ชีวิตที่มีแต่รุ่งกับรุ่งของ “Tyler Perry” จากจนแบบสุดๆ สู่มหาเศรษฐีพันล้าน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • ชีวิตที่มีแต่รุ่งกับรุ่งของ “Tyler Perry” จากจนแบบสุดๆ สู่มหาเศรษฐีพันล้าน

ชีวิตที่มีแต่รุ่งกับรุ่งของ “Tyler Perry” จากจนแบบสุดๆ สู่มหาเศรษฐีพันล้าน

Forbes Thailand / Admin
05 May 2021 | 7:22 am 741

Tyler Perry ผู้ที่ไม่เคยลดราวาศอกให้กับตัวเอง อยู่ในชุดสีดำล้วนเว้นแต่หน้ากากสีขาว ขณะที่เขากำกับทีมงาน 12 คนในฉากๆ หนึ่งของซีรีส์คอเมดี้ Sistas ที่ออกอากาศทางช่อง BET เมื่อปี 2019

Perry อาจสามารถเลี่ยงการถ่ายทำในฤดูร้อนของเดือนกรกฎาคมใน Atlanta ได้ แต่ในยุคของไวรัสโคโรนาคุณต้องฉวยทุกโอกาสเท่าที่ทำได้ และ “Camp Quarantine” ที่ Tyle Perry Studios ของเขาก็กำลังพยายามบุกเบิกการทำสื่อบันเทิงในช่วงเวลาหลังการระบาด

“ลงมาจากรถ” เขาร้องเรียกนักแสดงที่อยู่ในรถตำรวจผู้ที่เดินไปยังรถพิกอัปสีเงินที่ขับโดย Devale Ellis ขาประจำของซีรีส์ จากนั้นเขาพูดบทให้ Ellis “ผมไปทำอะไรให้” ดูเหมือนจะไม่มีใครเคยเห็นบทมาก่อน เมื่อคุณพยายามถ่ายทำรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศไพรม์ไทม์ทั้งซีซั่นให้เสร็จในสตูดิโอในเวลา 11 วัน ก่อนที่ชาว Hollywood ที่เหลือจะพากันออกมาจากที่ซ่อน มันก็จำเป็นต้องมีการรวบรัดตัดความกันบ้าง

ห่างไปจากบริเวณถ่ายทำ Perry นั่งอยู่คนเดียวบนเก้าอี้เหล็กพับกลางโพรงมืดๆ และเวทีเสียงที่ว่างเปล่า ที่เท้าของเขามีภาชนะบรรจุทิชชู่เปียกยี่ห้อ Lysol พลางอธิบายวิธีการของเขา “ส่วนใหญ่ผมจะตัดสินใจจากสัญชาตญาณ จากความรู้สึกตรงหน้า ผมชอบท้าทายระบบ และดูว่าตัวเองจะทำอะไรให้ต่างออกไปได้บ้าง”

นั่นคือกลยุทธ์ของผู้ชนะในระบบที่คุณรับรู้ถึงความอยุติธรรมที่เล่นงานคุณอยู่ ส่วนใหญ่ Perry ได้รับการปฏิเสธจากผู้มีอิทธิพลใน Hollywood และแม้กระทั่งคนผิวดำที่เป็นที่ชื่นชอบ (ครั้งหนึ่ง Spike Lee วิจารณ์แนวทางแบบตลกเจ็บตัวของ Perry ว่า เป็น “ตลกไร้สาระ” ก่อนจะกลับคำในภายหลัง) แต่เขาก็ประสบความสำเร็จด้วยเหตุผล 2 ประการคือ เขาได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่คนจำนวนมากมองว่าจะไปลงเอยในตะกร้าขายของเลหลังในท้ายที่สดและเขาทำทุกอย่างให้แน่ใจว่าคุมมันอยู่

ผู้ให้ความบันเทิงวัย 51 ปีคนนี้เป็นเจ้าของผลงานจากการสร้างสรรค์ทั้งหมดของเขา ซึ่งมีทั้งรายการโทรทัศน์กว่า 1,200 ตอนภาพยนตร์ 22 เรื่อง และละครเวทีอย่างน้อย 24 เรื่อง รวมไปถึงสตูดิโอพื้นที่ 330 เอเคอร์ที่ชานเมืองฝั่งใต้ของ Atlanta เขาใช้ความเป็นเจ้าของนั้นมาฉกฉวยประโยชน์สูงสุดจากสัญญากับ ViacomCBS ซึ่งตกลงจ่ายเงินให้เขา 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปีสำหรับเนื้อหาใหม่ และให้หุ้นส่วนหนึ่งกับเขาใน BET+ ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน ปี 2019

Forbes Thailand - Tyler Perry

Forbes ประมาณการว่า Perry ทำรายได้ก่อนหักภาษีแล้ว 1.4 พันล้านเหรียญ ตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งเขาได้นำไปใช้ซื้อบ้านใน Atlanta, New York, Los Angeles และ Jackson Hole รัฐ Wyoming รวมไปถึงเครื่องบินอีก 2 ลำ เป็นไลฟ์สไตล์ที่ออกจะหวือหวาสำหรับนักเขียนบทที่เคยเป็นเด็กเร่ร่อนและเติบโตมาในแหล่งเสื่อมโทรมของ New Orleans วันนี้ Forbes ประมาณความมั่งคั่งสุทธิของเขาที่ 1 พันล้านเหรียญ มองเห็นเส้นทางเข้าสู่ทำเนียบ Forbes 400 อยู่รำไร

“ผมชอบเวลาใครๆ บอกว่า คุณมาจาก ‘จุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อย’” Perry บอก “มันหมายถึงว่า คุณโคตรจะจนเลย” และมันยังหมายถึงความสำเร็จที่หอมหวานกว่า “ความเป็นเจ้าของ” Perry กล่าวเสริม “มันเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่าง”

 

  • Madea ตัวละครคู่บุญ

ด้วยความที่เป็นคนชอบแสดง Perry โตมาด้วยการเล่นเลียนแบบท่าทางให้แม่เขาหัวเราะ เขาต้องรับมือมากกว่าความจน เขาเล่าถึงชีวิตที่ถูกเลี้ยงดูโดยคนที่ก้าวร้าวรุนแรงผู้ที่เขาได้รู้ในเวลาต่อมาว่าไม่ใช่พ่อแท้ๆ หลังจากได้ดูรายการทอล์กโชว์ของ Oprah Winfrey ตอนหนึ่ง เขาก็ได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนระบายความเครียดที่เขากำลังประสบ และได้ใช้เวลาในช่วงวัย 20 กว่าๆ ตระเวนไปตามโรงละครเล็กๆ ทั่วประเทศเพื่อแสดงละครที่เขาเป็นผู้เขียน ผลิตและแสดงเอง ประสบการณ์นี้ได้กลายมาเป็นการฝึกฝนอย่างเข้มข้นให้กับเขา

“คุณต้องเข้าใจว่าผมไม่มีที่ปรึกษา” Perry บอก “พ่อผมไม่รู้อะไรเรื่องธุรกิจเลย บรรดาลุงๆ กับแม่ผมก็ไม่รู้เรื่องพวกนี้ ผมไม่เคยเรียนบริหารธุรกิจ ทุกอย่างที่ผมเรียนรู้มาเป็นการเรียนที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน”

เขาเริ่มเขียนบทขณะทำงานขายรถและเป็นพนักงานเก็บบิลสินค้าในที่สุดเขารวบรวมเงินได้ 12,000 เหรียญ และนำไปใช้เช่าที่ของโรงละครชุมชนใน Atlanta เพื่อผลิตงานที่เขาร่างไว้ยามว่าง

บทละครที่ชื่อว่า I Know I’ve Been Changed เป็นเรื่องราวของผู้ผ่านประสบการณ์ถูกทารุณในวัยเด็ก จะเรียกว่าเป็นความสำเร็จชั่วข้ามคืนก็คงจะห่างไกล ถึงจุดหนึ่งมันไม่ได้ทำเงินมากพอให้เขามีจ่ายค่าเช่า เป็นเวลา 3 เดือนที่เขากินนอนในรถของเขาขณะพยายามปรับปรุง ขัดเกลามันให้ดียิ่งขึ้น กระทั่งเริ่มเป็นที่สังเกตของใครบางคน เขาออกแบบฉาก จัดโปรแกรม แขวนไฟ หรือแม้กระทั่งขายขนมระหว่างพักการแสดง

 

  • หวนคืนบ้านเกิดที่ Atlanta

เขาเช่าโกดังหลังบาร์เปลื้องผ้าทางตอนใต้ของ Atlanta และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเวทีเสียงด้วยการลงทุนในอุปกรณ์ที่เขาไม่ได้มีความรู้มากมายนัก อาทิ ไฟ ขาตั้งไมค์ โมโครโฟน ของตกแต่งฉาก แล้วก็เริ่มถ่ายทำ เขามุ่งถ่ายทำฉากครอบครัวคนผิวดำใน Atlanta ที่มีคนหลายรุ่นอาศัยอยู่รวมกัน อันเป็นที่มาของซิตคอมเรื่องแรกของเขา

แต่จุดเปลี่ยนได้เกิดขึ้นในปี 2006 เมื่อ UPN และ WB สองเครือข่ายที่กำลังประสบปัญหาควบรวมกิจการกันกลายเป็นหนึ่งภายใต้ชื่อ CW เครือข่ายใหม่ต้องการรายการ และ Perry ก็มีพร้อมอยู่ในมือเขากลับไป Hollywood ครั้งนี้มีรายการโทรทัศน์ 10 ตอนที่ถ่ายทำแล้ว จ่ายเงินแล้ว และพร้อมออกอากาศ CW ตกลงซื้อและออกอากาศในชื่อว่า House of Payne ซึ่งทำเรตติ้งได้เกินความคาดหมาย เข้าตาผู้บริหารที่ TBS

ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ใหญ่กว่ามากก่อนที่ Perry จะถ่ายทำเพิ่มเขาได้รับการรับรองจาก TBS ว่าจะออกอากาศรายการของเขาอย่างน้อย 90 ตอน ที่เขาจะได้สิทธิ์เป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ TBS เสนอเงินให้เขา 200 ล้านเหรียญ เพื่อถอนตัวจาก CW เป็นราคาที่งามมากสำหรับการผลิตแสนถูกอย่างที่เอเย่นต์มือดีคนหนึ่งเรียกว่า “ผังรายการไพรม์ไทม์ในงบการผลิตแบบละครน้ำเน่า” ที่ไม่ต้องจ่ายให้คนเขียนบท ผู้กำกับ ผู้ผลิตหรือผู้จัดแต่อย่างใด Perry รับเงินเข้ากระเป๋าเหนาะๆ ที่ประมาณการ 138 ล้านเหรียญ

“มันเป็นอะไรที่นอกกรอบเอามากๆ เป็นกระบวนทัศน์ที่แตกต่างอย่างยิ่ง” Dan Black ทนายความอุตสาหกรรมบันเทิงกล่าว เขาบอกว่า ทุกวันนี้ข้อตกลงของ Perry ยังคงถูกนำมาอ้างอิงถึงในการเจรจาข้อตกลง “คุณอาจได้ค่าดำเนินการที่น่าพอใจและค่าต่างๆ หลังออกอากาศที่น่าพอใจ แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของเนื้อหาเอง นั่นไม่ธรรมดาจริงๆ และไม่ง่ายเลยที่จะทำได้”

แม้ว่าเขาจะดึงดูดฝูงชนได้จำนวนมากอย่างเห็นได้ชัด แต่แวดวงผู้บริหารใน Hollywood ที่เป็นคนขาวโดยส่วนใหญ่ก็ยังมองไม่ออกความพยายามของ Perry ในการนำ Diary มาสร้างใหม่เป็นภาพยนตร์ไปไหนไม่ได้ไกลมากไปกว่าคำแนะนำให้ไปปรับแก้บทใหม่ และเปลี่ยนเค้าโครงเรื่องให้ถูกใจผู้ชม “กระแสหลัก” มากกว่าที่เป็นอยู่

ดังนั้น เขาจึงแสวงหาโอกาสจากความไม่รู้ของคนอื่น เขายื่นข้อเสนอให้ Jon Feltheimer ซีอีโอของ Lionsgate ว่าเขาจะลงทุนครึ่งหนึ่ง รับกำไรครึ่งหนึ่ง และเป็นฝ่ายควบคุมกรรมสิทธิ์เนื้อหาสตูดิโอมีสิทธิ์หักค่าการตลาดทั้งหมดจากส่วนแบ่งของเขา ซึ่ง Perry รู้ดีว่าคงไม่มากเมื่อพิจารณาจากแฟนคลับของเขา ตลอดจนค่าจัดจำหน่ายอีกร้อยละ 12.5 และที่ทำให้ข้อเสนอนี้หอมหวานยิ่งกว่าคือ Perry จะได้เป็นเจ้าของผลงานทั้งหมดในที่สุด

Diary มีต้นทุนการสร้าง 5.5 ล้านเหรียญ ทำรายได้ 51 ล้านเหรียญ ในโรงภาพยนตร์ และจากนั้นสามารถทำรายได้เพิ่มเติมอีก 150 ล้านเหรียญจากค่าเช่าวิดีโอ ค่าชมแบบออนดีมานด์ ค่าจำหน่ายในรูปแบบดีวีดี และค่าลิขสิทธิ์ทางโทรทัศน์

ขณะที่คนใน Hollywood ส่วนใหญ่มองความสำเร็จของภาพยนตร์ Diary ว่าเป็นเพราะโชคช่วย แต่ Perry กับ Lionsgate ก็เริ่มผลิตภาพยนตร์ที่เป็นเรื่องราวของ Madea เพิ่ม โดยทำออกมาถึง 11 เรื่องใน 14 ปี ทั้งหมดสร้างขึ้นภายใต้ตารางเวลาเร่งด่วนและงบประมาณน้อยนิด เมื่อ Perry ตัดสินใจยุติการสร้างภาคต่อ Madea ในปี 2019 ภาพยนตร์สามารถทำรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมรวมแล้วมากกว่า 670 ล้านเหรียญ และทำรายได้ให้เขาเป็นค่าตอบแทนอื่นๆ และกำไรอีกราว 290 ล้านเหรียญจากการประมาณการของ Forbes

 

  • การแก้แค้นบนแผ่นดินกบฏ

Tyler Perry Studios ซึ่งเป็นสตูดิโอที่ผลิตผลงานบันเทิงสำหรับผู้ชมที่เป็นคนผิวดำมากที่สุด เคยเป็นฐานที่มั่นของกองทัพสมาพันธรัฐอเมริกา ฐานทัพที่ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Fort McPherson แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่คุมขังนักโทษในช่วงสงครามสเปน-อเมริกา และสงครามโลกครั้งที่ 1 บ้านและอาคารอิฐประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้เคยต้อนรับผู้มีชื่อเสียงมากมายรวมทั้ง Franklin D. Roosevelt และ Colin Powell ด้วย Perry บอกว่าสนามกอล์ฟขนาด 18 หลุมที่เสื่อมโทรมนั้นเคยเทียบเคียงได้กับสนาม Augusta เลยทีเดียว ความท้าทายสำหรับ Perry ผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในรถที่เขาจอดไว้ใกล้ๆ คือ การทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นฉากท้ายเรื่องเล่าแบบ Horatio Alger

“ผมเป็นเจ้าของไฟ ผมเป็นเจ้าของฉาก” Perry กล่าวก่อนจะนั่งลงบนโซฟาในสำนักงานของเขาบนชั้นสูงสุดของอาคารรูปทรงสมัยใหม่ 4 ชั้น ที่เพิ่งได้รับการซ่อมแซมใหม่ เขาเรียกมันว่า อาคาร Dream Building “ความแตกต่างมันอยู่ตรงนี้ ผมเป็นเจ้าของทุกสิ่งอย่าง ทำให้ผมได้ผลตอบแทนมากกว่า”

เขาจ่ายเงิน 30 ล้านเหรียญเป็นค่าอสังหาริมทรัพย์ และจากนั้นก็ใช้จ่ายไปอีก 250 ล้านเหรียญในการสร้างสตูดิโอที่ตอนนี้ใหญ่กว่าอาคารถ่ายทำฉากกลางแจ้งของ Warner Bros. ที่เมือง Burbank รัฐ California ถึง 2 เท่า เขาชำระเงินไปหมดแล้วด้วยเงินสดที่ได้มาจากการสร้างภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์มากมายก่ายกองตลอด 15 ปีที่ผ่านมา การได้อสังหาริมทรัพย์ชิ้นนี้มาครอบครองก็ทำแบบเหนือเมฆ ทำให้เขามีสถานที่ในการสร้างโรงถ่ายชั้นเลิศที่เข้าทางกับงานผลิตของ Hollywood รวมไปถึงผืนดินขนาดมโหฬารใจกลางหนึ่งในเขตเศรษฐกิจ Opportunity Zones ของ Atlanta

ในความเป็นจริงมันเป็นข้อตกลงที่อาจมีเพียง Perry คนเดียวเท่านั้นที่จะทำได้ เขาผลิตผลงานจาก Atlanta นับตั้งแต่นำ Dairy ออกฉายในปี 2005 ในระยะ 15 ปีหลังจากนั้นเขาได้สร้างภาพยนตร์อย่างน้อยปีละเรื่องและซีรีส์อีกกว่า 13 เรื่อง เกือบทั้งหมดถ่ายทำใน Atlanta และรอบๆ ตัวเมือง

เมื่อเข้าสู่เรื่องของฐานทัพที่เสื่อมสภาพ Atlanta ก็ต้องการพันธมิตรนักพัฒนาที่อาจจะช่วยจุดประกายกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ช่วยฟื้นชีวิตให้กับพื้นที่ด้านใต้ของเมืองที่ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็คงถูกหลงลืมไป Perry มีเส้นสายอยู่ ไม่เพียงสายสัมพันธ์กับประธานาธิบดี Obama ผู้ที่ในเวลานั้นสามารถปฏิเสธข้อตกลงใดๆ ก็ได้ที่เกี่ยวกับที่ดินของกองทัพแต่เขายังมีประวัติการสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นด้วย

ในขณะที่สตูดิโอของ Perry ไม่เคยเงียบเหงา เขาพิจารณาการพัฒนาพื้นที่ด้วยการดูตัวอย่างจาก Disney และ Universal โดยมีแผนที่จะสร้างภัตตาคาร ร้านค้า และศูนย์ความบันเทิงครบวงจรที่มีโรงภาพยนตร์และประสบการณ์แบบสวนสนุก ลองคิดถึง Margaritaville ของ Jimmy Buffett แต่ด้วยบรรยากาศแบบครัวชนบทเมืองใต้

Perry ยอมรับว่า การลงทุนที่เสี่ยงเช่นนั้นจะพาเขาออกจากพื้นที่ปลอดภัยของชีวิตในแง่ของขอบข่าย การควบคุม และโดยเฉพาะในเรื่องหนี้สิน เนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจของเขามีความพิเศษกว่าคนอื่นตรงที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง และใช้เงินสดในการดำเนินงานอยู่ตลอด แผนของเขายังรวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับสตรีที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ เยาวชนกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) และสถาบันที่จะสอนเด็กๆ ที่โตมาแบบเขาในสิ่งที่เขาไม่เคยได้เรียนรู้ หนึ่งในนั้นคือ ทักษะทางการเงินพื้นฐาน

แต่ความเสี่ยงนั้นคุ้มค่า “ผมสามารถเดินออกไปข้างนอก กำดินขึ้นมา และรู้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีทหารของสมาพันธรัฐเดินอาดๆ อยู่บนผืนดินผืนนี้ กำหนดอุบาย และวางแผนทุกอย่างที่พวกเขาทำได้เพื่อไม่ให้คนนิโกรอย่างพวกเราได้มีที่ทางในสังคม” Perry กล่าว

“ความจริงที่ว่า ผมยังอยู่บนแผ่นดินนี้ความจริงที่ว่าคนหลายร้อยคนทั้งที่ผิวสีดำและสีน้ำตาลมาที่นี่เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ นั่นละคือสิ่งที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง”

 

 

อ่านเพิ่มเติม:


คลิกอ่าน “ชีวิตที่มีแต่รุ่งกับรุ่งของ Tyler Perry” ฉบับเต็ม และบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมีนาคม 2564 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP