Michael Rubin เจ้าของกิจการ Kynetic ที่ปัจจุบันสร้างรายได้ 2.6 พันล้านเหรียญ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • Michael Rubin เจ้าของกิจการ Kynetic ที่ปัจจุบันสร้างรายได้ 2.6 พันล้านเหรียญ

Michael Rubin เจ้าของกิจการ Kynetic ที่ปัจจุบันสร้างรายได้ 2.6 พันล้านเหรียญ

Forbes Thailand / Admin
15 Jan 2016 | 3:06 pm 665

Michael Rubin มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งผู้สร้างตนจากความสามารถของตัวเอง เมื่ออายุ 12 ปี เปิดร้านเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์สกี กีฬาที่เขารักหลายสาขาแต่ธุรกิจกลับพังทลายเพียงเพราะหิมะไม่ตกลงมา สร้างติดหนี้กว่า 6 ล้านบาท เขาไม่ย่อท้อเริ่มกิจการ GSI (Global Sports Inc) บริษัทขายรองเท้ากีฬาในวัย 25 ปี บริษัททำเงินได้ 3,200 ล้านเหรียญ และกลายเป็นซีอีโออายุน้อยที่สุดในตลาดหุ้น NASDAQ ในช่วงเวลานั้น และสบช่องทางในการขายสินค้าออนไลน์ เขาจึงสร้างเวปไซต์ GSI Commerce บริการงานออนไลน์ครบวงจร ตั้งแต่ สร้างแบรนด์ ออกแบบเว็บ ทำระบบตัดเงิน และขาย GSI Commerce ให้กับอีเบย์ในราคาเกือบ 8 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2011

ปี 2015 หนุ่มใหญ่วัย 43 ปีคนนี้ (ติดทำเนียบมหาเศรษฐี Forbes 400 ในลำดับที่ 256) เป็นเจ้าของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเรื่องสินค้าประเภทเครื่องกีฬา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอีกหลากหลายชนิด ในวันนี้เราจะมาพูดคุยกับ Paulette Rubin อดีตแพทย์หญิงปลดเกษียณวัย 74 ปี แม่ของนักเจรจาการค้าที่หาตัวจับยากคนนี้

เรารู้มาว่า Michael เติบโตมาในย่านชานเมือง Philadelphia คุณพอจะเล่าเรื่องสมัยเด็กๆ ของเขาให้เราฟังได้ไหมครับ 
เขาชอบเล่นกีฬาค่ะ กีฬาที่เขาเล่นมีทั้งเบสบอลเยาวชน บาสเกตบอล คาราเต้ แต่ดูเหมือนเขาจะสนใจเรื่องธุรกิจมากเป็นพิเศษ

เขาเคยเล่าให้ฟังไหมครับว่าโตขึ้นเขาอยากจะเป็นหรือทำอาชีพอะไร
จำได้ว่าตอนนั้นเขาน่าจะอายุประมาณ 9 ขวบ เรามีเพื่อนแวะมาเยี่ยมที่บ้านพอดีและกำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของ Ken และสุนัข ความที่ Ken สามีของฉันเป็นสัตวแพทย์ ประกอบกับ Michael เองก็เป็นคนรักสัตว์ คนเลยมักจะคิดว่า เขาคงจะอยากเป็นสัตวแพทย์เหมือนกัน จำได้ว่าเพื่อนของฉันคนหนึ่งถาม Michael ขึ้นมากลางวงสนทนาว่า “โตขึ้นเธออยากจะเป็นอะไร” และเขาตอบว่า “ผมอยากจะเป็นมหาเศรษฐีครับ” พวกเราต่างรู้สึกประหลาดใจกับคำตอบที่ได้ยิน พวกเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายก็จริง แต่ทั้งฉันและสามีก็ไม่ใช่พวกคลั่งไคล้วัตถุ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเขาไปเอาความคิดแบบนั้นมาจากไหน

เล่าให้ฟังเกี่ยวกับธุรกิจที่ Michael เริ่มต้นทำจากในห้องเก็บของได้ไหม
เรื่องมีอยู่ว่าเขาต้องไปเข้าค่ายเก็บตัวเพื่อเตรียมลงแข่งสกีที่ Mount Hood ในรัฐ Oregon ตอนนั้นเขาอายุประมาณ 12 ขวบเห็นจะได้ ระหว่างที่พักอยู่ในค่ายเขาต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆ มากมาย ซึ่งไม่ใช่มีแค่เรื่องการเล่นและการแข่งสกี แต่เขายังต้องเรียนรู้วิธีการปรับแต่งกระดานสกี พอดีห้องเก็บของที่บ้านเราว่างอยู่ไม่ได้ใช้งานอะไร เขาจึงมาขออนุญาตใช้เป็นที่ทำงาน (ปรับแต่งกระดานสกี) พวกเราไม่ขัดข้องเพราะไม่คิดว่าเขาจะจริงจังกับมัน ฉันจำได้ว่าหลังจากนั้นอีก 2-3 วัน เขากลับมาบ้านพร้อมกับปึกนามบัตรกองโตเกือบ 500 ใบ และตอนที่เขาอายุ 15 เขาเปิดร้านขายเครื่องกีฬาโดยใช้ชื่อว่า Mike’s Ski & Sport

เรื่องที่เล่ากันว่า Michael ซื้อรถ Porsche ก่อนที่เขาจะมีอายุถึงเกณฑ์สอบใบขับขี่เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า
ที่คุณได้ยินมาเป็นเรื่องจริงค่ะ แต่เป็นการซื้อเพื่อลงทุนโดยเขาเข้าหุ้นกับเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน รถที่ซื้อมาก็จอดอยู่ที่บ้านของเพื่อนคนนั้น ตอนที่ Michael เริ่มเรียนขับรถ เขาซื้อรถยนต์ยี่ห้อ Mitsubishi Eclipse และให้สัญญาว่าจะเป็นเด็กดี ทั้งฉันและสามีไปช่วยเขาเลือกรถด้วยกัน และฉันไม่เคยเห็นใครเจรจาธุรกิจแบบที่เขาทำมาก่อน อย่างที่บอกฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเขาไปหัดเรื่องพวกนี้มาจากไหน มันคงเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวเขามา

Michael เป็นเด็กที่เอาใจใส่การเรียนไหม
ฉันคงพูดได้ไม่ถนัดปากว่าเขาเป็นเด็กที่เอาใจใส่การเรียน คุณคิดดูว่าเขามีร้านสกีทั้งหมด 3 ร้านตอนที่เขายังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา โดยเป็นร้านที่เขาเปิดเอง 2 ร้าน ส่วนอีกร้านที่เมือง Albany เขาไปซื้อกิจการที่ถูกขายทอดตลาดเนื่องจากเจ้าของล้มละลาย

ดูเหมือนว่าทั้งคุณและสามีสนับสนุนให้เขาทำงานหาเลี้ยงชีพ
มันขึ้นอยู่กับว่าคุณพูดถึงจังหวะชีวิตช่วงไหน เราไม่เคยห้ามเรื่องที่เขาทำงานก็จริง แต่ทุกอย่างต้องมีขอบเขต เขาจะทำอะไรก็ได้เราไม่เคยว่า แต่เรื่องเรียนต้องมาก่อนและเขายังคงมีหน้าที่ต้องช่วยคนในครอบครัวทำงานบ้าน แต่เอาเข้าจริงมันไม่ง่ายที่ใครสักคนที่ทำธุรกิจร้านสกีจะรับหน้าที่เอาขยะในบ้านไปทิ้ง

เราได้ยินมาว่า Michael ขอพักการเรียนที่ Villanova University หลังจากไปเรียนได้ไม่นานเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าครับ
เขาไม่อยากไปเรียนมหาวิทยาลัยค่ะ หลังจากไปเรียนเทอมแรก เขากลับมาบอกเราว่า เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากจะเรียนมหาวิทยาลัย และเขาอยากจะรับผิดชอบค่าเทอมครั้งต่อไปเอง หลังจากพูดคุยกันวันนั้น เขายังคงไปมหาวิทยาลัยตามปกติ แต่ไปเรียนได้ประมาณ 3 สัปดาห์ก็ไม่ไปต่อ

แล้วคุณมีปฏิกิริยาอย่างไร
ฉันคงบอกไม่ได้ว่าฉันผิดหวังหรือไม่ เพราะ Michael เองก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า “มหาวิทยาลัยไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน”


อ่าน Forbes Thailand นิตยสารรายเดือน ทุกแผงหนังสือชั้นนำและรูปแบบ E-Magazine 

BACK TO TOP