Landscape Collaboration คืนธรรมชาติสู่ใจกลางเมือง

Landscape Collaboration คืนธรรมชาติสู่ใจกลางเมือง

ในช่วงเวลาที่กรุงเทพฯ ค่อยๆ สูญเสียพื้นที่สีเขียวและถูกแทนที่ด้วยคอนกรีต สวนลอยฟ้าบนโครงการมิกซ์ยูสระดับลักชัวรี่แห่งหนึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ของเมือง ด้วยวิวพาโนรามาของสวนลุมพินีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอภิสิทธิ์ของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม และในวันนี้พื้นที่แห่งนี้กำลังปลุกคำว่า “ภูมิสถาปัตย์” ให้กลับมาอยู่ในบทสนทนาอีกครั้งผ่านคำถามสำคัญว่า คนเมืองจะยังสามารถใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมีคุณภาพเพียงใด


    คนที่กำลังให้คำตอบต่อคำถามนี้คือ “ภูมิสถาปนิก” หรือ landscape architect ผู้ทำงานอยู่กับพื้นที่ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และเมือง ผ่านภูมิทัศน์ที่ผู้คนอาจเดินผ่านทุกวันโดยไม่ทันสังเกต “Landscape Collaboration” คือหนึ่งในบริษัทภูมิสถาปัตย์ชั้นนำของไทยที่อยู่เบื้องหลังผลงานสำคัญหลายแห่ง รวมถึง “สวนดุสิตอรุณ” พื้นที่สีเขียวขนาด 7 ไร่ บน Dusit Central Park ที่กำลังกล่าวถึง ความพิเศษของสวนลอยฟ้าแห่งนี้ไม่ได้อยู่เพียงความงดงามของงานออกแบบ หากแต่อยู่ที่การเปิดมุมมองของสวนลุมพินีให้ทอดต่อเนื่องเข้าหากันอย่างกลมกลืน ราวกับธรรมชาติของเมืองกำลังไหลเชื่อมถึงกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว


เบื้องหลังมาสเตอร์พีซ

    ธัชพล สุนทราจารย์ และ สมเกียรติ โชควิจิตรกุล กรรมการบริษัท Landscape Collaboration เป็นบุคคลสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบสวนดังกล่าวหลังจากใช้เวลา 7 ปีไปกับการรังสรรค์ นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และเปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา วันนี้สวนดุสิตอรุณบน Dusit Central Park ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติต่างก็แวะเวียนมาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย พร้อมเสียงตอบรับด้านบวกถึงประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติที่หาได้ยากจากที่อื่น

    “วิวนี้จริงๆ แล้วมันต้องเป็นวิวที่คนส่วนมากต้องเสียเงินเท่านั้นถึงจะขึ้นไปได้” ธัชพลกล่าว ด้วยความแตกต่างของสวนคือการเป็นรูฟท็อปในรูปแบบโอเพ่นสเปซไปพร้อมๆ กับชมวิวสวนลุมพินีจากมุมสูง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นทัศนียภาพที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่พำนักในอาคารระดับลักชัวรี่

    มากไปกว่าการที่ทีมงานใช้แนวคิด Borrowed Scenery หรือ “การยืมวิว” เพื่อทำให้สวนลุมพินีกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบ สวนแห่งนี้ยังเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติและบรรยากาศเมืองไปพร้อมกัน คำว่า “ภูมิสถาปัตย์” จึงถูกตั้งคำถามขึ้นมากับคนเมืองอีกครั้งว่า ในวันที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยพื้นที่เชิงพาณิชย์ปิดทึบ เรายังสามารถใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติได้อีกหรือไม่

    สำหรับภูมิสถาปนิกทั้งสองแล้ว ภูมิสถาปัตย์ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการจัดสวนให้สวยงาม แต่คือการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในชีวิตประจำวัน พวกเขาเชื่อว่าคนเมืองจำนวนมากเริ่มห่างไกลจากธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว เพราะเมืองสมัยใหม่ผลักผู้คนเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปิด “คนไทยไม่ชอบออกไปข้างนอกเพราะมันร้อน” สมเกียรติกล่าว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทั้งคู่ให้ความสำคัญกับการออกแบบผ่านแนวคิด Microclimate ที่เป็นการวางแนวลม ร่มเงา น้ำ และชนิดของต้นไม้ เพื่อทำให้พื้นที่กลางแจ้งรู้สึก “สบายพอ”

    หัวใจสำคัญของงานภูมิสถาปัตย์ในมุมมองของธัชพลและสมเกียรติคือ การทำให้ธรรมชาติกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ธัชพลอธิบายว่า “งานของเรามันผูกพันกับคน แล้วก็ผูกพันกับระบบธรรมชาติ” ในขณะที่สมเกียรติเสริมว่า คนเมืองจำนวนมากจะไม่เข้าใจคุณค่าของภูมิสถาปัตย์ที่แท้จริงหากไม่เคยสัมผัสพื้นที่สีเขียวที่ดีจริงๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาออกแบบทุกโปรเจกต์ให้เกิดประสบการณ์มากกว่าการเป็นภาพถ่าย เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่คนเมืองต้องการอาจไม่ใช่เพียงสถานที่พักผ่อน แต่คือพื้นที่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกหายใจได้อีกครั้ง

    แนวคิดดังกล่าวถูกต่อยอดไปยังผลงานสำคัญอื่นๆ ของบริษัท ทั้งที่เมกาบางนา และเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบของห้างไร้แอร์ในไทย สมเกียรติเล่าว่า “หลายๆ คนไม่ค่อยรู้จักงานแลนด์สเคป เพราะว่าต่อให้มีคนก็ไม่ค่อยออกไปใช้ เพราะเลือกเข้าห้องแอร์ดีกว่า”

    นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าหลายๆ โครงการถูกออกแบบให้ไลฟ์สไตล์ระหว่างภายนอกและภายในให้ความรู้สึกสบายในคนละรูปแบบ เช่น ผลงานฟู้ดวอล์ค, สตรีมแวลเล่ย์ และเมกา พาร์ค 3 จุดในพื้นที่เมกาบางนาที่ผสานความร่มรื่นและดีไซน์เข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้งเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ ในส่วนด้านเอาต์ดอร์ที่ประกอบด้วยจ็อกกิ้งแทร็ก สนามเด็กเล่น ฯลฯ โดยสมเกียรติกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “เป็นโปรเจกต์ที่ได้รางวัลเยอะในเรื่องของการออกแบบห้าง และหลายๆ ที่ก็มาดูงานกัน”

Dusit Central Park


ณ วันเริ่มต้น

    จุดเริ่มต้นของ Landscape Collaboration ไม่ได้เกิดจากแผนธุรกิจที่ถูกวางไว้อย่างเป็นทางการ ธัชพลเล่าย้อนอย่างเรียบง่ายว่า ก่อนนี้ทั้งคู่เคยร่วมงานกันในบริษัทแห่งหนึ่งแล้วตัดสินใจออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ร่วมกัน ที่ที่เขาและสมเกียรติเชื่อว่าคำว่า “collaboration” จะเป็นหัวใจขององค์กร นอกไปจากนี้ยังมีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นสุภาพสตรีอีกท่านนาม บุณฑริกา วรรณพิณ ซึ่งทั้ง 3 ล้วนเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันแรกของประเทศไทยที่เปิดสอนสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรมเมื่อปี 2521

    “คำว่า collaboration มันสะท้อนถึงกระบวนการทำงานของเราในงานออกแบบไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ไหน ส่วนที่สำคัญคือกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างทีม เราเชื่อว่างานออกแบบอาจจะไม่ได้ยึดโยงกับสไตล์หรือซิกเนเจอร์ของดีไซเนอร์เพียงอย่างเดียว มันจะต้องเหลือที่ว่างเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กันด้วย” ธัชพลย้ำ ในโลกที่สถาปนิกจำนวนมากพยายามสร้างภาษาทางดีไซน์ให้คนจดจำ 3 ผู้ก่อตั้งจึงเลือกการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คน บริบท และธรรมชาติ เพื่อให้แต่ละโปรเจกต์ค้นพบคำตอบที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด

    ในสายตาของคนภายนอก งานภูมิสถาปัตย์อาจเกี่ยวข้องกับการจัดสวนเพียงอย่างเดียว แต่แก่นแท้ของการออกแบบกลับเป็นการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และเมือง “ภูมิ แปลว่าแผ่นดินเรามีหน้าที่ออกแบบแผ่นดิน ออกแบบสภาพแวดล้อม” ธัชพลกล่าว ขณะที่สมเกียรติเสริมว่า ภูมิสถาปนิกต้องใช้วิทยาศาสตร์และศาสตร์เชิงสังคมเข้ามาช่วย โดยนอกจากการรู้จักธรรมชาติ ต้นไม้ ดิน น้ำ ที่ตั้ง ทำเลที่ตั้ง ความสูงต่ำ การระบายน้ำและสภาพอากาศแล้ว ก็ต้องเข้าใจเทคโนโลยีและพฤติกรรมมนุษย์ด้วย ในขณะเดียวกันงานภูมิสถาปัตย์ยังเป็นเรื่องของสุนทรียะและประสบการณ์ที่มนุษย์รับรู้ผ่าน “ช่วงเวลา” ในแต่ละวัน

    “งานแลนด์สเคปไม่ใช่ภาพนิ่ง ไม่ใช่สคัลป์เจอร์” สมเกียรติอธิบาย “มันคือการออกแบบประสบการณ์ด้วยว่าตอนกี่โมงแสงเป็นยังไง เงาเป็นอย่างไร อุณหภูมิเป็นอย่างไร พวกนี้เป็นเรื่องของศิลปะความงามซึ่งค่อนข้างจะละเอียดอ่อนมากๆ” นี่จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ประสบการณ์ 4 มิติ” พื้นที่ที่รวมไปถึงเรื่องของการเคลื่อนไหว เวลา และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

    อย่างไรก็ดีสำหรับทั้งคู่งานออกแบบภูมิทัศน์เริ่มต้นจากการตั้งคำถามถึงชีวิตของผู้คนที่จะเข้ามาใช้งานพื้นที่นั้นจริงๆ ซึ่งในกระบวนการทำงานผู้ที่ตัดสินใจย่อมหนีไม่พ้นเจ้าของโครงการ “มันเป็นเรื่องของการหาคอมมอนกราวด์ร่วมกัน เพื่อเฟรมทุกอย่างให้มันมีเหตุมีผล” ธัชพลกล่าว “เราจะทำความเข้าใจว่า เขา (ลูกค้า) คิดอะไร แล้วเราจะพยายามไปศึกษาว่าผู้ใช้งานจริงคือใคร แล้วเราคิดอะไร จากนั้นก็เอา 3 อย่างนี้มาคุยพร้อมๆ กัน ซึ่งมันไม่มีอะไรตรงกันหมด แต่เราจะหาจุดร่วมว่ามันมีอะไรที่มันโซลิดพอที่ทำให้มันเกิดไอเดียได้”

    เมื่อมีคำว่าผู้ใช้งานจริงโจทย์จึงเป็นการทำความเข้าใจกับวิธีคิดของผู้คนในเมืองไทย “คนไทยอาจจะให้ความสำคัญกับต้นไม้น้อย” สมเกียรติเล่า เขาหมายถึงความกังวลพื้นฐานของคนไทย เช่น การดูแลรักษาการจัดแต่ง รวมทั้งเรื่องสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์มีพิษที่อาจมากับต้นไม้ รวมทั้งสภาพอากาศร้อนของประเทศไทยที่ทำให้การทำสวนกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นพื้นที่พักใจ ทั้งที่ในความจริงพื้นที่สีเขียวคือระบบนิเวศที่ต้องค่อยๆ เติบโตและใช้เวลา “อันนี้ก็เป็นความท้าทายหลักของเรา” เขาพูดเรียบๆ อันสะท้อนว่ากระบวนการทางธรรมชาติอาจต้องใช้เวลา และให้ความใส่ใจหากคนเมืองปรารถนาระบบนิเวศสีเขียวจริงๆ

เมกา พาร์ค, เมกา บางนา


ซอฟต์พาวเวอร์ไทย

    เมื่อกล่าวถึงการเติบโตขององค์กรธัชพลกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาทีมงานได้สร้างสรรค์ผลงานไว้ทั้งในประเทศและในต่างแดน ไม่ว่าที่จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กัมพูชา อินเดีย ไปจนถึงอิตาลี ซึ่งทั้งหมดไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจในการบุกตลาดโลกแบบบริษัทดีไซน์ข้ามชาติทั่วไป แต่เกิดจากความบังเอิญที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือทีมออกแบบต่างชาติเดินทางเข้ามาเห็นผลงานในประเทศไทยด้วยตัวเอง ก่อนเสาะหาบริษัทผู้ออกแบบ และกลายเป็นคำชวนให้ทีมงานไปแสดงผลงานทางไกล

    “เราไม่เคยทำการตลาดเลยครับ นอกจากการลง Instagram ตอนแรกไม่ได้หวังด้วยซ้ำว่างานออกแบบของเราจะเป็นที่ชื่นชอบของต่างประเทศ เพราะมองว่าเราต้องการแค่ทำให้คนได้มาใช้งานในพื้นที่เราได้ดีที่สุด” ธัชพลกล่าว

    ผลงานการออกแบบไทยจึงทำหน้าที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์โดยอ้อม สมเกียรติเล่าเสริมว่า หลายประเทศในเอเชียเริ่มเผชิญโจทย์เดียวกับกรุงเทพฯ คือ การเป็นเมืองที่เติบโตเร็วเกินกว่าธรรมชาติจะตามทัน ทำให้แนวคิดของการออกแบบที่ผสมผสานกับธรรมชาติเริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ “ที่ Beijing เราก็ไปทำเป็นโครงการมิกซ์ยูส (mixed-use) นอกจากนี้ก็มี Shantou, Shenzhen...ที่เมืองจีนจะทำแนวนี้เยอะ เริ่มจากการที่คนจีนเขามาดูห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย”

    ประสบการณ์จากการออกแบบในไทยจึงกลายเป็นองค์ความรู้เฉพาะตัวที่โดดเด่น และเริ่มถูกมองในฐานะต้นแบบของภูมิสถาปัตย์ที่เป็นเอกลักษณ์ ธัชพลเล่าเสริมว่า “กลายเป็นว่าที่ต่างประเทศโดยเฉพาะที่จีนจะจัดทัวร์มาดูดีไซน์ที่ไทยแล้วเขาชอบมาก เขาประทับใจว่าสิ่งนี้มันแปลกใหม่สำหรับเขา”

    การออกแบบแบบไทยที่มีเอกลักษณ์จึงค่อยๆ กลายเป็นองค์ความรู้เฉพาะตัวของ Landscape Collaboration ในฐานะแนวคิดต้นแบบของการใช้ชีวิตท่ามกลางภูมิอากาศร้อนชื้น ผ่านการผสานธรรมชาติเข้ากับเรื่องเล่าท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับสวนดุสิตอรุณที่หยิบยกนิเวศดั้งเดิมของกรุงเทพฯ กลับมาถ่ายทอดใหม่ในภาษาร่วมสมัย

    ธัชพลอธิบายว่า “กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและน้ำท่วมถึงตลอด” ทีมงานจึงเลือกใช้พันธุ์ไม้ที่เติบโตได้จริงกับภูมิประเทศมากกว่าต้นไม้แฟชั่นจากต่างถิ่น การค้นคว้าจึงย้อนกลับไปถึง “นิราศของสุนทรภู่” วรรณกรรมที่บันทึกชื่อต้นไม้นานาพันธุ์ริมเจ้าพระยา ไม่ว่าจะเป็นมะกอกน้ำ ลำพู พะยอม ตะเคียน สำโรง หรือต้นกุ่ม รวมถึงรากที่มาของชื่อ “บางกอก” หรือจากต้นมะกอกน้ำ ภูมิสถาปัตย์ในมุมมองของพวกเขาจึงไม่ใช่เพียงการออกแบบพื้นที่สีเขียวให้สวยงาม แต่คือการพาธรรมชาติและความทรงจำของเมืองกลับคืนสู่ชีวิตผู้คนอีกครั้งอย่างกลมกลืนไปพร้อมกับวิถีชีวิตร่วมสมัย


คน เมือง ธรรมชาติ

    แม้วันนี้วิชาชีพภูมิสถาปัตย์ในไทยจะเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นทีละน้อย แต่ในสายตาของคนทำงานพวกเขายังมองเห็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างคุณภาพชีวิตของเมืองกับการลงทุนด้านพื้นที่สาธารณะจากภาครัฐ ทั้งที่ในความเป็นจริง “พื้นที่เปิด” คือโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้คนทั้งเมืองต้องใช้ร่วมกัน ไม่ต่างจากถนนหรือระบบขนส่ง ความฝันของสมเกียรติในฐานะภูมิสถาปนิกจึงไม่ใช่เพียงการออกแบบสวนที่สวยงาม แต่คือการผลักดันให้พื้นที่สาธารณะสีเขียวกลายเป็นวาระสำคัญของเมืองอย่างจริงจัง

    “เราทำงานให้ภาคเอกชนก็จริง แต่เนื่องจากวิชาชีพนี้คือวิชาชีพที่จัดการผืนแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดของที่ดินแปลงนั้น” เขากล่าว “จริงๆ เราไม่ได้ทำงานตอบฝั่งคอมเมอร์เชียลอย่างเดียว ลึกๆ แล้วเราคิดว่าโอเพ่นสเปซที่เราทำมันมีประโยชน์ต่อผู้คน มีประโยชน์ต่อเมือง”

    อย่างไรก็ตามการทำให้พื้นที่เปิดในแบบที่เขาพูดถึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมรับและเห็นคุณค่าในวงกว้างนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้เพียงจากการอธิบาย หากต้องเริ่มจากการทำให้ผู้คนได้สัมผัสประสบการณ์ของภูมิสถาปัตย์ที่ดีด้วยตัวเองเสียก่อน

    สำหรับสมเกียรติแล้ว เมื่อใดที่ผู้คนเริ่มรู้สึกถึงคุณภาพของพื้นที่สาธารณะ เมื่อนั้นความต้องการจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ “คนจะไม่ให้ความสำคัญกับแลนด์สเคปเลย จะไม่รู้จักมันเลยถ้าเขาไม่เคยสัมผัสแลนด์สเคปที่มันดี” เขากล่าว “เพราะฉะนั้นเราต้องการจะออกแบบแลนด์สเคปของเราให้ดีที่สุด และให้คนสามารถมีประสบการณ์ที่ดีที่สุด แล้วดีมานด์มันจะตามมา อาจจะไปจนถึงภาครัฐในอนาคต และมันควรจะมีซัพพลายที่ดีขึ้น แล้วทั้งระบบมันน่าจะไปได้ด้วยกันได้”


ผลงานใน Beijing


    ลึกลงไปกว่านั้นทั้งคู่มองว่าวิชาชีพภูมิสถาปัตย์ยังมีความหมายในฐานะ “งานบริการสังคม” มากกว่าการออกแบบพื้นที่เชิงพาณิชย์ ตัวอย่างชัดเจนคือ โครงการ “สะพานเขียว” ที่เชื่อมระหว่างสวนลุมพินีกับสวนเบญจกิติ ซึ่ง Landscape Collaboration ร่วมทำงานกับศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) โดยไม่คิดค่าออกแบบ

    “แทนที่เราจะเชื่อมด้วยโครงสร้างอย่างเดียว เราเชื่อมเชิงพฤติกรรม” สมเกียรติอธิบาย เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการสร้างไม่ใช่เพียงทางสัญจร แต่คือเครือข่ายของชีวิตเมืองที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ สะพานแห่งนี้จึงทำหน้าที่มากกว่าการเชื่อม 2 สวนเข้าด้วยกัน หากกำลังเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เมือง และธรรมชาติกลับเข้าหากันอีกครั้ง

    ท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายของงานภูมิสถาปัตย์สำหรับทั้งคู่กลับฟังดูเรียบง่ายอย่างน่าประหลาด “งานของเรามันผูกพันกับคน แล้วก็ผูกพันกับระบบธรรมชาติ 2 อย่างนี้เป็นสิ่งที่ผูกพันกันมากที่สุดอย่างแยกไม่ออก” ธัชพลกล่าวก่อนเปรียบเทียบวิชาชีพของตนกับแพทย์ “งานเราจึงไม่ได้ต่างอะไรกับวิชาชีพอย่างหมอที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม แล้วก็ต่อธรรมชาติ”

    ภายใต้ประโยคดังกล่าวจึงสะท้อนวิธีคิดที่มองว่ามนุษย์ไม่เคยแยกขาดจากธรรมชาติ แม้จะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมหานครที่เต็มไปด้วยคอนกรีต และบางทีสิ่งที่ภูมิสถาปัตย์กำลังพยายามมอบให้อาจไม่ใช่เพียงพื้นที่สีเขียวที่สวยงาม หากคือการพาผู้คนกลับไปสู่ความสัมพันธ์ดั้งเดิมกับธรรมชาติอีกครั้ง ให้เราได้หยุดพัก หายใจ และรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์อย่างเต็มหัวใจท่ามกลางเมืองที่เคลื่อนไหวอย่างไม่เคยหยุดนิ่งอีกครั้ง




ภาพ: วรัชญ์ แพทย์ยานนท์, Landscape Collaboration




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : อธิป ตันติวรวงศ์ INNOPOWER ผนึกพลังรักษ์โลก

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine