Joseph Lubin ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนชื่อดัง - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • Joseph Lubin ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนชื่อดัง

Joseph Lubin ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนชื่อดัง

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
29 Apr 2019 | 2:41 pm 3579

กระแสเงินดิจิทัลที่มาแรงอย่างฉุดไม่อยู่หนุนให้ Joseph Lubin กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน และเขาตั้งเป้าวาดแผนสร้างอาณาจักรธุรกิจแห่งอนาคต แต่แล้วสถานการณ์ก็เริ่มสะท้อนภาพความจริง

Forbes ได้จัดอันดับให้ Joseph Lubin ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีผู้ถือครองเงินดิจิทัลมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยมูลค่าเงินคริปโตสุทธิราว 5 พันล้านเหรียญ โดยประเมินจากรายงานข่าวที่ระบุว่าเขาเป็นเจ้าของเงิน Ethereum ประมาณ 5-10% ของทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ ซึ่งตอนต้นปี 2018 มูลค่าตลาดของเงินสกุลนี้พุ่งขึ้นทะลุระดับ 1 แสนล้านเหรียญ

“เทคโนโลยีนี้มีโอกาสมหาศาล” Lubin วัย 54 ปีกล่าวกับ Forbes ระหว่างการสัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ “มูลค่าที่แท้จริงมากกว่าระดับปัจจุบันหลายเท่าเพราะสกุลเงินดิจิทัลนี้จะแทรกซึมเข้าไปทั่วทุกมุมของสังคม เราจะพัฒนาทุกอย่างบนพื้นฐานของเทคโนโลยีนี้”

ย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2014 เพียงไม่กี่เดือนหลังจาก Ethereum เปิดระดมทุนผ่านการขายเหรียญต่อสาธารณะที่ราคา 30 เซนต์ Lubin ได้ดำเนินการจัดตั้ง ConsenSys บริษัทโฮลดิ้งที่เขาให้คำจำกัดความอย่างยิ่งใหญ่ว่าเป็นเหมือน “ระบบนิเวศเทคโนโลยี” สำหรับสร้างแอพพลิเคชั่นและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโลกอนาคตที่ข้อมูลจะเชื่อมโยงกันเหมือนห่วงโซ่ ไม่ได้กระจุกตัวเพียงที่ใดที่หนึ่ง

ความจริงแล้ว ConsenSys ถือเป็นเครือบริษัทผู้บุกเบิกวงการคริปโตรายแรกโดยประกอบด้วยธุรกิจย่อยมากมายที่พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม Ethereum ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญที่สุดของ Bitcoin ในโลกบล็อกเชน ธุรกิจมากกว่า 50 แห่งแตกกิ่งก้านสาขาจาก ConsenSys ขณะเดียวกัน Ethereum ก็ต้องรับมือกับการท้าทายจากแพลตฟอร์มบล็อกเชนคู่แข่งที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนแอพพลิเคชั่นอื่น อย่างเช่น EOS ซึ่งประมวลผลธุรกรรมได้ในปริมาณที่มากกว่าวันละประมาณ 10 เท่า และ Dfinity ที่เพิ่งระดมทุนไป 102 ล้านเหรียญจากนักลงทุนเมื่อไม่นานมานี้ โดยหนึ่งในผู้ลงทุนคือธุรกิจร่วมลงทุนรายใหญ่อย่าง Andressen Horowitz แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเทคโนโลยีบล็อกเชนเกือบทั้งหมดยังมีความสามารถในการประมวลผลที่ช้าอยู่ โดย Ethereum ประมวลผลได้เพียงราว 20 ธุรกรรมต่อวินาที ขณะที่ Visa จัดการธุรกรรมมากกว่า 24,000 รายการต่อวินาที

ช่วงต้นปี 2011 Lubin มีโอกาสได้อ่านเอกสารเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ bitcoin ซึ่งจุดประกายให้เขาตาสว่างขึ้นมาทันที “การกระจายตัวของฐานข้อมูลคือสิ่งที่จะเปลี่ยนโลก” เขาตั้งหน้าตั้งตาอ่านข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ Bitcoin เท่าที่จะสามารถทำได้และในที่สุด Di Iorio ก็ได้แนะนำ  Lubin ให้พบกับ Vitalik Buterin เด็กหนุ่มอัจฉริยะในวงการคริปโตผู้คิดค้น Ethereum ซึ่งขณะนั้นอายุ 19 ปี เขาได้อ่านเอกสารสรุปรายละเอียดของ Ethereum ที่ Buterinนำเสนอเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2013 และ จากนั้น Lubin ได้ลงไปคลุกคลีร่วมปลุกปั้นโครงการ Ethereum ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นพร้อมเข้าประชุมตั้งต้นบริษัทร่วมกับผู้ก่อตั้งรายอื่นๆ

ธุรกิจแรกๆ ที่แตกหน่ออยู่ภายใต้เครือบริษัท ConsenSys คือธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านบัญชีสำหรับการธุรกรรมในสกุลเงินดิจิทัลและระบบปฏิบัติการจัดการลิขสิทธิ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับนักดนตรีซึ่งมีการนำาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ แนวคิดสำหรับธุรกิจใหม่ส่วนใหญ่มาจากพนักงานของ ConsenSys และเมื่อโครงการผ่านการอนุมัติ Lubin จะสนับสนุนเงินทุนประมาณ 250,000 ถึง 500,000 เหรียญให้สตาร์ทอัพหน้าใหม่เพื่อตั้งต้นธุรกิจเป้าหมายคือเพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้พัฒนาจนพึ่งพาตัวเองได้ และเพื่อผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย ก็จะดำเนินการแยกตัวธุรกิจย่อยออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ในบางครั้ง

เป้าหมายที่ไกลกว่าของ Lubin คือการเปลี่ยนระบบนิเวศ Ethereum ให้เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายในรูปแบบใยแมงมุม ซึ่งจุดแข็งก็มาจากความเชื่อมต่อกันของเหล่าธุรกิจในเครือทั้งนี้ ธุรกิจย่อยในเครือของ ConsenSys เพียงไม่กี่รายประสบความสำเร็จตาม เป้าหมาย Balanc3 โครงการซอฟต์แวร์ด้านบัญชีระบุว่าพวกเขามีลูกค้าองค์กร 25 ราย (แต่ไม่ได้ระบุชื่อ) ซึ่งลูกค้าแต่ละรายจ่ายค่าบริการอย่างน้อยปีละ 25,000 เหรียญ

นอกจากนี้ ConsenSys ยังมีบริการแนะนำให้คำปรึกษาต่างๆ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับบล็อกเชน จนถึงปัจจุบันบริการนี้นับว่าเป็นธุรกิจที่ดีที่สุดของ ConsenSys ในระยะสั้นบริการเหล่านี้จะไปได้สวย จนกระทั่งบริษัทต่างๆ ตระหนักว่าบล็อกเชนไม่ได้เหมาะที่จะนำาไปประยุกต์ใช้กับทุกธุรกิจและบางครั้งอาจแย่กว่าเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วยซ้ำ ทั้งนี้ที่ปรึกษาจากบริการของ ConsenSys ได้ช่วยพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ เช่น Komgo ที่เกิดจากการร่วมมือของธนาคารรายใหญ่ 15 แห่งซึ่งรวมถึง Citi, BNP Paribas และ ABN AMRO โดย Komgo ต้องการนำระบบบล็อกเชนไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการแหล่งเงินทุนของสินค้าที่มีการขนส่งไปยังทั่วโลก อย่างเช่น น้ำมัน นอกจากนี้ที่ปรึกษาของ ConsenSys ยังได้ร่วมงานกับ UnionBank ในฟิลิปปินส์ในการย่นระยะเวลาโอนเงินจนถึงปัจจุบัน

หากไม่นับรวมบริการให้คำปรึกษาแล้ว สิ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ ConsenSys ก็คือเครื่องมือบนแพลตฟอร์ม Ethereum สำหรับนักเขียนโปรแกรม MetaMask ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ Ethereum ผ่านหน้าเว็บมีจำนวนการดาวน์โหลดไปแล้วมากกว่า 1 ล้านครั้ง (ไม่มีค่าบริการ) ส่วน Truffle เครื่องมือช่วยนักพัฒนาบริหารจัดการและทดลองรหัสก่อนนำาไปใช้บนเครือข่าย Ethereum ก็มียอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้งเช่นกันการเก็บค่าบริการสำหรับเครื่องมือเหล่านี้อาจเป็นเรื่องยากเนื่องจากลักษณะของสังคมการพัฒนาบล็อกเชนที่มีความเป็นสาธารณะ และไม่มีผู้ใดมีอำานาจควบคุมเด็ดขาด ConsenSys อ้างว่าในอีกไม่ช้าบริษัทจะเริ่มเรียกเก็บค่าบริการจากการใช้ Infura โครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่ทำาให้การเปิดใช้งานสู่เครือข่าย Ethereum สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

“ConsenSys มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของระบบนิเวศเครือข่าย Ethereumมากกว่าบริษัทอื่นๆ ในช่วง 5 ปีแรก” Meltem Demirors ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล CoinShares กล่าวทั้งหมดนี้ดูจะไม่ได้สร้างความหวั่นเกรงต่อ Lubin ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ลงทุนลงแรงในโครงการต่างๆ เพื่อสร้างผลกำไร

“ความตั้งใจไม่ได้อยู่ที่การตั้งบริษัทและปลุกปั้นธุรกิจให้เติบโตเพื่อทำกำไร” เขากล่าว “แต่เป้าหมายคือการสร้างระบบนิเวศซึ่งเปรียบเสมือนครอบครัวขยายที่แตกกิ่งก้านสาขาเหมือนต้นไม้”

คลิกอ่าน 10 อันดับ มหาเศรษฐีผู้ถือครองเงินดิจิทัลมากที่สุดในโลก


ติดตามอ่านฉบับเต็ม “ความหวังสุดท้ายเงินดิจิทัล” ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับ มีนาคม 2562 และติดตามได้ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP