซึ่งเพิ่งจะอายุครบ 55 ปี กำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการทำงาน แต่เขาบอกว่าเขามีประสบการณ์ในด้านนี้มาไม่น้อยอย่าง Alibaba ก็มีโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมมานานแล้ว

ในปี 2006 Alibaba เปิดตัวโครงการการกุศลขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยเหลือบรรดาแม่ผู้ด้อยโอกาสในประเทศจีน จนได้รับการขนานนามว่าเป็นต้นแบบโครงการเพื่อแม่ จนถึงวันนี้มีแม่ประมาณ 2 หมื่นคนที่ได้รับการฝึกอบรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมทุนสนับสนุนให้เป็นผู้ประกอบการออนไลน์

Alibaba วางพันธกิจสำคัญไว้ในปี 2010 เมื่อบริษัทเริ่มปันส่วนรายได้ 0.3% ให้กับการกุศล 2 ปีต่อมาพวกเขาก่อตั้ง มูลนิธิ Alibaba Foundation เพื่อบริหารกิจกรรมการกุศลต่างๆ ในปีงบประมาณ 2019 บริษัทมีรายได้ 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ 0.3% ก็เท่ากับ 168 ล้านเหรียญ (Alibaba ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่แท้จริง)

Ma เริ่มงานการกุศลของตัวเองในปี 2014 โดยก่อตั้งมูลนิธิ Jack Ma Foundation ขึ้นและในเดือนเมษายนปีเดียวกันนั้นเอง (ราว 6 เดือนก่อนที่ Alibaba จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรกในตลาด New York Stock Exchange) Ma แบ่งหุ้น 35 ล้านหุ้นให้กับมูลนิธิของตนเอง เวลานี้ Jack Ma Foundation มีหุ้นของ Alibaba 23 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.6 พันล้านเหรียญ

ข้อมูลจาก Alibaba เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ Jack Ma Foundation ก่อตั้งขึ้น มูลนิธิได้บริจาคหรือมีโครงการบริจาคเงินไม่ต่ำกว่า 300 ล้านเหรียญแล้ว เช่น ในปีนี้มูลนิธิมีโครงการมอบเงิน 14 ล้านเหรียญสนับสนุนการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำใน Hangzhou แม้ว่าเงินสนับสนุนโครงการต่างๆ ของมูลนิธิโดยมากแล้วมาจากมูลนิธิเอง แต่ก็มีการรับเงินบริจาคเล็กๆ น้อยๆ จากคนนอกมาช่วยเหลือโครงการบางส่วนเช่นกัน

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Jack Ma Foundation ยังร่วมมือกับ Alipay Foundation และ Joe Tsai Foundation ในโครงการระยะเวลา 10 ปีเพื่อมอบเงิน 143 ล้านเหรียญสนับสนุนการพัฒนาวงการฟุตบอลหญิงของประเทศ (มูลนิธิ Alipay Foundation เป็นส่วนหนึ่งของ Ant Financial ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Alibaba

ขณะที่ Joe Tsai ผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba Group เป็นผู้สนับสนุนด้านเงินทุน ให้แก่ Joe Tsai Foundation) นอกจากประเทศจีนแล้ว มูลนิธิยังให้ความช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ในแอฟริกา ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง Ma ต้องการให้มูลนิธิของตนส่งแรงกระเพื่อมออกไปให้มากที่สุด

“การทำบุญเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ ถ้าจ่ายแค่ 3 เหรียญได้ จะต้องจ่าย 5 เหรียญไปทำไมถ้าสามารถทำงานให้เสร็จได้ใน 2 ชั่วโมง จะต้องทำ 4 ชั่วโมงไปทำไม ผมนำวิธีที่ผมใช้ฝึกบริหารบริษัทมาบริหารองค์กรการกุศล”

View this post on Instagram

Jack Ma วัย 55 ปี กำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่แห่งการให้ • ย้อนกลับไปเมื่อปี 2006 Alibaba ได้เปิดตัวโครงการการกุศลขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยเหลือบรรดาผู้ด้อยโอกาส จนกระทั่งปี 2014 ได้ต่อยอดมาสู่การก่อตั้ง Jack Ma Foundation พร้อมกับที่เขาได้แบ่งหุ้น 35 ล้านหุ้นให้กับมูลนิธิของตนเอง • ส่งผลให้ในเวลานี้ Jack Ma Foundation มีหุ้นของ Alibaba 23 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.6 พันล้านเหรียญ เป็นทุนตั้งต้นให้มูลนิธิดำเนินการด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อมตามที่ปณิธานที่เขาตั้งไว้ #ForbesThailand #Philanthropy #JackMa #Alibaba #JackMaFoundation

A post shared by Forbes Thailand Magazine (@forbesthailand) on

Ma ให้ความสำคัญกับประเทศจีนเป็นหลัก เขาเคยเป็นครูมาก่อน จึงสนใจการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ยากจนเป็นพิเศษ มูลนิธิของเขามีโครงการสนับสนุนทางการเงิน 75 ล้านเหรียญ เพื่อฝึกอบรมครูและครูใหญ่ ร่วมกับความพยายามอื่นๆ ด้านการศึกษา

แม้งานการกุศลกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในประเทศจีน แต่ Ma บอกว่ายังคงมีอะไรให้ทำอีกมาก เหตุผลหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญกับประเทศจีนเป็นหลักก็เพราะต้องการพัฒนาและทดสอบแนวคิดต่างๆ ในประเทศจีนเสียก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ที่อื่นได้ อีกแรงจูงใจหนึ่งคือ เขาเชื่อว่าประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกนั้นมีศักยภาพที่จะทำอะไรได้อีกมาก

“การทำบุญคือ วัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศจีน แต่ประเทศจีนจะต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งความใจบุญสุนทานขึ้นด้วย” Ma อยากจะวางหลักสูตรทางวิชาการว่าด้วยการกุศลขึ้นในประเทศจีน

“ผมอยากพัฒนาวิชาสำหรับมหาวิทยาลัย (ในประเทศจีน) เพื่อสอนให้คนรู้จักวิธีการทำงานการกุศล” เหมือนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวในงานสัมมนา Forbes Global CEO Conference ว่า “ผมเชื่อว่าสักวันประเทศจีนจะมีนักธุรกิจนับร้อยนับพันคนที่จะสร้างโครงการการกุศลหรือมูลนิธิของตัวเองขึ้นมา”

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 Ma เดินทางไปยังประเทศกานาเพื่อรับหน้าที่กรรมการตัดสินรางวัล African Netpreneur ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกและมีมูลนิธิของเขาเป็นผู้สนับสนุน โดยมีการถ่ายทอดสดขั้นตอนต่างๆ ไปทั่วทวีปแอฟริกาผ่านทางรายการ Africa’s Business Heroes ซึ่งเป็นรายการที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นผู้ประกอบการขึ้นในแอฟริกา

“ถ้าเราสามารถค้นพบและให้ความช่วยเหลือคนอย่าง Jack Ma, Bill Gates หรือ Warren Buffett ได้ แอฟริกาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” Ma กล่าว

มูลนิธิ Jack Ma Foundation มีสำนักงานเพียงแห่งเดียว มีพนักงานประจำไม่ถึง 30 คน อาจจะฟังดูเล็ก แต่เมื่อนึกย้อนไปในปี 2000 เวลานั้น Alibaba มีพนักงานเพียง 150 คน แต่ Ma ประกาศเจตนารมณ์ผ่าน Forbes ว่า เขาจะทำให้ Alibaba เป็นเว็บไซต์อันดับ 1 ใน 10 ของโลกให้ได้

เมื่อถามว่า Jack Ma Foundation จะเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า ดูเหมือนว่า Ma จะมีแผนอยู่แล้ว

เรื่อง: Justin Doebele เรียบเรียง: ปาริชาติ ชื่นชม


คลิกอ่านฉบับเต็ม “ทำเนียบ “เศรษฐีใจบุญ” แห่งทวีปเอเชียประจำปี 2019 ” ได้ที่ นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับกุมภาพันธ์ 2563 ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP