Gabriel Escarrer Jaume รุ่น 2 “Meliá Hotels” มั่นใจท่องเที่ยวฟื้นเร็ว - Forbes Thailand

Gabriel Escarrer Jaume รุ่น 2 “Meliá Hotels” มั่นใจท่องเที่ยวฟื้นเร็ว

อรวรรณ หอยจันทร์ / MANAGING EDITOR
21 Jul 2022 | 07:58 PM
READ 1091

ราวต้นเดือนเมษายน ปี 2565 Gabriel Escarrer Jaume นักธุรกิจชื่อดังผู้ติดอันดับ 10 ผู้บริหารยอดเยี่ยมของสเปนในการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes ได้เดินทางมาเยือนไทย ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งแรกหลังสถานการณ์โควิด-19 เมื่อสถานการณ์โรคระบาดเริ่มคลี่คลาย

สาเหตุที่ Gabriel Escarrer Jaume เดินทางมาไทยในครั้งนี้เนื่องจากมีกำหนดเปิดตัวโรงแรมของเชน Meliá Hotels International แห่งล่าสุดในไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ (Meliá Chiang Mai) ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 4 ที่บริหารโดย Meliá Hotels เชนโรงแรมเก่าแก่ของสเปนที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยนานกว่า 20 ปี

นักธุรกิจหนุ่มใหญ่วัย 51 ปี Gabriel Escarrer Jaume เขาเป็นทั้งนักธุรกิจและมหาเศรษฐีที่ติดอันดับในฐานะผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของครอบครัว Gabriel Escarrer ซึ่งมีฐานธุรกิจที่เกาะ Mallorca นอกชายฝั่งสเปน เมืองท่องเที่ยวในความใฝ่ฝันของหลายคน

ปัจจุบัน Gabriel Escarrer Jaume ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Meliá Hotels International ซึ่งเป็นการสืบทอดธุรกิจครอบครัว Escarrer ที่ Gabriel Escarrer Julià ผู้เป็นบิดาได้ก่อตั้ง Meliá Hotels ขึ้นเมื่อ 66 ปีที่แล้ว (ปี 2499)

ปัจจุบัน Gabriel Escarrer Jaume รับช่วงต่อการบริหารธุรกิจโรงแรมมาจากบิดา เขาดูแลธุรกิจโรงแรมของครอบครัวที่ขยายไปหลายภาคพื้นกว่า 390 แห่งใน 40 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีป โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง Escarrer Jaume บอกว่า เขามั่นใจในศักยภาพการเติบโตของภูมิภาคนี้อย่างมาก แม้ที่ผ่านมาจะเกิดผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ก็เชื่อว่าโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้จะฟื้นตัวได้เร็ว

 

- รีสอร์ต โฮเทล นำฟื้นท่องเที่ยว -

“มีโอกาสสูงมากที่จะกลับมาคึกคักดังเดิม โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่เป็นรีสอร์ตหรือสถานที่ท่องเที่ยวมีโอกาสสูงกว่าโรงแรมในเมืองที่เป็น business hotels เพราะผู้คนต่างแสวงหาการเดินทางท่องเที่ยวหลังต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านในสถานการณ์โรคระบาดมานานกว่า 2 ปี” ซีอีโอ Meliá Hotels เริ่มต้นบทสัมภาษณ์กับทีมงาน Forbes Thailand เขายังแสดงถึงความมั่นใจที่มีต่อสถานการณ์ธุรกิจท่องเที่ยวของเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียนว่าเป็น “a huge potential” นั่นหมายความว่า มีศักยภาพสูงมากๆ ที่จะกลับมาฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

เหตุผลที่ทำให้นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ผู้นี้มั่นใจเนื่องมาจากประสบการณ์ที่เขาทำธุรกิจโรงแรมมายาวนาน และคุ้นเคยกับตลาดการท่องเที่ยวทั่วโลก เขามั่นใจว่าด้วยเสน่ห์ของประเทศไทย ทั้งวัฒนธรรมในการต้อนรับผู้มาเยือน อัธยาศัยและไมตรีจิตที่ทั่วโลกรู้จักและยอมรับ นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดเด่นเรื่องอาหารการกิน รสชาติอาหารที่อร่อย “ผมชอบอาหารไทย มาทุกครั้งก็รับประทานอาหารไทย ชอบทุกเมนู ไม่สามารถบอกว่าจานไหนพิเศษเพราะชอบทุกอย่างเลย” ซีอีโอ Meliá Hotels ย้ำถึงจุดเด่นในความเป็นไทยที่ถือว่ามีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

ไม่เพียงเท่านี้ประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ทั้งภูเขา ทะเล และธรรมชาติที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของเมืองที่อากาศอบอุ่น ผู้คนอัธยาศัยดี เพียงเท่านี้ก็เหนือกว่าหลายๆ เมือง แถมยังมีค่าครองชีพต่ำ ค่าห้องพักที่แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ด้วยบริการที่ครบครันและคุ้มค่าคุ้มราคากว่า ด้วยเหตุนี้เขาเชื่อว่าการท่องเที่ยวของไทยจะฟื้นตัวเร็วอย่างแน่นอน

“คำว่าเร็วในที่นี้อาจไม่ใช่ขณะนี้ มันจะค่อยๆ ฟื้นตัวภายใน 1 ปี อาจเห็นภาพชัดสำหรับโรงแรมด้านการพักผ่อนหรือ resort hotel แต่โรงแรมในเมืองหรือ business hotels อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น” Escarrer Jaume อธิบายพร้อมแสดงความมั่นใจว่าในกลุ่ม Meliá Hotels เองก็มีแผนจะเปิดตัวโรงแรมในเมืองบนทำเลชั้นในของถนนสุขุมวิทด้วยเช่นกัน คาดว่าจะเป็นปีหน้าเพราะมองว่าตลาดจะค่อยๆ กลับมา และมั่นใจว่าการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวน่าจะมีโอกาสเป็นไปได้

อย่างไรก็ตามเขาบอกว่า ปัจจัยการฟื้นตัวในภาคธุรกิจอาจต้องดูเรื่องของการบริโภค ดูเรื่องของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือเรื่อง GDP ของประเทศนั้นๆ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ต้องดูกันแต่ละเรื่องไป แต่ในฐานะคนทำธุรกิจท่องเที่ยวจากประสบการณ์ที่ทำามานานพอจะบอกได้ว่า การท่องเที่ยวที่ชะงักไปถึง 2 ปี จะนำมาซึ่งความต้องการเดินทางมากมายหลังจากนั้น โอกาสจะเกิดขึ้นแน่นอนแต่เชื่อว่าจะเป็นกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน และภูมิภาคที่คนจะเลือกเดินทางต้องปลอดภัย พรั่งพร้อมประหยัดและคุ้มค่าในเวลาเดียวกัน

 

- มองหาพันธมิตรร่วมทุน -

ซีอีโอ Meliá Hotels บอกว่า ปัจจุบันเขามีเชน Meliá ในไทยแล้ว 4 แห่ง แต่ยังคงมองหาพันธมิตรร่วมธุรกิจ เพราะที่ผ่านมาเขาเข้ามาลงทุนโรงแรมในไทย เป็นการรับบริหารอสังหาริมทรัพย์ให้กับเจ้าของอสังหาฯ เพียง 2 ครอบครัวเท่านั้น ยังเปิดกว้างที่จะร่วมทุนกับรายอื่น หากมีอสังหาฯ ในทำเลที่ดีและมีโอกาสในการเติบโต เขายังบอกด้วยว่า “การทำธุรกิจในไทยไม่มีอะไรยากลำบาก เพราะเรามีพาร์ตเนอร์ที่ดีครอบครัวพาร์ตเนอร์ดี มีมูลค่าดี ยั่งยืน และกว้างขวาง”

นอกจากพาร์ตเนอร์ดีแล้ว ธุรกิจโรงแรมในไทยยังค่อนข้างพร้อมในมุมมองของซีอีโอ Meliá Hotels เพราะแรงงานในพื้นที่มีพร้อม “อุตสาหกรรมนี้เวลาไปประเทศใหม่ๆ จะมีปัญหาขาดแรงงานหรือแรงงานไม่พร้อม แต่สำหรับประเทศไทยไม่มีปัญหานี้เลย คนมีคุณภาพ บริการดี เรามีแรงงานที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นสมุย ภูเก็ต และด้านกฎหมายที่นี่ก็ดีและปลอดภัย” แม่ทัพ Meliá Hotels ยืนยันหนักแน่นว่าทำไมเขาจึงมั่นใจตลาดในไทยค่อนข้างมาก

“สำหรับรัฐบาลไทยเราเชื่อมั่นในรัฐบาลและความปลอดภัย เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไร ทำธุรกิจที่นี่มีแต่ความราบรื่นดีมาโดยตลอด” เขายืนยันก่อนจะย้ำอีกครั้งว่า รีสอร์ต โฮเทล จะกลับมาฟื้นตัวก่อน ในเอเชียคือไฮไลต์สำคัญ Escarrer Jaume ยังแสดงความมั่นใจว่าในอีก 2-3 เดือน (จากเมษายน ปี 2565) ราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมเชื่อว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมา และออสเตรเลียจะกลับมาด้วยเช่นกัน

“นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาในไทยแล้ว ตอนนี้อเมริกัน ออสเตรเลีย แม้จะมีโควิดแต่ก็เปิดให้เดินทางเข้ามาได้ บางประเทศอาจมีปัญหาแรงงานในภาคท่องเที่ยวเวลาจะกลับมาเปิดใหม่ แต่ในเมืองไทยไม่มีปัญหานี้ เพราะแรงงานมีพร้อมและสามารถให้บริการแบบ worldwide ได้”

ด้วยความพร้อมหลายอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ซีอีโอ Meliá Hotels จึงย้ำว่า เขาต้องการขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง และมองหาพันธมิตรหรือพาร์ตเนอร์ในการขยายธุรกิจ มองโอกาสในเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ นอกเหนือจากที่มีอยู่แล้วที่สมุย ภูเก็ต เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ที่จะเปิดในอีกไม่นาน นับจากนี้ ด้วยศักยภาพความเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ทั่วโลกรู้จัก

Gabriel Escarrer Jaume

ซีอีโอ Meliá Hotels ยังสะท้อนภาพที่เขาได้สัมผัสในปัจจุบันว่า “พฤติกรรมลูกค้าหลังโควิด-19 มีความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยสุขภาพมากขึ้น ผู้คนยังเดินทางและดูแลตัวเอง แน่นอนมันทำให้ภาคการท่องเที่ยวจะได้รับการฟื้นฟู” เขายังมองว่า ผู้คนจะใช้วันหยุดมากขึ้น เดินทางถี่ขึ้น อาจเป็นทริปสั้นๆ ทริปละ 2-3 วัน แต่เดินทางถี่ขึ้นมาก

ขณะเดียวกันผู้คนต้องเทคแคร์ตัวเองในการเดินทางท่องเที่ยว พวกเขาจะยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อความปลอดภัย ดังนั้น แน่นอนที่สุดโรงแรมต้องปรับปรุงพัฒนาคุณภาพบริการและการขายมากกว่าจะเป็นบริการเพียง bed and breakfast มันต้องมากกว่านั้น เช่น บริการ full resort มีเซอร์วิส สปา คอนเสิร์ต และความบันเทิงต่างๆ จัดปาร์ตี้ เพื่อให้แตกต่าง ต้องสร้าง great experience ให้กับลูกค้า สร้างความแตกต่างในบริการให้ลูกค้า เช่น บาร์ ภัตตาคาร ต้องมีสระว่ายน้ำสวย บริการดี gymnasium ก็ต้องดี

“ทุกเชนกำลังแข่งกันเปิดตัวเพื่อฟื้นฟู แต่ city properties ยังยากต้องเสนอประสบการณ์ที่ดี พร้อมอาหารเช้าและราคาที่ดี ต้องเสนอให้ลูกค้าสนใจมากที่สุด แต่มันไม่ง่ายนักสำหรับ city properties” ซีอีโอ Meliá Hotels ย้ำและว่า

มุมมองของเขาในอีก 3-5 ปีข้างหน้าเชื่อว่าตลาดในเอเชียจะเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะมีคนชั้นกลางจำนวนมาก พวกเขาจะเดินทางท่องเที่ยวใช้วันหยุดเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อน และกลุ่มลักชัวรี่ก็เช่นเดียวกัน พวกเขาจะใช้เวลามากขึ้น รอบการเติบโตนี้คงยาวนานไปอีก 10 ปี แต่จะเติบโตมากเพียงใดขึ้นอยู่กับ GDP ของแต่ละประเทศ หากเศรษฐกิจโตเร็วการท่องเที่ยวเติบโตตามมา

ก่อนจบการสัมภาษณ์ ซีอีโอ Meliá Hotels ย้ำว่า ธุรกิจท่องเที่ยวจะเติบโตอีกยาวนานตราบเท่าที่ผู้คนยังต้องแสวงหาการเดินทาง และ Meliá Hotels ก็จะนำเสนอที่พักที่ดีทั้งในแง่การบริการและมุมมองที่ดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว “เรามองทุกอย่างในมุมบวกเสมอ” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: API

อ่านเพิ่มเติม:


คลิกอ่านฉบับเต็มและบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมิถุนายน 2565 ในรูปแบบ e-magazine