พล.ต.พัชร รัตตกุล ถอดรหัส “หาดทิพย์” ครองใจคนใต้

พล.ต.พัชร รัตตกุล ถอดรหัส “หาดทิพย์” ครองใจคนใต้

ทายาทผู้ก่อตั้ง บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) มีความตั้งใจรับราชการเป็นทหารจนเกษียณ ทว่าเมื่อบิดา “ร้อยตรี ไพโรจน์ รัตตกุล” ขอให้มาช่วยงาน จึงลาออกจากราชการ เปลี่ยนสถานะจากนายทหารเป็นนักธุรกิจ และรับตำแหน่งเป็น CEO ในปี 2562


    บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ HTC เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือโคคา-โคล่า ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ข้อมูลของ Nielsen ประจำปี 2568 ระบุว่า HTC เป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดในภาพรวม 23.2% และส่วนแบ่งทางการตลาดน้ำอัดลม 78.2% เป็นอันดับ 1 ในพื้นที่ ปีที่ผ่านมาหาดทิพย์มีรายได้จากการขายรวม 8,258 ล้านบาท เติบโต 1.6% กำไรสุทธิ 568 ล้านบาท ตั้งเป้าปีนี้เติบโต 3-5% ด้วยรายได้จากการขาย 8,500 ล้านบาท

    พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ทีมงาน Forbes Thailand ที่สำนักงานกรุงเทพฯ บนถนนรามคำแหง ด้านหน้าทางเข้าอาคารมีรถโค้ก (Coca-Cola) คันเล็กๆ ตั้งอยู่ บริเวณห้องรับแขกชั้นล่าง มีโคมไฟระย้าห้อยบนเพดานทำจากขวดผลิตภัณฑ์ ภาพวาดบนบันไดทางขึ้นชั้น 2 เป็นรูปขวดโค้ก ส่วนที่ห้องสันทนาการมีตู้เย็นบรรจุเครื่องดื่มที่บริษัทผลิต และผนังด้านหนึ่งตกแต่งด้วยเครื่องดื่มในบรรจุภัณฑ์แบบต่างๆ

    เช่นเดียวกับห้องรับรองผู้บริหาร ที่มีของตกแต่งและภาพศิลปะเกี่ยวกับโค้กอีกเช่นกัน ทราบภายหลังว่าเป็นของสะสมของ พลตรี พัชร หรือ เสธ.ดอลลาร์ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า นี่เป็นเพียงส่วนน้อย หากนับรวมที่สะสมตั้งแต่เด็กมีจำนวนหลายพันชิ้น และมีโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่สำนักงานหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อจัดแสดงของสะสมดังกล่าว

    ไม่บ่อยครั้งนักที่จะเห็นพลตรี พัชรให้สัมภาษณ์ด้านธุรกิจ นอกจากการแถลงข่าวผลการดำเนินงานประจำปี

    “ผมตั้งใจรับราชการทหารตั้งแต่เด็กๆ เข้าโรงเรียนนายร้อยที่อังกฤษ ไม่เคยสนใจธุรกิจเลย กลับมาบ้านเขาคุยเรื่องธุรกิจกันก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ถือว่าไม่เกี่ยวกับเราแต่ฟังได้ จนเป็นผู้ใหญ่ปกติคุณพ่อไม่เคยขอร้องให้มาช่วย มีอยู่วันหนึ่งท่านบอกว่า ไม่ไหวแล้ว มาช่วยได้ไหม วันรุ่งขึ้นผมก็ลาออกเลย...ใจไม่เคยคิดว่าต้องมาทำธุรกิจ ไม่คิดว่าจะลาออกจากราชการ เพราะรักในอาชีพทหารมาก หลังจากนั้นก็ช่วยมาตลอด เริ่มจากเป็นที่ปรึกษา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ พอคุณพ่อเสียชีวิตก็มารับตำแหน่งเมื่อ 7 ปีที่แล้ว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. หาดทิพย์ เล่าถึงจุดเปลี่ยนของการทำงาน

    จากบทบาทนายทหารมาเป็นนักธุรกิจ เขาบอกว่า มีทั้งส่วนที่แตกต่างและคล้ายคลึงกัน สิ่งที่คล้ายและนำมาปรับใช้ เช่น การบริหารเวลา บริหารคน บริหารทรัพยากร ภาวะการเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม การสร้างความเชื่อมั่นในองค์กร

    “สิ่งที่แตกต่างคือผมต้องสุภาพขึ้นเยอะ” พลตรี พัชรพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลพร้อมหัวเราะน้อยๆ ก่อนขยายความว่า การสื่อสารแบบทหารต้องรวดเร็ว ชัดเจน มีน้ำหนักในการสั่งการ เพราะมีข้อจำกัดด้านเวลาและการเสี่ยงภัย แต่เมื่อใช้กับเอกชนอาจจะมองว่าพูดรุนแรง เมื่อมาทำงานใหม่ๆ จึงต้องปรับตัวค่อนข้างมาก ประกอบกับตอนเป็นทหารทำงานกับผู้ชาย ไม่ต้องระมัดระวังเรื่องการวางตัว การใช้คำพูด ประการสำคัญคือไม่เคยทำงานกับผู้หญิงเลย

    เมื่อพลิกบทมาทำงานภาคเอกชน ต้องฝึกเดินตลาด เข้าพบลูกค้า บางครั้งโดนลูกค้าต่อว่าบ้างก็มี “มาทำธุรกิจต้องเรียนรู้ทุกวัน แต่กราฟในการเรียนรู้ต้องเร็ว เพราะเรามีความรับผิดชอบค่อนข้างเยอะ”



เป็นส่วนหนึ่งของคนใต้

    คงไม่มีใครไม่รู้จักเครื่องดื่ม “โค้ก” ซึ่งผลิตโดย บมจ. ไทยน้ำทิพย์ แต่ถ้าดื่มโค้กในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ทั้งหมดผลิตโดย บมจ. หาดทิพย์ ซึ่งได้รับลิขสิทธิ์จาก เดอะ โคคา-โคล่า คัมปะนี (ประเทศสหรัฐอเมริกา) เมือง Atlanta รัฐ Georgia ให้ผลิตและจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้า โคคา-โคล่า, แฟนต้า, สไปรท์ กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ มินิทเมด และน้ำดื่มน้ำทิพย์ ผลิตภัณฑ์แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ น้ำอัดลมและผลิตภัณฑ์ไม่อัดลม (still beverages) โดยรายได้หลักมาจากประเภทแรก

    จากจุดเริ่มต้นที่มีพนักงานเพียง 60 คน กับรถขาย 4 คัน ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 2,400 คน ศูนย์กระจายสินค้าและสาขารวม 20 แห่ง มีรถขายและรถขนส่งรวม 290 คัน รองรับการให้บริการร้านค้ากว่า 50,000 แห่ง

    น้ำอัดลมโคคา-โคล่า ถือกำเนิดขึ้นในภาคใต้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2512 ซึ่งผลิตและจำหน่ายโดย บจ. นครทิพย์ เริ่มแรกได้รับลิขสิทธิ์ผลิตและจำหน่ายใน 3 จังหวัดคือ สงขลา สตูล และยะลา ต่อมาปี 2517 บริษัท ไทยธนา จำกัด เข้ามาบริหารงาน โดย ร้อยตรี ไพโรจน์ รัตตกุล (อดีต) กรรมการผู้จัดการและคณะกรรมการ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า สุทธสิริโสภา เป็นองค์ประธานฯ และ วิไล รัตตกุล เป็นประธานกรรมการบริหารปี 2521 บจ. ไทยธนา และ บจ. นครทิพย์ ร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ บจ. หาดทิพย์ และได้รับลิขสิทธิ์โดยตรงจาก เดอะ โคคา-โคล่า คัมปะนี (ประเทศสหรัฐอเมริกา) ให้เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม โคคา-โคล่า เพิ่มอีก 11 จังหวัด รวมเป็น 14 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ชุมพร ระนอง กระบี่ ภูเก็ต พังงา ตรัง พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี และนราธิวาส

    บริษัทได้นำหุ้นสามัญเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2531 และซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ปี 2531 และปี 2537 ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดภายใต้ชื่อ บมจ. หาดทิพย์ เมื่อ ร้อยตรี ไพโรจน์ รัตตกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัทถึงแก่อนิจกรรม คณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งพลตรี พัชร ทายาทรุ่นที่ 2 ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

    บนเว็บไซต์ของบริษัทได้ประกาศวิสัยทัศน์พันธกิจ “เพื่อบ้านของเรา” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก หนึ่งในนั้นคือการบรรเทาและฟื้นฟูชุมชนจากเหตุสาธารณภัย จึงไม่น่าแปลกใจว่าเมื่อเกิดอุทกภัยใหญ่ในภาคใต้ปลายปี 2568 จะเห็นพนักงานของหาดทิพย์ฯ เป็นอาสาสมัคร และบริษัทได้จัดตั้งทีมแก้ไขสถานการณ์ (Crisis Response Team: CRT) ขึ้นที่สำนักงานหาดใหญ่ เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ตามแผนเผชิญเหตุ และพลตรี พัชรได้ลงพื้นที่ประสบภัยเป็นลำดับแรกๆ



    “เขารู้ว่ามาจากหาดทิพย์ แต่ไม่รู้ว่าผมเป็นใคร ไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ แต่เราใช้ลูกน้อง ต้องไปให้เห็นว่าเราก็ทำด้วย ผมคิดว่าเราปลูกฝังกันมาจนเป็นเรื่องอัตโนมัติ ถ้าชาวบ้านเดือดร้อน เราอยู่ในสถานภาพที่ดีกว่าต้องช่วยกัน ได้มากน้อยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง...เราต้องสำนึกว่าที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ มีเงินเดือนก็มาจากเงินที่เขาซื้อสินค้าเรา ผมพยายามสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามา เมื่อเขามีความเสียสละแล้วจะมีความภาคภูมิใจว่า ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมด้วยมือของเขาเอง...

    “ภาคใต้เจอภัยพิบัติเกือบทุกปี ผมอยู่มาเกือบ 20 ปี มีทั้งใหญ่และเล็กเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ น้ำท่วมปี 2554 และปี 2568 เราต้องเตรียมพร้อมรับมือตลอดเวลา โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง อย่างเดือนมิถุนายนต้องเตรียมแผนงาน เตรียมเรือ เครื่องยนต์ ทีมงานจะเตรียมตัวตลอดเวลา ตั้งคอมมานด์เซ็นเตอร์ขึ้นมา ทุกส่วนต้องช่วยกัน”

    ผู้บริหาร HTC บอกว่า สิ่งที่ประทับใจมากคือ ในครั้งนั้นพนักงานกว่าพันครอบครัวได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด แต่ก็เข้ามาอยู่ในคอมมานด์เซ็นเตอร์และออกพื้นที่ทุกวัน เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือน

    “เซ็นเตอร์เรามีคนเป็นร้อยคน มาจากอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ฯ 40 กว่าคน ทีมงานต้องออก (พื้นที่) ทุกวัน ด้วยภารกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่เคลื่อนย้ายคนจากจุด A ไปจุด B เรามียานพาหนะยกสูง เคลื่อนย้ายผู้ป่วยบาดเจ็บรวมทั้งผู้เสียชีวิตด้วย...บางพื้นที่หน่วยงานราชการไม่ได้เข้าไป แต่เราไป ยังเจอทหารช่าง เจอรุ่นน้องมาสวัสดี เขาบอกว่า ไปไม่ได้นะพี่ น้ำเชี่ยวมาก แต่เราก็เข้าไปจนได้ ถึงจุดที่เขานำเฮลิคอปเตอร์ทิ้งของลงมาเพราะเรือเข้าไม่ได้ แต่ตรงนั้นมีหาดทิพย์อยู่”

    ส่วนที่ศูนย์พักพิง มีโรงครัวทำอาหารให้กับผู้ประสบภัย โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร ซึ่งความช่วยเหลือมาจากทุกสารทิศ มีการตั้งโรงพยาบาลสนามในบริษัท ให้บริการทางการแพทย์เป็นเวลา 1 เดือน มีแพทย์จากนราธิวาสเป็นอาสาสมัครมาอยู่ประจำ ให้บริการคนไข้รวม 1,178 เคส คนไข้มาพักอยู่ที่ศูนย์ฯ 484 ราย และมีผู้มาพักอาศัยหลายร้อยคน บริษัทดูแล 24 ชั่วโมง มีอาหาร 3 มื้อ

    ถามว่า ตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ไว้เท่าไร เขาตอบทันทีว่า “ไม่ได้คิด...ตอนนั้นถ้าไปเห็นแล้วน้ำตาไหล คราวหนึ่งไปเจอคนตอนนั้นเหลือกล้วยอยู่ครึ่งใบ เขาร้องไห้เพราะไม่ได้กินข้าวมา 6 วัน คือเราไปถึงแฟลตหรืออะพาร์ตเมนต์ มีคนออกมาเต็มระเบียง ไม่รู้จะช่วยห้องไหน เพราะฉะนั้นเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องพูดถึง ยังไงเราไม่เจ๊ง”

    ส่วนที่ว่าทำอย่างไรจึงครองใจคนใต้ CEO หาดทิพย์ตอบว่า “ถ้าเขามี trust เราทำอะไรก็ง่ายขึ้น สร้างผลพวงให้แบรนด์ สินค้า เหมือนกับการทำความดี ทำไปเรื่อยๆ อย่าหวังผล จนเขาไว้วางใจ โดยเฉพาะคนภาคใต้...ด้วยความที่เขามีปรัชญา ความคิด ความเชื่อในท้องถิ่นค่อนข้างแตกต่างจากภาคอื่น ความจงรักภักดี ความมั่นคงของเขาช่วยเราได้ เพราะเราเป็นบริษัทเล็ก...บังเอิญเขารักเรา ความไว้วางใจเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับหาดทิพย์ สิ่งที่ยากก็กลายเป็นง่าย”



มั่นใจโตตามเป้า

    บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ไว้ที่ 8.5 พันล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 3-5% จากกลยุทธ์ต่างๆ ดังนี้ คัดเลือกผลิตภัณฑ์และขนาดบรรจุภัณฑ์ให้สอดรับกับพฤติกรรมการจับจ่ายและกำลังซื้อ เช่น ผลิตเครื่องดื่มโค้กบรรจุกระป๋องขนาด 180 มิลลิลิตร ราคา 10 บาท ขยายพอร์ตไปยังผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น แฟนต้า รสสับปะรด, สไปรท์ ชิลล์ และเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียม “มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้” ซึ่งเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในสหรัฐฯ แต่บริษัทไม่เคยทำมาก่อน รวมทั้งเพิ่มผลิตภัณฑ์ด้านนวัตกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเปลี่ยนแปลงไปทางเวลเนสมากขึ้น

    “ประเทศไทยแบ่งเป็นเครื่องดื่มมีน้ำตาล ไม่มีน้ำตาล น้ำผลไม้ ชา น้ำดื่ม น้ำแร่ ตอนนี้มีพลังงาน แต่ยังมีอีกหลายหมวดหมู่มากที่เรายังไม่ได้เข้าไป เช่น กาแฟ นม นมถั่วเหลือง หรืออื่นๆ วิสัยทัศน์ของบริษัทคือ เสนอสินค้าในหมวดหมู่ที่หลากหลายให้ผู้บริโภค...โคคา-โคล่า มีเครื่องดื่มเกือบทุกประเภท มากกว่า 500 แบรนด์ รวมทั้งเครื่องดื่มทางเลือก เขาจะรีโนเวตขึ้นมาเรื่อยๆ เราต้องทำร่วมกับโคคา-โคล่า ทดลองว่าเวิร์กไหม ทำวิจัยผู้บริโภค หรือปรับเปลี่ยนสูตรให้เหมาะกับตลาดไทย...น้ำอัดลมมีโอกาสเติบโตอีกมากเมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ดูจากอัตราการบริโภคต่อคนต่อปี ในไทยยังอยู่ในระดับไม่สูงมาก ยังมีโอกาสในการเติบโต”

    นอกจากนั้น ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าด้านการกระจายสินค้า ช่องทางการขาย และการบริหารจัดการข้อมูล โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ CEO หาดทิพย์ย้ำอยู่บ่อยครั้งคือ “บุคลากร” แม้บริษัทจะนำระบบ E-B2B มาใช้ ส่งผลให้มียอดขายเพิ่ม แต่ความสัมพันธ์กับร้านค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

    “ดิจิทัล เทคโนโลยี มาเสริมได้ แต่ไม่มีทางจะทดแทนการติดต่อผ่านบุคคล…ธุรกิจเราต้องเข้าไปในร้านค้า เพื่อช่วยให้เขาขายดีขึ้น เช่น การจัดวางสินค้าในตู้เย็น จัดประเภทสินค้าให้เห็นราคาง่าย หันแบรนด์ออกมาให้ดูน่าดื่ม เราจึงต้องเดินตลาดกันทุกวัน ในภาษาของเราเรียกว่าการปฏิบัติการในตลาด ภาพความสำเร็จของร้านค้าแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง เซลส์จะมีคัมภีร์ของเขา เดี๋ยวนี้พอเซลส์เข้าไปถึงร้านค้าเอาไอแพดส่อง ก็รู้ว่าต้องเสนอขายอะไรบ้าง คือมันจะบอกว่าในตู้เย็นขาดอะไร ร้านสั่งสินค้าอะไร ตอนนี้เหลือสต็อกเท่าไร เราควรเสนอขายอะไร AI ช่วยให้เซลส์คุยกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น แต่ยังไงต้องมีคน...ตอนผมเป็นทหารคิดว่าขายน้ำขวดจะไปยากอะไร โอ้โห พอเข้ามาปวดหัว...มีรายละเอียดเยอะ ตู้เย็นวางถูกตำแหน่งไหม โปสเตอร์วางถูกจุดหรือเปล่า”


    ด้านชีวิตส่วนตัว พลตรี พัชรบอกว่า ไม่เชื่อเรื่องเวิร์กไลฟ์บาลานซ์ แนวทางที่ปฏิบัติทุกวันนี้คือ จัดลำดับความเร่งด่วนในชีวิต และพยายามบริหารจัดการเวลาให้ดีที่สุด เพื่อไปให้ถึงจุดที่สมดุลที่มีทั้งงาน ความสุข และคุณภาพชีวิต “จะแบ่งว่าเวลาทำงาน ชีวิตส่วนตัวเท่านี้ ในชีวิตจริงคงเป็นไปได้ยาก แต่พยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าคิดว่าทำดีที่สุดได้แล้วก็พอแล้ว”

    เหตุผลที่ผู้บริหาร HTC กล่าวเช่นนี้เพราะให้ความสำคัญและทุ่มเทเวลาในการดูแลคู่ชีวิต “คุณหญิงแมงมุม” ม.ร.ว. ศรีคำรุ้ง ยุคล ซึ่งล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบ และเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ซึ่งมีอาการตั้งแต่ปี 2552 ทำให้ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ

    “พูดตามตรงอยากทำงานหนักกว่านี้ ผมโชคดีมีทีมงานให้ความเมตตาและสนับสนุน ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเขาไม่เมตตาผมอยู่ไม่ได้ ภรรยาป่วยมา 7 ปี ผมแทบไม่ค่อยได้เข้าบริษัท ถ้ามีวิกฤตอยู่ทันที ปกติอาศัยทีมงานทุกระดับชั้น เขาเมตตาจริงๆ... เขาช่วยด้วยความเต็มใจ เห็นเราเดือดร้อน มันก็หลายปีแล้ว อย่างไรก็ดีผมก็ทำอยู่ และพยายามตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ...บางอย่างต้องการความเห็นหรือการตัดสินใจจากเราก็ทำได้ทันทีไม่ว่าอยู่ที่ไหน เพราะเทคโนโลยีช่วยได้”



หมวกใบใหม่

    ล่าสุดพลตรี พัชรได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2569-2572 ในบทบาทผู้นำของอุตสาหกรรมเขามองว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มองแค่สินค้า ราคา และคุณภาพ แต่ยังรวมถึงสุขภาพ ประสบการณ์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น อุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยควรมีการวางโรดแมปเป้าหมาย เช่น หากต้องการเป็นฮับในภูมิภาคต้องทำอะไรบ้างตามลำดับ ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ภาคเอกชนไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในเชิง Public Private Partnership

    “ผมเชื่อว่าทุกบริษัทที่เป็นสมาชิกมีความสามัคคี มีความเสียสละ ต้องการทำเพื่อส่วนรวม ธุรกิจก็ธุรกิจ ส่วนรวมก็ส่วนรวม แต่ต้องคิดก่อนว่าเป้าหมายคืออะไร การจะไปถึงตรงนั้น และจะดึงรัฐมาเป็นพาร์ตเนอร์ได้อย่างไร หากอยากเป็น regional hub ภาครัฐต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการต่างๆ เข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม และ know-how ระดับโลกได้...เป็นความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ชุมชน สถาบันการศึกษา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

    “ประเทศไทยมีพืชผลจำนวนมากที่สามารถพัฒนาเป็นเครื่องดื่มทุกประเภทที่ไม่มีแอลกอฮอล์ แต่เราไม่มีเงินทำ R&D และมาร์เก็ตติ้ง ถ้าทำอย่างนี้แล้วรัฐเป็นพาร์ตเนอร์ ด้วยเป้าหมายที่ตั้งไว้ น่าจะเป็นทิศทางที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย”




ภาพ: HTC



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Landscape Collaboration คืนธรรมชาติสู่ใจกลางเมือง

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine