R.J. Scaringe คู่แข่งตัวฉกาจคนใหม่ของ Elon Musk - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • R.J. Scaringe คู่แข่งตัวฉกาจคนใหม่ของ Elon Musk

R.J. Scaringe คู่แข่งตัวฉกาจคนใหม่ของ Elon Musk

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
17 Jun 2020 | 9:40 am 2732

มองกระจกหลังไว้ให้ดีนะ Tesla เพราะ Rivian มีเงินทุนตุนไว้ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเร่งผลิตรถอเนกประสงค์ (เอสยูวี) กับรถกระบะไฟฟ้าของตัวเอง ตอนนี้สิ่งที่เสือซุ่มรายนี้ต้องทำก็เหลือแค่การเริ่มผลิตรถ และหลบสิ่งกีดขวางที่ Tesla เคยเกือบชนไปให้ได้ นี่คือการสัมภาษณ์ R.J. Scaringe ผู้ก่อตั้งวัย 37 ปีของ Rivian ที่ผู้อ่านแทบไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก

เวลา 8 โมงเช้าในเดือนมกราคม อุณหภูมิในเมือง Normal รัฐ Illinois ลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็งไปพอสมควร สระน้ำเล็กๆ หน้าโรงงานประกอบรถของ Rivian Automotive ที่มีซีอีโอคือ R.J. Scaringe กลายเป็นน้ำแข็ง และพยากรณ์อากาศรายงานว่าจะมีหิมะตก แต่ในโรงงานก็ไม่ได้อุ่นกว่ากันมากนัก

พื้นที่เกือบทั้งหมดของอาคารขนาด 2.6 ล้านตารางฟุตแห่งนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเป็นการปรับปรุงอาคารด้วยงบ 750 ล้านเหรียญ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงปลายปีนี้ที่บริษัทคาดว่าจะเริ่มปล่อยรถกระบะ รถตู้ และเอสยูวีไฟฟ้าออกสู่ตลาด ดังนั้น รายละเอียดเล็กน้อยอย่างเรื่องระบบทำความร้อนจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรก

สำหรับ Rivian นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2009 แต่จะปล่อยรถคันแรกออกมาในปีนี้ทั้งยังมีฐานปฏิบัติงานในเมือง San Jose และเมือง Irvine ในรัฐ California ซึ่งใช้พัฒนาเทคโนโลยีและแบตเตอรี่ด้วย

พอทำความสะอาด ทาสี และติดตั้งอุปกรณ์เสร็จ” Robert Joseph Scaringe ซีอีโอวัย 37 ปีของ Rivian กล่าว (เขาเป็นที่รู้จักในชื่อ R.J. มากกว่า) ในที่สุดเราก็จะผลิตรถได้ 250,000 คันต่อปีภายในช่วงกลางทศวรรษ

การตั้งบริษัทรถยนต์อิสระไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากดูจากประวัติศาสตร์การผลิตรถยนต์แล้ว จะเห็นตัวอย่างคนที่ถูกเหยียบแบนอยู่กลางถนนอย่าง Preston Tucker ผู้ท้าทายเมือง Detroit ในช่วงปลายทศวรรษ 1940 และ John DeLorean ผู้ไม่อาจพาเมืองแห่งยานยนต์เจาะเวลาไปถึงอนาคตได้ในช่วงต้นทศวรรษ 1980

อย่างไรก็ตาม การผลิตยานยนต์เพื่อเจาะตลาดคนกลุ่มใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ยากขึ้นกว่าในสมัยของ Tucker และ DeLorean แถมรถยนต์ไฟฟ้าก็เสี่ยงเจ๊งหนักกว่ารถยนต์ประเภทอื่นด้วย

เราใช้เวลานานในการจับตามอง และทำความเข้าใจในการสร้าง (บริษัทรถยนต์) ที่แตกต่างกัน” R.J. Scaringe เล่าและใช้เวลานานเพื่อจะเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการสร้างและขยายธุรกิจ กับเงินทุนหมุนเวียน (ที่ต้องใช้)”

ช่วง 13 เดือนที่ผ่านมา เขาและทีมระดมทุนได้ 2.85 พันล้านเหรียญ เพื่อเป็นทุนสำหรับอนาคตของ Rivian เริ่มจาก Amazon (และนักลงทุนอื่นๆ) ลงทุน 700 ล้านเหรียญเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019

สองเดือนต่อมา Ford ร่วมลงทุนอีก 500 ล้านเหรียญ แล้ว Cox Automotive เจ้าของแบรนด์ Autotrader และ Kelley Blue Book ก็เข้ามาร่วมอีก 350 ล้านเหรียญในเดือนกันยายน

รถเอสยูวีใช้ผจญภัยของ Rivian รองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง และบริษัทก็ยื่นจดสิทธิบัตรเพื่อปรับเบาะที่นั่งตัวหนึ่งให้เหมาะสำหรับเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินด้วย

และถ้าแค่นั้นยังติดเทอร์โบให้ความทะเยอทะยานเหนือธรรมดาของ Scaringe ได้ไม่พอ ช่วงก่อนคริสต์มาสอีฟเขาก็ได้ยักษ์ใหญ่ด้านการจัดการเงินลงทุน T. Rowe Price มาลงทุนนำหน้ารายอื่นๆ ในการระดมทุนอีกรอบซึ่งได้เงินกว่า 1.3 พันล้านเหรียญ

การอัดฉีดเงินทุนในช่วงแรก บวกกับเงินลงทุนเกือบ 500 ล้านเหรียญ ซึ่งรวมถึงเงินจาก JIMCO สายธุรกิจการลงทุนของ Abdul Latif Jameel กลุ่มบริษัทจากซาอุฯ ทำให้ Rivian มีมูลค่าประเมินสูงกว่า 5.5 พันล้านเหรียญเศษๆ และนั่นทำให้ Scaringe ผู้ถือหุ้นของบริษัทกว่า 20% เศษๆ ก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีพันล้านคนล่าสุดในวงการผลิตรถยนต์

คำถามคือ แม้ Rivian มีทุน 3 พันล้านเหรียญ แต่มันเพียงพอจะทำให้ความฝันพลังไฟฟ้าของ Scaringe เป็นจริงได้หรือยัง

 

เส้นทางที่อาจแตกต่าง

จนถึงปัจจุบันถนนสายนี้ราบรื่นกว่าถนนที่ Musk ต้องเจอตอนเขาสร้างรถคันแรก ในช่วงปี 2003-2008 Tesla ระดมทุนได้ประมาณ 100 ล้านเหรียญ เพื่อผลิตรถรุ่น Roadster แต่ไม่นานก็ล้มเลิกเพื่อหันไปผลิตรุ่น Model S แทน และ Model S ก็ต้องใช้เงินทุนมากกว่า 350 ล้านเหรียญ

การเดินทางของ Model 3 ทุลักทุเลมากเพราะมีปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน และ Musk อยากเปลี่ยนกระบวนการผลิตอย่างสิ้นเชิง จนนำไปสู่การส่งมอบรถให้ลูกค้าล่าช้าไปกว่า 2 ปี บวกกับปัญหาด้านการควบคุมคุณภาพอีกเป็นชุด

ถ้าจอมพลังอย่าง Tesla ยังต้องวิ่งอ้อมและเผชิญหลุมบ่อขนาดนี้ แล้วอะไรทำให้ Scaringe คิดว่า Rivian ซึ่งยังไม่ได้ผลิตรถเลยสักคันจะวิ่งได้ฉิวหรือ คำตอบคือ เขาไม่คิดแบบนั้นหรอก

ซีอีโอหนุ่มยอมรับว่าจะต้องมีเรื่องผิดพลาดหลายอย่างแต่ Scaringe ผู้สุภาพเหมือน Clark Kent ตรงข้ามกับ Musk ซึ่งเป็นตัวแสบเหมือน Tony Stark ก็มั่นใจว่า เขาจะผ่านพ้นอุปสรรคร้ายแรงและสิ่งกีดขวางไปได้ เพราะอย่างไรเสีย Rivian ก็สร้างมาเพื่อวิ่งบนเส้นทางอันตรายอยู่แล้ว

กลุ่มอาคารของ Rivian ในรัฐ Illinois เคยเป็นโรงงานของ Mitsubishi และคนงานจำนวนมากก็กลับมาทำงานที่นี่อีกครั้ง แผนการถัดไปคือ Scaringe จะซื้อฟาร์มขนาด 350 เอเคอร์ที่อยู่ใกล้กัน เพื่อผลิตอาหารให้โรงงาน

บริษัทตั้งเป้าไว้สูงว่าจะส่งมอบรถ 20,000 คันในปี 2021 และ 40,000 คันในปี 2022 ซึ่งจะทำเงินได้ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญ และ 2.8 พันล้านเหรียญตามลำดับถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน เทียบกับ Tesla ที่ขายรถรุ่น Model X ได้ 25,000 คันในปี 2016 ทั้งปี ซึ่งเป็นปีแรกที่เปิดจำหน่าย

นอกจากสองรุ่นแรกที่เปิดตัวไปแล้ว Scaringe กล่าวว่า Rivian จะมีรถในพอร์ตเพิ่มอีก 3 รุ่นภายในปี 2024 และถ้า Scaringe ตั้งราคารถให้ต่ำกว่า 50,000 เหรียญได้จริง Musk จะต้องปวดหัวหนักยิ่งกว่าตอนที่รถกระบะแฟรงเกนสไตน์รุ่น Cybertruck ของ Tesla เกิดปัญหาหน้าต่างกระจกนิรภัยแตก

แน่นอนว่าปัจจุบัน Tesla ครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งตัวเลขประมาณการครั้งหนึ่งชี้ว่า Tesla มียอดขายคิดเป็นเกือบ 80% ของยอดขายในสหรัฐฯ และ Rivian ก็ยังต้องแข่งขันอย่างหนักกับรถเอสยูวีหรูพลังไฟฟ้าจากผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นด้วย

อย่างไรก็ตาม Rivian น่าจะยังไม่มีคู่แข่งตัวจริงในตลาดรถกระบะ เพราะแม้ Tesla จะเปิดตัว Cybertruck จนผู้คนรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว แต่คาดว่าจะยังไม่ผลิตจนถึงปี 2022 ส่วน Ford กับ General Motors สัญญาว่าจะออกรถกระบะพลังไฟฟ้าในอีกหลายปีข้างหน้า

 

เหล่าทุนใหญ่มองเห็นโอกาส

ทุน 3 พันล้านเหรียญที่ระดมมาจาก Amazon, Ford และ Cox ได้ในเวลาอันสั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าประทับใจสำหรับ Scaringe แต่ถ้าดูจากประวัติของ Tesla เป็นตัวอย่าง เงินจำนวนนี้ยังไม่พอจะใช้ขยายการผลิตจนแข่งขันกับ Musk ได้ แต่เมื่อคิดดูอีกที แบรนด์เหล่านี้ก็มองเห็นโอกาสจาก Rivian ซึ่ง Tesla ให้ไม่ได้

หุ้นส่วนของ Scaringe ไม่ได้ให้แค่เงินทุนเท่านั้น ในกรณีของ Ford ทั้งสองบริษัทจะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าร่วมกันด้วย แม้ Scaringe จะยังไม่พูดถึงโครงการนี้ แต่รถรุ่นดังกล่าวจะเป็นเอสยูวีหรูที่ใช้แบรนด์ Lincoln ของ Ford

Rivian หวังว่าการเป็นพันธมิตรกับ Ford จะช่วยให้บริษัทเติบโตในด้านอื่นนอกเหนือจากการขายรถยนต์ไฟฟ้าให้ผู้บริโภค ในส่วนของ Ford นั้นดูเหมือนจะมีการจับมือกับ Rivian เพื่อสร้างทางเลือกให้มากขึ้นอย่างที่ Ford ชอบทำ เพื่อให้ได้แนวทางที่ดีที่สุดในการบรรลุเป้าหมายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 40 รุ่นภายในสิ้นปี 2022

ขณะเดียวกัน Amazon ก็อยากให้ Rivian ช่วยพัฒนารถตู้ไฟฟ้าสำหรับส่งของตามคำปฏิญาณที่ว่า ธุรกิจทุกอย่างของบริษัทจะลดการปล่อยคาร์บอนให้เหลือศูนย์ภายในปี 2040 และใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในการทำธุรกิจภายในปี 2030

ดังนั้น Amazon จึงสั่งรถตู้จาก Rivian แล้ว 100,000 คัน ซึ่งน่าจะมีอย่างน้อย 10,000 คัน ได้เริ่มวิ่งภายในปลายปี 2022 และคาดว่า Amazon จะได้ใช้งานรถทั้งหมดภายในปี 2024 คาดว่ารถตู้เหล่านี้จะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายโลจิสติกส์ครบวงจรที่ Amazon พยายามสร้างมาตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น Rivian ก็น่าจะได้รับคำสั่งซื้อรถเพิ่มอีกในอนาคต

แต่การที่ Rivian เป็นหุ้นส่วนกับ Cox อาจสร้างปัญหาให้ Musk ได้มากที่สุด เพราะแม้ Tesla จะมีศูนย์บริการกว่า 100 แห่งใน 30 รัฐ แต่ Cox มีการนัดหมายของการเข้ารับบริการกว่า 55 ล้านครั้งในปี 2019 ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการในเชิงพาณิชย์ และศูนย์บริการของตัวแทนจำหน่ายที่กำลังขยายออกไปทั่วสหรัฐฯ ของบริษัท

ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นกับรถรุ่น R1T หรือ R1S คาดว่าลูกค้าน่าจะสามารถนำรถเข้าศูนย์บริการของ Cox อย่าง Pivet เพื่อรับการซ่อมได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tesla ประสบปัญหามาตลอดตั้งแต่ก่อตั้ง

เมื่อคนทั้งเมืองพร้อมร่วมมือแล้ว ตอนนี้ Scaringe ก็มีภารกิจคือการนำ Rivian ผ่านการผลิตรอบแรกไปให้ได้ และขยายสายการผลิต

Sam Abuelsamid จาก Navigant กล่าวว่า แม้ตอนนี้ยังเร็วเกินกว่าจะทายว่าใครจะชนะศึกรถยนต์ไฟฟ้า แต่ Rivian เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่มีโอกาสดี ซึ่งไม่ใช่แค่โอกาสรอด แต่มีโอกาสรุ่ง

เขาคิดว่า Rivian อาจจะอยู่ในตำแหน่งที่ไปได้ดีกว่า Tesla ด้วยซ้ำถ้าถามว่าใครมีโอกาสขายรถได้มากที่สุด และปล่อยรถออกสู่ตลาดได้มากกว่าในระยะสั้นถึงระยะกลาง (ก็ต้องบอกว่า) น่าจะเป็น Tesla” แต่ถ้าดูจากมุมมองทางธุรกิจที่แท้จริง Rivian อยู่ในตำแหน่งที่จะประสบความสำเร็จได้ดีกว่า ด้วยธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ที่พวกเขามี

แต่ก็ต้องเอาล้อแตะถนนให้ได้ก่อนนะ

 

 

 

เรื่อง: Chuk Tannert เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง ภาพ: Jamel Toppin


คลิกอ่านฉบับเต็ม คู่แข่งตัวฉกาจคนใหม่ของ Elon ได้ที่ นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนพฤษภาคม 2563 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP