ทรงวิทย์ ฐิติปุญญา เคลื่อนขบวน ASAP สู่ผู้นำรถเช่าครบวงจร - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Fabulous 40s & 50s
  • People >
  • ทรงวิทย์ ฐิติปุญญา เคลื่อนขบวน ASAP สู่ผู้นำรถเช่าครบวงจร

ทรงวิทย์ ฐิติปุญญา เคลื่อนขบวน ASAP สู่ผู้นำรถเช่าครบวงจร

บนผืนดินรกร้างย่านบางนา-ตราด กม. 6 ได้รับการเนรมิตเป็นศูนย์บริการและโชว์รูมโตโยต้า พร้อมคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดเล็กดึงดูดผู้สัญจรไปมาให้แวะเข้ามาใช้บริการ ทรงวิทย์ ฐิติปุญญา เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งประธานบริหาร บริษัท โตโยต้า แอท ยูไนเต็ด จำกัด ตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) และศูนย์บริการโตโยต้าแถบกรุงเทพฯและสมุทรปราการ อีกทั้งยังนั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน)หรือ ASAP ผู้ให้บริการรถยนต์ให้เช่า

จากพื้นฐานครอบครัวที่ทำธุรกิจดีลเลอร์รถโตโยต้าในจังหวัดพิษณุโลก ประจวบกับที่ทรงวิทย์ได้พบรักและแต่งงานกับ ปริญดา วงศ์วิทวัส ซึ่งประกอบธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์นิสสัน เขาจึงได้เริ่มต้นจากการบริหารศูนย์บริการและโชว์รูม 2 สาขาของนิสสันกว่า 10 ปี ก่อนจะเริ่มขยับขยายธุรกิจโดยให้ความสนใจแบรนด์ “โตโยต้า” ที่ครอบครัวมีพื้นฐาน ทั้งยังเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง

ทรงวิทย์จึงผันตัวสู่การเป็นดีลเลอร์แบรนด์โตโยต้า รุกตลาดจนปัจจุบันขยายเป็น 6 สาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่เทพารักษ์ สาขาปากน้ำ-บางปู สาขาปู่เจ้าสมิงพราย สาขาพระราม 3 สาขาลาดพร้าว 70-72 และสาขาบางนา

ทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน)หรือ ASAP

ปั้นธุรกิจจากโอกาส

ทรงวิทย์ให้ความสำคัญกับการพบปะพูดคุยกับผู้ใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้มองเห็นโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ จากปัญหาและข้อจำกัดของผู้ซื้อรถยนต์ส่วนใหญ่ที่กังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์ โจทย์ดังกล่าวทำให้เขาเดินหน้าสู่ธุรกิจรถเช่า ภายใต้ บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASAP ในปี 2549

“เราเริ่มทดลองตลาดจากรถเพียง 96 คันในปีแรก ไม่อยาก aggressive เกินไป แต่ลูกค้าให้การตอบรับดีตามเป้าหมายที่วางไว้เราจึงตัดสินใจบุกตลาดและขยายธุรกิจเต็มที่ โดยนำจุดแข็งจากการเป็นดีลเลอร์มาผสมผสานกับการวางแผนจัดการธุรกิจรถให้เช่าซึ่งทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี”

ในระยะแรกเขาเลือกจับกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความแข็งแกร่งทางการเงิน ปัจจุบัน ASAP มีลูกค้ากว่า 400 บริษัทในภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สถาบันการเงิน เป็นต้น

นอกจากการให้บริการรถเช่าระยะยาวแล้ว ASAP ได้ขยายบริการรถเช่าระยะสั้นตั้งแต่ปลายปี 2558 เพื่อตอบสนองความต้องการเช่าระยะสั้นของลูกค้าเดิม และสร้างฐานลูกค้าใหม่ รวมทั้งขยายเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย

แม้ว่าตลาดรถยนต์ให้เช่าระยะสั้นจะมีการแข่งขันสูง เนื่องจากมีผู้ประกอบการรายเดิมที่มีชื่อเสียงในท้องตลาดและผู้ประกอบการรายเล็กอีกจำนวนมากซึ่งมักแข่งขันกันด้านราคา แต่ ASAP มีกลยุทธ์ที่แตกต่าง เห็นได้ชัดจากสโลแกน “รถใหม่ ไมล์น้อย” และอำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้า เช่น อุปกรณ์นำทาง ที่เก็บจักรยาน ที่นั่งเด็ก เป็นต้น เพื่อสร้างความประทับใจ

นับเป็นเวลากว่า 11 ปีที่เขาได้ก่อตั้ง ASAP และกำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 12 โดยมีเคาน์เตอร์ให้บริการที่สนามบิน 6 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย และหาดใหญ่ ทั้งยังได้ขยายธุรกิจไปยังการให้บริการรถลีมูซีน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 ซึ่งลูกค้ากว่า 90% เป็นลูกค้าที่ใช้บริการ ASAP มาอย่างต่อเนื่อง

 

เป้าหมายสู่ผู้นำตลาดรถเช่า

การขับเคลื่อนของ ASAP ในระยะต่อไปนี้จะต้องเร็วและแรงกว่าเดิม เนื่องจากธุรกิจรถยนต์ให้เช่าเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนในการดำเนินงานค่อนข้างสูง เพราะในแต่ละปีจะต้องซื้อรถยนต์ใหม่เข้ามาทดแทนรถยนต์ที่ครบอายุการใช้งานเฉลี่ย 1,000-2,000 คันต่อปี หรือมีการลงทุนปีละกว่า 3 พันล้านบาท ในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทรงวิทย์จึงเดินหน้านำ ASAP เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 210 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 3.03 บาท มูลค่ากว่า 630.30 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนด้วยราคาหุ้น 4.26 บาท และมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap.) อยู่ที่ 2.81 พันล้านบาท โดยทรงวิทย์และภรรยา พร้อมบริษัทในเครือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ASAP รวม 68.18%

โครงการ ASAP Auto Park อยู่ระหว่างก่อสร้างซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดบริการในปี 2561

หลังระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทวางแผนใช้งบลงทุนราว 160 ล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงการ “ASAP Auto Park” บนพื้นที่ก่อสร้างประมาณ 4 ไร่ บริเวณถนนบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 12 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นจุดผ่านไปภาคตะวันออกทั้งชลบุรี และระยอง ภายในโครงการ ASAP Auto Park จะประกอบไปด้วย

  • พื้นที่ให้เช่า ได้แก่ ร้านกาแฟแบรนด์ดัง ร้านสะดวกซื้อ บริการของสถาบันการเงิน ร้านอาหาร
  • โชว์รูมรถเช่าระยะสั้น เป็นพื้นที่ทดแทนการเช่าที่จอดรถของสนามบินสุวรรณภูมิ ช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายได้
  • โชว์รูมรถมือสอง ในแต่ละปีบริษัทสามารถคัดเลือกรถสภาพดีราว 20% จากรถที่ครบระยะการใช้งานปีละประมาณ 1,000-2,000 คันเพื่อนำมาจำหน่าย
  • โซนศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร ยาง แบตเตอรี่ ตรวจเช็คสภาพ การตกแต่ง ล้างรถ และซ่อมบำรุง โดยร่วมมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการชั้นนำที่มีอยู่ในตลาด

ทั้งนี้ โครงการ “ASAP Auto Park” เป็นโครงการนำร่องเพื่อลองตลาด ก่อนขยายสาขาเพิ่มเติมในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่สนใจต้องการลงทุนด้านที่ดินและก่อสร้าง ขณะที่ ASAP เป็นผู้บริการจัดหารถยนต์ให้เช่า

สตาร์ทอัพเสริมทัพธุรกิจ

นอกจากการขยายฐานธุรกิจ ทรงวิทย์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบไอที โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชั่นร่วมกับสตาร์ทอัพสำหรับลูกค้าที่เป็นผู้เช่าระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ โดยเป็นการพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยี “Pay Per Use” หรือ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” โดยติดตั้งแอพฯ ภายในรถยนต์พร้อมบันทึกข้อมูลการเดินทางในเซิร์ฟเวอร์ซึ่งคิดค่าบริการจริงตามระยะทางและระยะเวลาการใช้งาน

ส่วนรถยนต์ให้เช่าระยะสั้นนั้น ASAP มุ่งขยายช่องทางการให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ด้วยการขยายเคาน์เตอร์ให้เช่ารถยนต์เพิ่มที่สนามบินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี เป็นต้น

ขณะเดียวกันทรงวิทย์ยังฉายภาพการเติบโตของ ASAP ในระยะยาว ที่ได้รับประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ว่า เป็นโอกาสในการขยายธุรกิจรถยนต์ให้เช่าไปยังต่างประเทศ โดยบริษัทวางเป้าหมายขยายการบริการรถยนต์ให้เช่าระยะสั้นสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV) อยู่ระหว่างการศึกษากฎหมายในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ ภาษี และข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะเป็นการดำเนินการผ่านพันธมิตรธุรกิจ หรือการร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นในประเทศนั้น

ทั้งนี้ ทรงวิทย์เชื่อมั่นว่า ASAP จะยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตในอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีการเติบโต 25-30% ต่อปีในระยะ 3-5 ปีนี้ ซึ่งปี 2559 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ 1.44 พันล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายรายได้แตะ 5 พันล้านบาทภายใน 5 ปีนับจากนี้ จากโอกาสที่ธุรกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังใช้โมเดลการซื้อรถยนต์ของตนเอง ทรงวิทย์จึงเชื่อว่าธุรกิจรถยนต์ให้เช่ายังมีช่องว่างที่จะเติบโต รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ยังเป็นปัจจัยเสริมให้ในธุรกิจรถยนต์เช่าและ ASAP สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

เรื่อง: จุฑามาศ ศรีสวัสดิ์
ภาพ: ทวีศักดิ์ ภักดีหุ่น


คลิกอ่าน “ทรงวิทย์ ฐิติปุญญา เคลื่อนขบวน ASAP สู่ผู้นำรถเช่าครบวงจร” ฉบับเต็ม ได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ มิถุนายน 2560 ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP