หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายทำให้คนกลับมาเดินทางกันมากขึ้น และการเดินทางด้วยเครื่องบินโดยสารยังคงเป็นที่นิยม โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นที่มีปัญหาตั๋วโดยสารราคาแพง หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ
รายงานจากเว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม ปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยมากกว่า 32.9 ล้านคน ขณะที่ปี 2567 มีจำนวนกว่า 35.5 ล้านคน ซึ่งกลับมาใกล้เคียงกับสถานการณ์ก่อนโควิดที่มีนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคน แต่จำนวนเครื่องบินและฝูงบินพาณิชย์ในปัจจุบันยังไม่กลับไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงปี 2562 ทำให้การให้บริการอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และ บริษัท บีบีเอ็น แอร์ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ BBN Airlines Thailand ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้
“หลังโควิด-19 ประเทศไทยจำนวนผู้โดยสารฟื้นตัวกลับมาเร็วมาก ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ แทบจะกลับมาเหมือนก่อนโควิด เร็วกว่าประเทศอื่น รวมถึงข้อดีของเราคือมีกฎหมายตัวหนึ่งระบุว่า เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย...นักบินต่างชาติ ลูกเรือต่างชาติ ไม่สามารถบิน domestic ได้” อภิรักษ์ หอมละออ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีบีเอ็น แอร์ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงโอกาสของบริษัท

รายแรกในไทย
บริษัท บีบีเอ็น แอร์ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินธุรกิจให้บริการเช่าครื่องบินแบบ ACMI (Aircraft, Crew, Maintenance, Insurance) เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นการให้เช่าเครื่องบินพร้อมนักบิน ลูกเรือ การบำรุงรักษา และประกันภัยให้กับสายการบินพาณิชย์อื่น บริษัทเป็นพันธมิตรของ Avia Solutions Group (ASG) ผู้ให้บริการ ACMI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนหน้านี้เปิดตัวในชื่อ Thai SmartLynx และเปลี่ยนมาให้บริการภายใต้แบรนด์ BBN Airlines Thailand หลังจากได้รับการอนุมัติและรับรองทางกฎหมายในปี 2568
ลูกค้ารายแรกคือ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ โดยจัดหาเครื่องบิน Airbus A320 จำนวน 1 ลำ ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศ เส้นทางกรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) เชียงใหม่ และภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ปี 2568 ระยะสัญญา 6 เดือน ทำให้สามารถเพิ่มที่นั่งให้กับทั้ง 2 เส้นทางเฉลี่ยวันละ 2,000 ที่นั่ง
จุดเด่นของบริการคือ ช่วยให้สายการบินพันธมิตร เพิ่มความสามารถในการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว จัดการกับความต้องการตามฤดูกาล และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ฝูงบินโดยไม่มีภาระเงินลงทุนระยะยาว เพราะใช้การเช่าเครื่องบินและบริการแทน
ส่วน Avia Solutions Group (ASG) บริษัทสัญชาติไอร์แลนด์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ใน Dublin และ Dubai ให้บริการอุตสาหกรรมการบินด้วยโมเดล ACMI (Aircraft, Crew, Maintenance, and Insurance) รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยดำเนินงานร่วมกับทีมงานภาคพื้นในแต่ละประเทศภายใต้โมเดลการดำเนินงานแบบ multi-AOC นำเสนอโซลูชันด้านการบินที่ครบวงจร รวมถึงบริการ MRO (Maintenance, Repair and Overhaul), การฝึกอบรมนักบินและลูกเรือ, การบริการภาคพื้นดิน (ground handling) และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 1.9 พันล้านยูโร

อภิรักษ์ หอมละออ ไม่ใช่คนหน้าใหม่ในวงการ ตั้งแต่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยหอการค้าก็อยู่ในวงการสายการบินมาตลอด ช่วงแรกทำงานกับสายการบิน เคแอลเอ็ม รอยัลดัตช์ แอร์ไลน์ (KLM Royal Dutch Airlines) ซึ่งเป็นสายการบินของเนเธอร์แลนด์ โดยทำงานฝ่ายบริการภาคพื้นทั้งหมด อาทิ ฝ่ายผู้โดยสาร อำนวยการ คาร์โก และอยู่ที่นี่เป็นเวลา 10 ปี
หลังเหตุการณ์ 9-11 สายการบินลดจำนวนพนักงาน จึงเข้าร่วมทีมกับสายการบินภูเก็ตแอร์ช่วงเริ่มก่อตั้งและหาบุคลากร และออกไปทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ระยะหนึ่ง ปี 2563-2564 กลับมาทำงานในรุ่นบุกเบิกตั้งบริษัทบริการภาคพื้นท่าอากาศยานไทย ชื่อ AoT Ground Aviation Service ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ AOT ถามว่า เข้ามาวงการนี้ได้อย่างไร เขาตอบว่า
“การทำงานในสายการบินเป็นวงแคบๆ ต้องไปหางานเอาเองในสนามบิน แต่โชคดีตรงที่ว่าจบมหาวิทยาลัยหอการค้า...ได้ไปฝึกงานสายการบิน KLM และนายฝรั่งซึ่งเป็นคนดัตช์ให้โอกาสได้ทำงานต่อเนื่อง”
ต่อมามีโอกาสพบกับผู้บริหาร BBN Airlines ซึ่งคุยให้ฟังว่า อยากทำสายการบินในประเทศไทยด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ เขามองว่ามีความท้าทายจึงมาร่วมก่อตั้งด้วย “เราจดทะเบียนบริษัทเป็น BBN Airlines ตั้งแต่แรก แต่หลังจดไปสักระยะหนึ่งทาง ASG เห็นว่าแบรนด์ SmartLynx ค่อนข้างแข็งแกร่งในยุโรป อยากให้ใช้ในไทย แต่ด้วยข้อขัดข้องบวกปัญหาบางประการจึงกลับมาใช้แบรนด์เดิม BBN Airlines...ตอนจดทะเบียนตั้งบริษัทปี 2559 เราเป็นที่ปรึกษาเรื่องการซ่อมบำรุง มาเริ่มทำ airline จริงๆ ปลายปี 2567 ใช้เวลาทำใบอนุญาต 1 ปีเศษ”
บริษัทได้รับใบอนุญาต 2 ใบ ใบแรกคือ ใบอนุญาตประกอบกิจการการบินพลเรือน (Air Operating License: AOL) หลังผ่านการฝึกอบรม ตรวจสอบทุกอย่างตามขั้นตอนของสำนักงานการบินพลเรือนจึงได้ใบอนุญาตประกอบกิจการการบิน AOC (Air Operator Certificate) ในเดือนตุลาคม ปี 2568 และเริ่มบินวันที่ 1 ธันวาคม ปี 2568
เมื่อเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ BBN Airlines Thailand มีเครื่องบิน 1 ลำ ภายในปี 2569 จะมีฝูงบิน 5 ลำ โดยทยอยรับเครื่องบินเข้ามา แบ่งเป็นไตรมาส 1 และ 2 จำนวน 2 ลำ และไตรมาส 3 อีก 2 ลำ และภายใน 5 ปีจะมีฝูงบินจำนวน 10-15 ลำ

ตอบโจทย์สายการบิน
อภิรักษ์อธิบายว่า ในประเทศไทยความต้องการบริการ ACMI ยังสูงเนื่องจากขาดแคลนอากาศยาน และบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินไม่สามารถส่งมอบตามเวลา เครื่องบินใหม่ยังไม่ได้รับการรับรองจากผู้ผลิตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสายการบินมีใบจองแต่บริษัทไม่สามารถส่งมอบตามเวลา แต่สายการบินได้วางตารางการบินไว้แล้ว หรือไม่สามารถเพิ่มจำนวนที่นั่งได้
ประกอบกับปัญหาจากซัพพลายเชน จากสถานการณ์โควิดทำให้โรงงานหลายแห่งปิดตัวลง ส่งผลต่อการผลิตอะไหล่ ชิ้นส่วน หรือโรงงานกลับมาเปิดแล้วแต่ขาดแคลนแรงงาน สงครามยูเครน-รัสเซียก็มีผล เพราะทำให้ไม่สามารถส่งออกแร่บางตัวที่ใช้ในการผลิตอะไหล่ บริการแบบ ACMI จึงเป็นโมเดลที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับสายการบินที่ขาดแคลนเครื่องบินในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี
“เนื่องจากช่วงไฮซีซั่นมีปัญหาเครื่องบินขาดแคลนทั่วโลก แต่การจะนำเครื่องบินเข้ามา 1 ลำ ต้องใช้เวลา มีค่ามัดจำ และส่งคนไปตรวจเครื่องก่อนรับกลับเข้ามา พร้อมกับขั้นตอนการจดทะเบียนอากาศยานเป็นแบบไทย ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8 เดือนหรือเป็นปี แต่ ACMI เราสามารถบินให้ลูกค้าทันทีที่ได้รับสัญญาจากลูกค้า และได้รับอนุมัติจากรัฐบาล ลูกค้าไม่ต้องลงทุนทำกระบวนการข้างต้น จึงสามารถบริหารจัดการฝูงบิน และขายที่นั่งในช่วงไฮซีซั่น...
“ช่วงไฮซีซั่นเราพยายามจะรักษาเครื่องบินให้บริการในไทย เนื่องจากปัจจุบันทุกสายการบินในไทยประสบปัญหาเครื่องบินไม่พอกับจำนวนผู้โดยสาร ช่วงไฮซีซั่นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนสิ้นสุดสงกรานต์ หลังจากนั้นตั๋วจะถูกลง ช่วงไฮซีซั่นคนไทยเที่ยวต่างชาติก็มาทำให้ตั๋วค่อนข้างแพง...เรามาช่วยแก้ปัญหาตั๋วแพง เพราะสายการบินไม่ต้องเช่าเครื่องบินและติดสัญญาระยะยาว”
ช่วงโลว์ซีซั่นของไทยก็นำเครื่องบินไปให้บริการที่ยุโรป ซึ่งช่วงไฮซีซั่นของที่นั่นคือ มิถุนายน-สิงหาคม หรือให้บริการในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม บังกลาเทศ ขณะเดียวกันในประเทศก็ยังมีความต้องการอยู่บ้าง เนื่องจากสายการบินต่างๆ มักจะนำเครื่องตรวจเช็กสภาพซ่อมบำรุง หลังการใช้งานในช่วงไฮซีซั่น
สำหรับเป้าหมายรายได้ปีนี้อภิรักษ์บอกว่า ยังไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากเป็นปีแรกที่เริ่มธุรกิจ แต่จากการประเมินคร่าวๆ เครื่องบิน 1 ลำ สร้างรายได้มากกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

“เครื่องบินลำแรกเราตั้งเป้าให้มีรายได้ตลอดทั้งปีเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายบางส่วน คือ ACMI ต้องใช้เวลานิดหนึ่งและมีจำนวนเครื่องบินที่เหมาะสม หากพิจารณาตามสัดส่วนจุดคุ้มทุนต้องมีเครื่องบินให้บริการ 4 ลำ”
ส่วนปัญหาที่พบในตอนนี้คือ ความยากในการขออนุมัติจากหน่วยงานราชการ “เราเป็นธุรกิจใหม่ ทางกรุ๊ปและผู้บริหารพยายามนำเสนอรัฐบาลข้อดีของ ACMI ว่ามีอะไรบ้าง เราต้องการการสนับสนุน การลดระยะเวลาในการอนุมัติให้เร็วขึ้น เพื่อแข่งขันกับต่างชาติ และเพิ่ม capacity จำนวนที่นั่งในประเทศ แก้ปัญหาตั๋วแพงในอนาคต...ยกตัวอย่างถ้าเป็นเวียดนามต้องการใช้ ACMI จากต่างชาติ ใช้เวลาอนุมัติ 7-10 วัน อินโดนีเซียประมาณ 1 เดือน แต่ของไทยยังติดกับกฎระเบียบเก่าจึงใช้ระยะเวลาพอสมควร”
อีกเรื่องคือ ความต่อเนื่องของสัญญากับลูกค้า เช่น ปัจจุบันทำสัญญากับสายการบินไทยเวียดเจ็ต 6 เดือน ต้องเตรียมหาสัญญาต่อเนื่องว่าแล้วเดือนที่ 7 จะนำเครื่องบินไปให้บริการที่ไหน ต้องรู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมแผน
“เราหยุดบิน 1 เดือน แต่ค่าใช้จ่ายมีทุกเดือน...เวียดนามมีความต้องการใช้เครื่องบินเยอะ อินโดนีเซีย อินเดียก็มีความต้องการใช้เครื่องบินมากเช่นกัน และมีสายการบินเปิดใหม่ อินเดียเป็นส่วนหนึ่งของตลาดที่เราอยากไปเติมเต็ม รวมถึงตะวันออกกลาง Middle East” ผู้บริหาร BBN Airlines กล่าวในตอนท้าย

ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กฤษดา วิทยาขจรเดช ปั้นซีรีส์ไทยบุกตลาดโลก


