Vlad Tenev ปฏิวัติ Robinhood จนก้าวขึ้นสู่บริษัทโบรกเกอร์ระดับโลก มูลค่าเกือบ 9.8 หมื่นล้านเหรียญ

Vlad Tenev ปฏิวัติ Robinhood จนก้าวขึ้นสู่บริษัทโบรกเกอร์ระดับโลก มูลค่าเกือบ 9.8 หมื่นล้านเหรียญ

FORBES THAILAND / ADMIN
06 Jan 2026 | 08:00 AM
READ 162

Vlad Tenev แจ้งเกิดด้วยการระเบิดโมเดลค่าธรรมเนียมของ Wall Street เสียกระจุย และในวันนี้การที่เขาโอบกอดเงินคริปโตอย่างเต็มตัวก็ช่วยให้เขามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 6 เท่า เป็น 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการเดินหน้าบุกยึดตลาดบริการด้านการเงินทั่วโลก โดยใช้ทั้งหุ้นโทเคน (หุ้นที่ถูกแปลงเป็นโทเคน) การลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการชิงชัยเพื่อให้ได้ครอบครองเส้นทางถ่ายโอนความมั่งคั่ง 124 ล้านล้านเหรียญจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า


    บรรดานักการเงินสายคริปโตนั้นดูเผินๆ ไม่น่าจะอยากมาเป็นแขกของ Château de la Croix des Gardes คฤหาสน์ยุค Belle Époque ขนาด 25 เอเคอร์ บนเนินเขาที่มองลงมาเห็นอ่าว Bay of Cannes แต่ท่ามกลางแดดจัดยามบ่ายในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 

    วันนี้ Robinhood เชิญพวกเขามายึดครองคฤหาสน์หลายชั้นแห่งนี้ซึ่งมีชื่อเสียงมาจากภาพยนตร์ของ Alfred Hitchcock เรื่อง To Catch a Thief เพื่อใช้จัดงาน “To Catch a Token” งานชุมนุมชาวคริปโตที่จัดโดย Johann Kerbrat ผู้นำสายธุรกิจคริปโตของ Robinhood ซึ่งพักอาศัยอยู่ในแถบชายฝั่ง Côte d’Azur (French Riviera) มานานแล้ว

    งานเปิดฉากอย่างอลังการเหมือนงานฉายภาพยนตร์ด้วยวิดีโอของ Vlad Tenev ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Robinhood ขับรถ Jaguar E-Type ปี 1962 สีมิดไนต์บลูเปิดประทุนแล่นไปตามถนนเลียบผาเลียนแบบฉากเปิดตัว Cary Grant ในหนังของ Hitchcock และเมื่อวิดีโอจบ Tenev ก็เดินออกมายืนบนเวทีในชุดสูทพินสไตรป์สีขาวของ Tom Ford ผูกผ้าพันคอแบบแอสคอตสีขาวดำ ในมือถือกระเป๋าเอกสารสีเขียว



    เขาทักทายแขกในงานกว่า 300 คนซึ่งเป็นแขกรับเชิญทั้งหมดในนั้นมี Vitalik Buterin ผู้สร้างเหรียญ Ethereum และเหล่าผู้บริหารระดับสูงจากยักษ์ใหญ่ในสังเวียนการเงินอย่าง JPMorgan, Mastercard และ Stripe ด้วยการที่เขาเปิดตัวอย่างเท่แบบนี้ก็ถือว่าไม่ได้มากเกินไป เพราะปัจจุบันราคาหุ้น Robinhood ต่อหุ้นอยู่ที่ 111 เหรียญ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขึ้นมาจากปี 2024 ถึง 384%

    ทำให้บริษัทโบรกเกอร์รายนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market cap) เกือบ 9.8 หมื่นล้านเหรียญ และติดกลุ่ม 250 บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปี 2024 บริษัทมีกำไร 1.4 พันล้านเหรียญจากรายได้เกือบ 3 พันล้านเหรียญ ปัจจุบันมีสินทรัพย์ 2.55 แสนล้านเหรียญและมีอัตราการเติบโตของเงินฝากสุทธิ 44%


1 สัปดาห์ก่อนที่เขาจะขึ้นเวทีแบบอลังการที่คฤหาสน์ในฝรั่งเศส Vlad Tenev พูดถึงงานอีเวนต์แนวนั้นว่าเป็น “วิธีโชว์ให้โลกเห็นว่าเรากำลังทำอะไร” กับผลิตภัณฑ์ใหม่ “แล้วมันก็กระตุ้นความฮึกเหิมได้ดีมากด้วย”


    ในปี 2024 ในส่วนของบัญชีซื้อขายหุ้นที่เคลื่อนไหวเป็นประจำหรือเป็นบัญชีที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนนั้น Robinhood มีอยู่ 26 ล้านบัญชีและกำลังไล่ตีตื้น Schwab ที่มี 37 ล้านบัญชีได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่ใหญ่กว่า E-Trade ของ Morgan Stanley 3 เท่า และใหญ่กว่า Merrill Lynch 6 เท่า ส่วนทรัพย์สินส่วนตัวของ Tenev โดดขึ้น 6 เท่าในปีเดียวจนเป็น 6.1 พันล้านเหรียญ

    CEO วัย 38 ปี คนนี้เคลื่อนไหวไม่หยุด ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเขาไปเทศนาให้สาธุชนบิตคอยน์ 35,000 คนในเมือง Las Vegas ฟังถึงวิธีการที่คริปโตจะพลิกการเงินโลกได้มากยิ่งกว่าเดิมด้วยการแปลงสินทรัพย์เป็นเหรียญโทเคน (tokenization) กระบวนการนี้คือการแปลงสินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ ให้เป็นโทเคนดิจิทัลที่ซื้อขายกันได้ทั้งวันทั้งคืนบนเครือข่ายบล็อกเชน

    หลังจากนั้นเขาโดดไปเมือง Tampa เพื่อร่วมงานประชุมของพวกที่ปรึกษาการลงทุนขึ้นทะเบียน แล้ว 2-3 สัปดาห์ต่อมาเขาก็ไปอยู่ที่สำนักงานหรูของ Robinhood ในเขต Manhattan เพื่อปราศรัยประจำปีกับผู้ถือหุ้น “อาทิตย์นี้ผมอยู่ New York แล้วไปฝรั่งเศส แล้วก็สหราชอาณาจักร” เขาทบทวนก่อนจะเริ่มไล่รายชื่อสำนักงานของ Robinhood สิบกว่าแห่งทั้งในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย “ผมต้องแวะไปแต่ละที่อย่างน้อยปีละครั้ง แล้วมันก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ”

    ถึงเขาจะหน้าเด็ก ไว้ผมยาวถึงคอ และไว้หนวดเคราเหมือน Errol Flynn ในภาพยนตร์เรื่อง Robin Hood ฉบับปี 1938 แต่ทุกวันนี้ Tenev พูดจาเหมือน CEO บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ผู้คร่ำหวอดในวงการมานาน บริษัทโบรกเกอร์หน้าใหม่ที่ผลิบานขึ้นมาจากกองเถ้าถ่านของวิกฤตการณ์ด้านการเงินระดับโลกและกระแส Occupy Wall Street (ยึด Wall Street) วันนี้เติบใหญ่ และอยากจะก้าวขึ้นเป็นบริษัทการเงินที่ให้บริการแบบที่เดียวครบจบแก่คนรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมเทคโนโลยีและชอบทำธุรกรรมดิจิทัล 

     Cerulli Associates ชี้ว่า ภายใน 20 ปีข้างหน้าคนรุ่นนี้น่าจะได้รับการถ่ายโอนสินทรัพย์รวมประมาณ 124 ล้านล้านเหรียญ โดยส่วนใหญ่ตกทอดมาจากพ่อแม่ที่เป็นคนรุ่นบูมเมอร์

    งานชุมนุมที่ Château เป็นงานนานาชาติที่เน้นคริปโตเป็นหลักครั้งแรกของ Robinhood งานนี้เต็มไปด้วยการแถลงข่าว เริ่มต้นจากเดือนกรกฎาคม Robinhood จะเปิดให้ผู้ใช้งานในยุโรปซื้อขาย “โทเคนหุ้น” ในบล็อกเชนได้ โดยถือเป็นอนุพันธ์ที่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ซึ่งจะเคลื่อนไหวตามราคาหุ้นและกองทุนรวมดัชนี (ETF) ในสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงโทเคนหุ้นใหญ่สายเทคที่ไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์อย่าง SpaceX และ OpenAI ด้วย โดยการซื้อขายจะปลอดค่าธรรมเนียมและเปิดตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ 

    ข่าวต่อมาคือ ในที่สุดการล็อกสินทรัพย์ดิจิทัล (crypto staking) ก็ได้รับอนุญาตแล้วสำหรับลูกค้าในสหรัฐฯ กล่าวคือ เป็นการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาล็อกไว้ในเครือข่ายบล็อกเชนอย่าง Ethereum หรือ Solana เพื่อสร้างรายได้ ส่วนข่าวต่อมาคือ การที่ Robinhood เข้าซื้อกิจการ Bitstamp ตลาดซื้อขายคริปโตสัญชาติ Luxembourg ในเดือนมิถุนายนด้วยราคา 200 ล้านเหรียญนั้นจะช่วยปลดล็อกสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่ระบุวันหมดอายุสำหรับเหรียญบิตคอยน์และอีเธอร์สำหรับลูกค้าในยุโรปภาคพื้นทวีปได้ และสุดท้าย Robinhood กำลังวางรากฐานให้ทุกเรื่องที่กล่าวมาด้วยการสร้างบล็อกเชนของตัวเอง

    “พวกเราในฐานะตัวแทนอุตสาหกรรมกำลังยืนอยู่ในจุดสำคัญที่ริมหน้าผา” Tenev บอกเหล่า VIP ที่นั่งพัดเยิบท่ามกลางอากาศร้อนของแถบ Riviera “เรามีโอกาสพิสูจน์ให้โลกได้เห็นแล้วถึงเรื่องที่เราเชื่อมาตลอดว่า คริปโตเป็นมากกว่าแค่สินทรัพย์เก็งกำไร มันมีศักยภาพพอจะเป็นกระดูกสันหลังของระบบการเงินโลกได้ และเราหวังว่าเราจะเปลี่ยนจากแค่ความเป็นไปได้ให้กลายเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

    ถ้าอยากเข้าใจแผนล้มล้างระบบเก่าของ Tenev ก็ต้องย้อนกลับไปดูอดีตอันแปรปรวนของ Robinhood เมื่อปี 2013 Tenev กับผู้ร่วมก่อตั้ง Baiju Bhatt ซึ่งจบปริญญาตรีฟิสิกส์และคณิตศาสตร์จาก Stanford กันทั้งคู่มองว่าถึงเวลาแล้วที่จะพลิกโลก หลังจากเรียนจบพวกเขาพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดยักษ์ที่ครอง Wall Street ด้วยวิธีการซื้อขายความถี่สูง (HFT) มันคือวิธีการใหม่

    ในตอนนั้นที่พวกกองทุนใช้ล่าปริมาณการซื้อขาย ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทุนสวาปามเข้าไปได้อย่างแทบไม่มีวันอิ่มและยินดีควักเงินจ่ายเพื่อให้ได้มา และเมื่อ Tenev กับ Bhatt มองเห็นแล้วว่านักลงทุนรายย่อยที่คุ้นเคยกับการจ่ายค่าธรรมเนียม 10 หรือ 25 เหรียญต่อการเทรด 1 ครั้งให้แก่โบรกเกอร์อย่าง Charles Schwab, Fidelity และ Merrill Lynch น่าจะเป็นแหล่งปริมาณการซื้อขายชั้นดี

    พวกเขาจึงสร้างแอปมือถือที่ใช้งานง่ายและสนุกสำหรับนักเทรดมือใหม่โดยตัดเรื่องมูลค่าการเทรดขั้นต่ำและค่าคอมมิชชั่นออกไป เพราะพวกเขารู้ว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่จะเป็นผู้จ่ายเงินค่าดำเนินการเทรดสำหรับลูกค้าของกองทุนให้พวกเขาเอง จากนั้นพวกเขาทำการตลาดแพลตฟอร์มปลอดค่าธรรมเนียมของตัวเองโดยใช้สโลแกนว่า เป็นการนำประชาธิปไตยมาสู่การลงทุน แล้วก็เปิดตัวแพลตฟอร์มให้น่าตื่นเต้นเหมือนเปิดตัววิดีโอเกมสุดฮิตเกมใหม่

    ก่อนการเปิดตัว Robinhood มีคนเข้าคิวรอโหลดแอปนี้จาก App Store ของ Apple ถึงเกือบ 1 ล้านคน และเมื่อถึงเดือนกันยายน ปี 2019 พวกเจ้าเก่าอย่าง Charles Schwab, E-Trade, Fidelity และ TD Ameritrade ก็ต้องยอมยกเลิกค่าธรรมเนียมบ้าง ยิ่งตอกย้ำว่าแนวทางของดาวรุ่งรายนี้คือมาตรฐานใหม่ของวงการจริงๆ

    แต่ชัยชนะกลับอยู่ไม่นานนัก ช่วงต้นปี 2021 หลังจากที่แอปนี้มียอดซื้อขายโตระเบิด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการล็อกดาวน์หนีโควิดและเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจหลายล้านเหรียญ Robinhood กลับกลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุเพลิงซึ่งพัดถล่มมาจากหน่วยงานกำกับดูแลเมื่อเกิดกระแสชาวบ้านเล่นตลกซื้อหุ้น GameStop กันอย่างบ้าคลั่ง

    เรื่องมันเริ่มต้นมาจากกลุ่มผู้ใช้งาน Reddit ชื่อ WallStreetBets ช่วยกันปั่นราคาหุ้น GameStop จนพุ่งทะยานโดยที่ไม่มีใครสนใจเลยว่าฐานะการเงินที่แท้จริงของเครือร้านเกมรายนี้กำลังสิ้นหวังแค่ไหน ความผันผวนชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในครั้งนี้ ทำให้หน่วยงานศูนย์กลางชำระราคาต้องเรียกเก็บเงินประกันมหาศาลจาก Robinhood จน Tenev ต้องระงับการซื้อหุ้นตัวนี้บนแพลตฟอร์ม ตามมาด้วยความโกรธเกรี้ยวจากลูกค้า ถูกชาวบ้านด่าเป็นผู้ร้าย ถูกสภาคองเกรสเรียกไต่สวน แถมยังถูกผู้คนตั้งคำถามเรื่องที่มีหนุ่มนักเทรดออปชั่นบน Robinhood ฆ่าตัวตายด้วย

    แต่แทนที่ Tenev จะถอย ปัญหาอีรุงตุงนังจากหุ้น GameStop กลับเปิดโปงให้เขาได้เห็นว่าระบบการเทรดหุ้นของสหรัฐฯ นั้นเชย ไม่โปร่งใส และชักช้าแค่ไหน Tenev จึงตกผลึกสิ่งที่เขาคิดมาตลอดได้ “เราจะเอาหุ้นมาเทรดบนบล็อกเชนได้ไหม” เขากล่าว ผมเชื่อว่าการเอาหุ้นมาซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันมันมีมูลค่า

    Robinhood เริ่มต้นความพยายามด้วยการนำระบบดั้งเดิมมาปรับให้ทันสมัยขึ้นโดยจับมือกับแพลตฟอร์มทางเลือกอย่าง Blue Ocean แห่งเมือง West Palm Beach เพื่อยืดระยะเวลาเทรดในแต่ละวัน แต่เขาเจอทางตัน “ตอนนั้นผมไม่ได้ตระหนักเลยว่าการเปลี่ยนองค์ประกอบในโครงสร้างพื้นฐานพวกนี้จะยากเพราะมีหลายสิ่งที่ต้องพึ่งพามันอยู่ บางทีผมอาจจะคิดง่ายไปหน่อย” Tenev ยอมรับ

    ในขณะเดียวกัน Kerbrat ผู้นำฝ่ายคริปโตของเขาก็มองหาทางอื่นไปด้วยเพื่อจะทำให้ไอเดียนี้เป็นจริง ในเมื่อหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาล Biden มีจุดยืนที่ระมัดระวังเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล ทีมนี้จึงหันไปทดลองที่ยุโรปซึ่งวางกฎเกณฑ์รองรับไว้แล้ว 

    “บางครั้งการเริ่มวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ตั้งแต่ต้นก็ง่ายกว่า เราเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้เอาไปปรับใช้กับเขตอำนาจไหนก็ได้ แล้วสักพักเราก็จะคิดออกเองว่าจะใช้กับทั่วโลกได้ยังไง” Tenev กล่าว เขารู้ดีว่าเครื่องจักรผลิตปริมาณการเทรดที่อู้ฟู่ของเขาจะยิ่งเติบโตเป็นทวีคูณเมื่อนักลงทุนจากทั่วโลกเริ่มวิ่งเข้ามาเทรดหุ้นสหรัฐฯ เหมือนที่ซื้อขายเหรียญมีม

    ระหว่างที่ Kerbrat ลงมือแปลงทรัพย์สินเป็นโทเคนในยุโรป Robinhood ก็ปรับโฉมตัวเองในประเทศอื่นๆ ไปพร้อมกัน เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2024 Bhatt ซึ่งปัจจุบันมีทรัพย์สิน 6.7 พันล้านเหรียญลาออกจากบริษัท (หลังจากสละตำแหน่ง CEO ร่วมเมื่อปี 2020) เพื่อไปสร้างธุรกิจใหม่ในวงการพลังงานแสงอาทิตย์จากอวกาศ และแม้คดีความจากลูกค้าหุ้น GameStop ยังคาราคาซังอยู่

    แต่ Tenev ก็ขยันออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาเป็นระลอก ทั้งบัญชีเงินออมเกษียณอายุ (IRA) บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง บัตรเครดิตที่ให้แคชแบ็ก 3% (มีลูกค้าจ่อคิวรอแล้ว 3 ล้านคน) ธนาคารส่วนตัวที่ให้บริการส่งเงินสดถึงบ้าน และเครื่องมือซื้อขายออปชั่นที่มีสามารถทำงานซับซ้อนได้อย่างที่เคยใช้กันแค่ในกลุ่มนักลงทุนสถาบันเท่านั้น จึงทำให้ Robinhood กลายเป็น “กับดักหนูเพื่อการเทรดสารพัด” อย่างที่ Brett Knoblauch กรรมการผู้จัดการของ Cantor Fitzgerald เรียก

    การปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นพายุแบบนี้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตของคนออกแบบ เมื่อ Tenev ผู้เกิดในประเทศบัลแกเรียนึกทบทวนชีวิตตัวเองแล้วเขาก็แบะมือยักไหล่ประมาณว่า จะให้ทำอย่างไรได้ “ผมตื่นมา ทำงาน กิน ออกกำลังกาย เข้านอน ภรรยาผมไม่ชอบให้ผมพูดแบบนี้นะ แต่ที่จริงแล้วผมชอบเอางานมารวมกับชีวิตส่วนตัวให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้”

    Tenev กล่าวว่า เขาไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องหนึ่งมากนักในช่วงที่ Robinhood กำลังโตระเบิด นั่นคือการเทรดที่ทุกคนเข้าถึงได้นั้นสอดรับกับจิตวิญญาณของผู้ประกอบการอย่างลึกซึ้ง ผู้ใช้งานแอปของบริษัทเป็นอันดับต้นๆ ที่มาร่วมงานอีเวนต์ส่วนตัวในเมือง Miami เมื่อปี 2024 ไม่ได้มีแค่นักเทรดรายวันที่หัดเทรดเองเท่านั้น แต่ยังมีเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพด้วย พวกเขาเข้ามาในตลาดด้วยชุดความคิดแบบคนที่ชอบลงมือทำเองอย่างที่พวกเขาใช้สร้างบริษัท

    Tenev เชื่อว่าความเป็นตัวของตัวเองอย่างแรงกล้าแบบนี้แหละคือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของ Robinhood “ผู้ประกอบการจะไม่ปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญมาทำแทนตัวเองทุกอย่าง พวกเขาชอบแก้โจทย์เอง” และ Robinhood ก็ออกแบบมาเพื่อคนเหล่านี้ เป็นแผงควบคุมสำหรับผู้ที่อยากบริหารเงินของตัวเองโดยไม่ผ่านคนอื่น

    Tenev วางแผนครองใจนักลงทุนรุ่นใหม่โดยแบ่งเป็น 3 ระยะซึ่งเขาเรียกว่า “เส้นโค้ง” (arc) เส้นโค้งแรกคือ ชนะในตลาดของนักเทรดขาประจำ ซึ่งเน้นได้ผลตอบแทนจากการลงทุนทันที ดังที่พิสูจน์แล้วด้วยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Robinhood ในปัจจุบัน 

    ต่อมาคือ ในระยะกลางประมาณ 5 ปี เขาอยากมีบริการสำหรับเงินในกระเป๋าของลูกค้าทั้งหมดตั้งแต่บัตรเครดิตไปจนถึงคริปโต สินเชื่อบ้าน และ IRA เส้นโค้งที่ 3 คือ การสร้างระบบนิเวศการเงินอันดับ 1 ของโลก ซึ่งคาดว่าจะมีบล็อกเชนของ Robinhood เป็นกระดูกสันหลัง Tenev กล่าวขณะที่เตรียมตัวสำหรับการประชุมผู้ถือหุ้นในวันรุ่งขึ้นว่า “เส้นโค้งสุดท้ายจะใหญ่กว่า 2 เส้นแรกมาก โอกาสมันเริ่มต้นช้าแต่นานๆ ไปก็จะทบกันมากขึ้น”


เกาะกระแสคลื่นคริปโต

    แม้จำนวนลูกค้าจะพุ่งขึ้นในปี 2019, 2020 และ 2021 แต่ Robinhood ต้องรอมาถึงปี 2024 กว่าที่รายได้จากคริปโตและมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทจะโตระเบิด

    การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนอาจจะเป็นเป้าหมายระยะยาวของ Robinhood แต่ในตอนนี้คริปโตซึ่งเป็นแกนหลักกลายเป็นธุรกิจขนาดยักษ์ไปแล้ว ในปี 2024 รายได้จากคริปโตของบริษัทแตะ 626 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจาก 135 ล้านเหรียญเมื่อปี 2023 และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของรายได้รวมที่มาจากธุรกรรม ในไตรมาสแรกของปี 2025 รายได้จากคริปโตแตะ 252 ล้านเหรียญ “ตอนนี้พวกเขาแย่งอาหารกลางวันของ Coinbase ไปกินแล้วในสหรัฐฯ” Rob Hadick หุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทร่วมลงทุนด้านคริปโต Dragonfly กล่าว

    ส่วน Knoblauch จาก Cantor Fitzgerald กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคม ปี 2025 ปริมาณการซื้อขายคริปโตของ Robinhood พุ่งถึง 36% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ Coinbase ตกฮวบ แต่เขายอมรับว่า Coinbase ยังครองตลาดนักลงทุนสถาบันอยู่ (“Coinbase มีบริการกว้างกว่ามากและเน้นการดูแลรักษา”) แต่การที่ Robinhood เข้าซื้อกิจการ Bitstamp เสร็จสิ้นเมื่อเดือนมิถุนายนก็ทำให้บริษัทได้รายชื่อลูกค้าสถาบันมา 5,000 ราย และได้ใบอนุญาตในยุโรปและเอเชียมาเพิ่มด้วย

    Tenev กับ Kerbrat ยืนยันว่าแนวทางของ Robinhood มีพื้นฐานแตกต่างจากตลาดซื้อขายคริปโตอย่าง Coinbaseในวงการนี้คนชอบพูดกันเรื่องโครงสร้าง [บล็อกเชน] ว่าแบบนี้มีข้อดีกว่าแบบอื่น แต่ลืมไปว่าสุดท้ายแล้วมันต้องตอบโจทย์ของผู้ใช้งาน เราไม่อยากสร้างเทคโนโลยีแค่เพราะจะเอาเทคโนโลยีมาคุยฟุ้ง เราอยากสร้างอะไรที่ผู้คนเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และมองเห็นข้อดีได้ชัดเมื่อเทียบกับระบบการเงินทางเลือกแบบอื่น” Kerbrat กล่าว

    Micky Malka ซึ่งก่อตั้ง Ribbit Capital และสนับสนุน Robinhood, Coinbase และคู่แข่งในยุโรปชื่อ Revolut มาตั้งแต่แรกกล่าวว่า ถ้ามัวแต่มอง Coinbase กับ Robinhood เป็นคู่แข่งกันนั้นก็ถือว่าคิดตื้นไป “คำถามของผมสำหรับ 10 ปีข้างหน้าคือ พวกเขาจะชิงส่วนแบ่งตลาดมาจากพวกเจ้าเก่าได้แค่ไหน มันไม่ใช่ศึกระหว่าง 2 รายนี้” เขากล่าว

    Knoblauch ประเมินว่า Robinhood ซึ่งมีสินทรัพย์ที่ดูแลอยู่ 2.55 แสนล้านเหรียญจะแข่งกับ Interactive Brokers ซึ่งดูแลสินทรัพย์ของลูกค้าอยู่ 6.65 แสนล้านเหรียญได้ภายใน 7 ปี และคู่แข่งรายต่อไปคือ Charles Schwab ซึ่งนักวิเคราะห์คำนวณว่า Robinhood ชิงส่วนแบ่งเพิ่มมาได้ 14 เดือนติดกันแล้ว

    นอกจากนี้ Tenev ยังเอาจริงเรื่องการกระจายความเสี่ยงด้วย เดิมที Robinhood ถูกแซะว่าเสพติดกระบวนการ payment for order flow หรือ PFOF (กระบวนการสร้างรายได้จากการส่งคำสั่งซื้อขายไปให้ผู้สร้างสภาพคล่อง) ซึ่งต้องพึ่งพาปริมาณการเทรดมหาศาลและต้องง้อพวกกองทุนเฮดจ์ฟันด์เชิงรุกตัวตึงใน Wall Street

    กรรมการผู้จัดการ John Todaro ของ Needham & Company กล่าวว่า แม้ทุกวันนี้รายได้ของ Robinhood จากธุรกรรมจะยังคิดเป็น 56% (จาก 77% ในปี 2021) แต่บริษัทมีสายธุรกิจ 10 สาย ซึ่งแต่ละสายมีแนวโน้มจะสร้างรายได้กว่า 100 ล้านเหรียญภายใน 2 ปี

    ลองดู Robinhood Gold เป็นตัวอย่าง สิ่งที่เริ่มต้นจากบริการพรีเมียมทั่วไปที่คิดเงินลูกค้าเดือนละ 5 เหรียญ หรือปีละ 50 เหรียญแลกกับการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ บทความวิจัยจากมืออาชีพ และดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าปกติเล็กน้อย 

    ปัจจุบันวิวัฒนาการมาจนกลายเป็นหัวใจของโมเดลเก็บค่าบริการอันทรงพลังของ Tenev ไปแล้ว บรรดาสิทธิประโยชน์ที่บริการนี้เสนอให้ลูกค้าในปัจจุบัน เช่น ผลตอบแทน 4% สำหรับเงินสดฝากไว้ในบัญชีโบรกเกอร์ สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์แบบไม่มีดอกเบี้ยสูงสุด 1,000 เหรียญ และเงินสมทบ 3% สำหรับบัญชี IRA ส่วนบัตรเครดิตออกใหม่

    Robinhood Gold ที่เสนอแคชแบ็ก 3% ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าก็เพิ่งจัดส่งให้ลูกค้าชุดแรกไป 200,000 คน “ถ้าพวกเขาหาผู้ใช้งาน Gold ได้ 15 ล้านคนก็จะน่าจะมีรายได้จากค่าบริการเกือบ 1 พันล้านเหรียญ มันคือการเอาธุรกิจที่มีความเป็นวัฏจักรสูงและมีรายได้เข้าเรื่อยๆ มาเพิ่มความหลากหลายให้ฐานรายได้โดยรวม” Knoblauch กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมี Robinhood Strategies ผลิตภัณฑ์ที่ปรึกษาครึ่งคนครึ่งหุ่นยนต์ตัวใหม่ที่ Tenev ส่งมาแย่งลูกค้าจากพวกเจ้าเก่าที่ยังชอบทำอะไรแบบเดิมๆ อย่าง Morgan Stanley และ Merrill Lynch ในตลาดธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่า 60 ล้านล้านเหรียญ ลูกค้าที่จ่ายค่าธรรมเนียมการจัดการ 0.25% ต่อปี หรือจ่ายเหมา 250 เหรียญ

    สำหรับสมาชิก Robinhood Gold จะได้พอร์ตหุ้นและ ETF ที่ออกแบบมาให้อย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งบริหารโดยใช้อัลกอริทึมและมีมนุษย์ปรับสมดุลให้อีกชั้น นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาแพลตฟอร์มใหม่พลิกวงการตัวนี้ทำรายได้ไปแล้ว 350 ล้านเหรียญ

    Tenev อธิบายว่า แนวทางที่บริษัทของเขาใช้ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นวิทยาศาสตร์ เขามอบอำนาจให้ทีมเล็กๆ ใน Robinhood ทดสอบสมมุติฐานกับลูกค้าได้ ซึ่งลูกค้าก็จะติชมแผนงานต่างๆ กลับมาทันทีทางสื่อโซเชียล “มีบริษัทมากมายที่รอดูว่าโลกภายนอกเขาทำอะไรกันแล้วก็ทำตามบ้าง อารมณ์แบบต้องคอยเปรียบเทียบกับคู่แข่ง แต่เวลาเราออกผลิตภัณฑ์หรือฟีเจอร์ใหม่เราทำเพราะเราชอบตีโจทย์ให้แตก” Tenev กล่าว

    เมื่อไม่นานมานี้ Robinhood เพิ่งปล่อยสินเชื่อบ้านตัวใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน 6.1% สำหรับการผ่อนคงที่ 30 ปีบวกค่าโอนกรรมสิทธิ์อีก 500 เหรียญ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการแอบลองปล่อยผลิตภัณฑ์นำร่องในเดือนมิถุนายน “พอเรื่องไปทั่วโซเชียลแล้วผมค่อยออกมาทวีตยอมรับว่าเราทำไพล็อตจริง มันน่าจะเป็นไวรัลมากที่สุดของผมทวีตหนึ่งในปีนี้”

    การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนคือเป้าหมายที่ Tenev ยังต้องผลักดันอีกไกล และยุโรปซึ่งมีกฎเกณฑ์ด้านคริปโตหลายอย่างแล้ว ในขณะที่สภาคองเกรสยังถกเถียงกันอยู่นั้นจะเป็นห้องทดลองของ Robinhood “สิ่งที่เราทดลองอยู่ในยุโรปคือ Robinhood จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรถ้าเราลองสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตามแนวทางในสายคริปโต จากนั้นพอเห็นข้อดีข้อเสียแล้วเราก็เลือกเฉพาะส่วนที่ดีที่สุดจากแอปในยุโรป สหรัฐฯ และที่อื่นๆ ทั่วโลก” เขากล่าว

    ปัจจุบันการแปลงหุ้นเป็นโทเคนยังเป็นธุรกิจเล็กมาก xStocks แพลตฟอร์มหน้าใหม่ที่กำลังเป็นผู้นำของ Backed Finance จากสวิตเซอร์แลนด์แปลงหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นโทเคนไปแล้วกว่า 60 รายการ ซึ่งรวมถึงหุ้นของบริษัทชื่อคุ้นอย่าง Apple กับ Amazon แล้วนำมาขายในตลาดซื้อขายคริปโตรายใหญ่อย่าง Kraken และ Bybit

    ทว่า xStocks ก็ยังมีปริมาณการซื้อขายต่อวันไม่ถึง 10 ล้านเหรียญ วิธีการนี้มีปัญหาเชิงโครงสร้างเยอะ เพราะโทเคนชนิดนี้เป็นอนุพันธ์ซึ่งอิงกับสินทรัพย์ที่มีผู้ถืออยู่นอกบล็อกเชน หมายความว่า การดำเนินการของบริษัท เช่น การจ่ายเงินปันผล การแตกหุ้น หรือเรื่องอื่นใดที่อาจเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ระหว่างที่ตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการอาจส่งผลให้ต้องเร่งคำนวณหลักประกันและเสี่ยงต่อการถูกบังคับขายสินทรัพย์

    “ผู้สร้างสภาพคล่องบางรายต้องรับความเสี่ยงแบบนั้นไว้เอง แล้วจะป้องกันความเสี่ยงยังไงในช่วงที่ตลาดปิดทำการ ถ้าจะให้พวกเขาแบกความเสี่ยงก็ต้องขึ้นค่าธรรมเนียมและชาร์จเงินลูกค้าแพง” Hadick จาก Dragonfly กล่าว “ยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับเรื่องนี้นอกบล็อกเชน ส่วนผลิตภัณฑ์ในบล็อกเชนก็ยังไม่ดีพอ...ผมกลัวว่าผลิตภัณฑ์ยุคเริ่มต้นพวกนี้เอาเข้าจริงแล้วจะไปไม่รอด

    เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นรายอื่นไม่กล้าโดดเข้ามาร่วมวง เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Gemini ของฝาแฝด Winklevoss เปิดตัวบริการเทรดโทเคนหุ้นของ MicroStrategy สำหรับลูกค้าในกลุ่มสหภาพยุโรป และมีรายงานว่า Coinbase ก็กำลังขออนุญาตจาก ก.ล.ต. ของสหรัฐฯ เพื่อเสนอขายหุ้นโทเคนบ้าง แม้แต่ Larry Fink, CEO ของ BlackRock ที่มีมูลค่า (สินทรัพย์ภายใต้การจัดการ) 12.5 ล้านล้านเหรียญก็กำลังเรียกร้องให้ ก.ล.ต. อนุญาตให้ขายหุ้นโทเคนและหุ้นกู้ได้

    ส่วน Robinhood ไปไกลกว่านั้นเพราะไม่ได้มีแค่หุ้นบริษัทมหาชน แต่กำลังแปลงหุ้นบริษัทเอกชนด้วย และประกาศว่าจะออกหุ้นโทเคน ของ OpenAI กับ SpaceX ซึ่งทุกวันนี้แต่ละบริษัทมีมูลค่าเกิน 3 แสนล้านเหรียญ 

    อย่างไรก็ตาม OpenAI ออกแถลงการณ์สาธารณะปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของ Robinhood โดยย้ำว่า โทเคนเหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการรับรองจากบริษัท “ไม่มีใคร ไม่มีผู้ก่อตั้งคนไหนอยากให้หลักทรัพย์ของตัวเองไปล่องลอยอยู่ในบล็อกเชนโดยที่มีผู้ถือหลักทรัพย์เป็นใครก็ไม่รู้” Hadick เตือน

    แต่ Tenev ก็มีประสบการณ์โชกโชนในการรับมือกับคนที่ปฏิเสธเขาเหมือนกัน “มันยังรกๆ อยู่สักหน่อย” เขายอมรับโดยใช้คำสแลงแบบที่นักเขียนโค้ดใช้พูดถึงซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น “ผมว่าพวกโบรกเกอร์ไม่อยากให้เราดึงหุ้นจากมือเขามาขายได้ง่ายๆ แต่จะเป็นยังไงถ้าหุ้นกลายเป็นสิ่งที่เราดูแลเองได้ ถ้าคุณแปลงหุ้นเป็นโทเคนแล้วดูแลรักษาเองได้ คุณก็จะเป็นอิสระจากโครงสร้างพื้นฐานของโบรกเกอร์ แบบเดียวกับที่คุณโหลดกระเป๋าเงินคริปโตเข้าไปใน MetaMask, Robinhood หรือ Coinbase ได้เอง จะได้เลือกอินเทอร์เฟซตามใจชอบสำหรับถือและเทรดหุ้นอย่างไร้รอยต่อได้แทบทุกเวลา”

    นี่คือเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไม Tenev ถึงหมกมุ่นกับการทำให้ Robinhood กลายเป็นเครื่องมือการเงินตัวเดียวที่ครบจบทุกอย่างสำหรับลูกค้าคนรุ่นใหม่ เพราะถ้าเราพูดถึงบริการด้านการเงินสำหรับลูกค้ารายย่อย ความขี้เกียจถือว่ามีพลังมากเป็นอันดับ 2 รองจากดอกเบี้ยทบต้น ลูกค้ามักจะขี้เกียจเปลี่ยนผู้ให้บริการอยู่แล้ว แต่ Tenev รู้ว่าพวกยักษ์รุ่นเก่าแห่งโลกการเงินซึ่งรวมถึง Fidelity, Schwab และ Merrill Lynch นั้นกำลังอยู่ในจุดเปราะบาง เพราะสินทรัพย์หลายล้านล้านเหรียญกำลังจะตกทอดจากคนรุ่นบูมเมอร์ไปสู่ลูกหลานที่เกิดในยุคดิจิทัล

    Malka ซึ่งเป็นผู้ลงทุนกับ Robinhood มาตั้งแต่แรกเป็นคนที่ Tenev นับถือเป็นอาจารย์ และบริษัทของเขาได้กำไรจากหุ้น Robinhood ไปแล้วกว่า 5 พันล้านเหรียญนั้นเป็นติ่ง Tenev ชนิดออกนอกหน้า “Robinhood มีผู้นำอายุไม่ถึง 40 ที่เชี่ยวชาญเรื่อง AI สุดๆ เข้าใจว่า AI จะไปทางไหน เข้าใจการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน และกำลังใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์ 2 ด้านนี้อย่างที่มีไม่กี่คนจะทำได้” เขากล่าว “ในเรื่องการเงินซึ่งจะช่วยให้ทุกคนในโลกประหยัดได้ด้วยผลิตภัณฑ์เดียวกัน ต้นทุนสินเชื่อจะถูกลง...อะไรประมาณนั้น”

    Tenev เชื่อว่าในที่สุด Robinhood จะนำผู้ช่วย AI มาใช้จำลองและปรับปรุงบริการต่างๆ สำหรับสำนักงานครอบครัวของพวกเศรษฐีเพื่อ “ย่อสำนักงานครอบครัวไว้ในกระเป๋า” วิสัยทัศน์ของ Tenev มี AI เป็นจุดศูนย์กลางอยู่มากเสียจนอดีตว่าที่ ดร. ด้านคณิตศาสตร์คนนี้อดใจไม่ไหวต้องไปร่วมก่อตั้งและนั่งเป็นประธานกรรมการของสตาร์ทอัพ AI ชื่อ Harmonic เมื่อไม่นานมานี้ โดยเป็นผู้นำร่วมกับนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ Tudor Achim ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้นำของสตาร์ทอัพระบบขับรถยนต์อัตโนมัติ Helm.ai

    เมื่อเดือนกรกฎาคม Harmonic ระดมทุนได้ 100 ล้านเหรียญในรอบซีรี่ส์ B จาก Kleiner Perkins, Paradigm และ Sequoia ด้วยมูลค่าประเมิน 875 ล้านเหรียญ ห้องแล็บ “ปัญญาประดิษฐ์เหนือมนุษย์ด้านคณิตศาสตร์” (mathematical superintelligence) แห่งนี้กำลังสร้างเครื่องมือใช้เหตุผลขั้นสูงที่จะช่วย “รับประกันความถูกต้องและขจัดปัญหาการหลอน” ของ AI ได้ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่จะมีประโยชน์อย่างไม่ต้องสงสัยในยุคของ AI กับการเงินที่กำลังจะมาถึง

    “มันคงแจ่มไปเลยถ้าเราแก้โจทย์สมมุติฐานของ Riemann หรือโจทย์ Millennium ได้สักข้อด้วยแอปมือถือ” Tenev รำพึงถึงโจทย์คณิตศาสตร์สุดลึกซึ้งที่ยังไม่มีใครแก้ได้ “แทนที่จะนั่งรอดูอย่างเดียวผมอยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยJamie Dimon, Larry Fink และ Ken Griffin ฟังไว้นะ



เรื่่อง: NINA BAMBYSHEVA

เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง

ภาพ: GUERIN BLASK



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : รู้จัก Ron Shaich เศรษฐีพันล้านนักปั้นร้านอาหาร และก้าวใหม่ที่กำลังโตไม่ยั้ง

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2568 ในรูปแบบ e-magazine