Evolt Technology สตาร์ทอัพขับเคลื่อน EV ไทย

Evolt Technology สตาร์ทอัพขับเคลื่อน EV ไทย

หลายปีก่อนที่รถยนต์ไฟฟ้าจะกลายเป็นภาพคุ้นตาบนท้องถนนไทย วิศวกรหนุ่มรายหนึ่งมองเห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ล่วงหน้าไปก่อนใคร หลังทำงานในบริษัทพลังงานระดับโลก เขาตัดสินใจก้าวออกจากเส้นทางอาชีพที่มั่นคงเพื่อสร้างสตาร์ทอัพสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย ที่วันนี้เราต่างคุ้นชื่อในนามของ Evolt EV Charger


    หากนับถอยหลังไปเมื่อ 9 ปีก่อน ช่วงเวลานั้น พูนพัฒน์ โลหารชุน กำลังชั่งน้ำหนักระหว่างการสร้าง 2 ธุรกิจที่อยากทำคือ อี-คอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงทั่วโลก กับตลาด EV ซึ่งยังเป็นตลาดเล็กมากในประเทศไทย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศเมื่อเขาได้ทดลองขับ Tesla ของรุ่นพี่เป็นครั้งแรก "Performance ของรถไฟฟ้ามันเซอร์ไพรส์เรา" 

    เขาย้อนเล่าด้วยน้ำเสียงที่ยังชัดเจนถึงความรู้สึก จนก่อร่างเป็นการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ที่ทำให้บทบาทในปัจจุบันคือการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด 

    ในครั้งนั้นพูนพัฒน์เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า EV จะไม่ใช่เพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่คือโครงสร้างใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยเฉพาะ "ธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า" ที่จะต้องเข้ามารองรับอุตสาหกรรมและจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ 

    สถานีชาร์จจำนวนมากจะเกิดขึ้นทั่วไป ไม่ว่าในศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ การสร้างรถ EV ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับเขา แต่คือการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่จะทำให้ระบบนิเวศ EV ไทยเกิดขึ้นจริง และสามารถรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว 


ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจยานยนต์ 

    "เราเห็น success story ของธุรกิจนี้ที่มีอยู่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะอเมริกา ยุโรป หรือจีน ที่มันค่อยๆ เติบโตได้ เราเลยเลือกที่จะมาทำในจุดนี้” พูนพัฒน์กล่าวถึงก้าวแรกๆ ของการก่อตั้งบริษัทร่วมกับเพื่อนๆ วิศวกร ที่วันนั้นคำว่า EV ยังเป็นเพียงแนวคิดใหม่สำหรับคนไทย และยังไม่มีใครเชื่อจริงจังว่าตลาดนี้จะเติบโตได้เร็วอย่างในทุกวันนี้ 

    จากทีมเล็กๆ ที่เริ่มต้นกันเพียงไม่กี่คน บริษัทค่อยๆ เติบโตผ่านการสร้างสถานีชาร์จ ทดลองระบบ และสร้างพันธมิตรในตลาดที่ยังไม่มีผู้เล่นมากนัก จนกระทั่งการเข้ามาของ MG ในฐานะแบรนด์รถ EV ยุคแรกๆ ของไทย ทำให้ Evolt Technology เดินหน้าสู่การเป็นพันธมิตรและการเป็นซัพพลายเออร์อีกหลายๆ แบรนด์ในเวลาต่อมา เพื่อร่วมผลักดันให้ตลาดรถ EV ของประเทศเติบโต  

    "บทบาทของบริษัทจึงไม่ใช่แค่ผู้ติดตั้งสถานีชาร์จ หากคือหนึ่งในผู้ร่วมวางรากฐาน EV Ecosystem ของประเทศ อย่างไรก็ตามการเป็นเจ้าของหัวจ่ายกว่า 1,000 หัวจ่าย และ 450 สถานีอย่างในวันนี้ไม่ได้ง่ายดายนัก ในระยะแรกสตาร์ทอัพรายนี้นับเป็น first mover ผ่านการสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จ และค่อยๆ ขยายพันธมิตรทางธุรกิจ ก่อนขยายตัวและเริ่มสู่สนามแข่งขันที่รุนแรงขึ้น พร้อมๆ กับการเติบโตทางเทคโนโลยีที่ไล่ตามหลังมาเป็นเงาตามตัว 

    "แรกๆ เราก็ลงทุนลงแรงทุกอย่าง มี funding เข้ามาบางส่วนเพื่อจะช่วยเราขยาย อันนั้นเป็นเฟสที่เราเริ่มต้น ซึ่งต่างจากวันนี้ชัดเจนที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว” ซึ่งแม้เขาจะเน้นย้ำว่า “ผมมองว่าตรงนี้มันไม่จำเป็นต้องมีคนแพ้หรือชนะ เพราะมันขยายตัวเร็วมาก" 

    ด้วยเห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ยังมีโอกาสทางธุรกิจ แต่ปัจจัยรอบด้านก็ไม่สามารถทำให้ธุรกิจวางใจได้ "เพราะเทคโนโลยีมันพัฒนาขึ้น ต้นทุนและราคาต่างๆ ก็ต่ำลง ทีนี้เราก็ต้องรีดประสิทธิภาพของเรา หรือเร่งหาพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อให้แข่งขันได้ทั้งในทั้งตลาดในประเทศหรือในภูมิภาค" 


    สิ่งที่ผู้เล่นแข่งขันกันในสนามนี้สำหรับเขาไม่ใช่แค่ตู้ชาร์จ เพราะพูนพัฒน์มองว่า “ไฟฟ้าก็คือไฟฟ้า” ทั้งในด้านฮาร์ดแวร์จะกลายเป็นสินค้ามาตรฐานทำให้ต้นทุนลดลง อันเป็นวัฏจักรทั่วไปของทุกเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต ส่วนแบ่งรายย่อยในตลาดอย่างเขาจึงเลือกที่จะสร้างจุดเด่นผ่านการส่งมอบ “ประสบการณ์” แทนที่ 

    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโลเคชั่น, ความพร้อมของ facility, คุณภาพแอปพลิเคชัน ไปจนถึงความน่าเชื่อถือของสถานี พร้อมมองว่าในระยะยาวผู้ชนะจะไม่ใช่คนที่ลงทุนถูกที่สุด แต่คือผู้ที่บริหารต้นทุนรวมหรือ Total Cost of Ownership (TCO) ได้ดีที่สุด และส่งมอบบริการที่เสถียร เชื่อถือได้ตลอดอายุการใช้งานของระบบ


ทะเลน้ำเงินสู่ทะเลแดง

    เมื่อการแข่งขันของธุรกิจ EV Charging เข้มข้นขึ้น ผู้บริหารหนุ่มมองว่า "ข้อมูล" กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญกว่าตัวฮาร์ดแวร์ แม้ตู้ชาร์จในตลาดจะเริ่มมีมาตรฐานใกล้เคียงกันมากขึ้น แต่สิ่งที่จะสร้างความได้เปรียบในระยะยาวคือความสามารถในการบริหารเครือข่ายอย่างชาญฉลาด บริษัทจึงพัฒนา software platform ของตัวเอง พร้อมเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน พฤติกรรมผู้บริโภค และศักยภาพของแต่ละโลเคชัน "เราสามารถเอา AI เข้ามาใส่เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูล" เขากล่าวพร้อมอธิบายว่า ในอนาคต AI จะมีบทบาทมากขึ้นในธุรกิจนี้ 

    พูนพัฒน์ขยายความว่า แม้วันนี้ตลาด EV ไทยยังอยู่ในช่วงขยายโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่ในอนาคต "digital asset" จะกลายเป็นทรัพยากรสำคัญไม่แพ้สถานีชาร์จ บริษัทจึงเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ตั้งแต่การคาดการณ์ศักยภาพของแต่ละโลเคชั่น ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานและการซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ หรือ predictive maintenance 

    พร้อมยกตัวอย่างว่า ในประเทศจีนเทคโนโลยีสามารถประเมินได้ล่วงหน้าว่าโลเคชั่นใดควรลงทุน และมีโอกาสคืนทุนมากที่สุด "ของจีนเขาสามารถชี้ได้เลยว่า จุดนี้เป็นจุดที่ถ้าคุณไปลงทุนคุณจะมีรีเทิร์นแบบนี้ๆ" พูนพัฒน์ย้ำถึงศักยภาพของ AI ที่หากนำเข้ามาปรับใช้ก็จะสามารถเสริมความแกร่งในธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

    อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญที่เขาเลือกใช้คือ การเลือกวางสถานีในรูปแบบ “Destination Charging” ผ่านพันธมิตรอสังหาริมทรัพย์และศูนย์การค้ารายใหญ่ระดับพรีเมียม แทนการเร่งขยายแบบกระจายตัวทั่วประเทศตั้งแต่ต้น “ผมมองว่าเป้าหมายระยะสั้นคือการเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายเดิมที่เรามี รวมถึงการขยายใหม่ๆ 

    นอกจากนี้ เราพยายามเร่งอัปเกรดตัวสถานี และขยายสถานีที่เป็นฟาสต์ชาร์จ ไฮพาวเวอร์ให้มากขึ้นผ่านโมเดลธุรกิจที่เป็น asset light เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องมีความร่วมมือทางกลยุทธ์ มี strategic collaboration กับพาร์ตเนอร์ต่างๆ” พูนพัฒน์เผยถึงแผนธุรกิจที่การขยายตัวอาจไม่ใช่ทางเลือกในเวลานี้ แต่คือการยกกำลังด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ที่เขาวางตำแหน่ง Evolt Technology ให้แตกต่างจากคู่แข่ง 

    อย่างไรก็ดีเขาย้ำว่า ธุรกิจสถานีชาร์จไม่ใช่เพียงธุรกิจตู้ไฟทั่วไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า รถยนต์ และผู้ใช้งานโดยตรง “ตัว EV ไม่ใช่แค่อุปกรณ์แบบ low power ทั่วไป แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความเสี่ยงสูง ความปลอดภัยสูงต้องตามมา 

    เพราะฉะนั้นระบบสายส่ง ระบบไฟฟ้า หรือกริดที่จ่ายไฟเข้าสู่รถยนต์ที่มีราคาหลักแสน หลักล้านบาทจึงต้องให้ความสำคัญ” นั่นจึงทำให้บริษัทให้ความสำคัญด้านคุณภาพ การให้บริการ และมาตรฐานการให้บริการรวมถึง “enterprise grade safety” ตั้งแต่มาตรฐานการติดตั้ง ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้งานในระยะยาว


โจทย์ใหม่ EV Ecosystem ไทย

    ยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ครั้งล่าสุดอาจสะท้อนบางอย่างได้ชัดเจนกว่าตัวเลขยอดขาย นั่นคือ EV กำลังกลายเป็นค่านิยมใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น รวมถึงเทรนด์พลังงานสะอาดที่โลกกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน 

    อย่างไรก็ตามเบื้องหลังบรรยากาศคึกคักของยอดจองกลับยังมีคำถามสำคัญที่อุตสาหกรรมไทยต้องตอบให้ได้นั่นคือ เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน “ปัจจุบันประเทศไทยมี DC Fast Charge ประมาณ 7,000 กว่าหัวจ่าย ซึ่งผมคิดว่าเรากำลังมุ่งสู่เป้าหมายที่เป็น 12,000 หัวจ่ายในไม่ช้า จริงๆ สิ่งที่ขาดมันไม่แค่จำนวน แต่เป็นความสะดวกสบายในการเข้าถึง” พูนพัฒน์แบ่งปันถึงความกังวลของผู้ใช้งานจากประสบการณ์ที่เขาได้พบ  

    นอกจากนี้ ความกังวลของผู้ใช้งาน  EV ยังมีทั้งเรื่องของการกระจุกตัวของสถานีชาร์จในเมืองหลวง รวมถึงการให้บริการแบบแยกแบรนด์ ทำให้ผู้ใช้งานต้องดาวน์โหลดทุกแอปของผู้ให้บริการ พูนพัฒน์มองว่าการทำให้ EV เข้าถึงคนทุกกลุ่ม เอกชนจำเป็นต้องร่วมกันพัฒนาประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ นั่นคือการเดินหน้าไปสู่รูปแบบ “Roaming Integration” หรือการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายสถานีชาร์จ ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงทุกสถานีผ่านระบบเดียว 

    "ในส่วนของเรื่องซอฟต์แวร์ มันสามารถทำเป็น Smart Energy Management ได้ในการเชื่อมต่อ หรือว่า roaming กัน หรือเชื่อมต่อกับกริด" พร้อมชี้ว่า อย่างในประเทศจีนแม้จะมีแอปแยกเหมือนในไทยแต่ก็ยังสามารถใช้ร่วมกันใน WeChat ส่วนในยุโรปก็เริ่มพัฒนาโมเดล Plug & Charge อย่างจริงจัง เพื่อทำให้ EV กลายเป็นประสบการณ์ที่ง่ายพอสำหรับทุกคน 

    ผู้บริหารหนุ่มยังมองด้วยว่า ในระยะยาว EV จะไม่ได้เชื่อมโยงแค่การเดินทาง แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานใหม่ ทั้ง renewable energy, smart grid และการบริหารพลังงานภายในเมือง การเปลี่ยนผ่านของ EV ไทยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องยอดขายรถยนต์ แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้งระบบ 

    เขายังเชื่อมั่นด้วยว่าประเทศไทยจะสามารถเป็นผู้นำด้านรถไฟฟ้าได้ไม่ยากในอาเซียน "ใน 10-20 ปีข้างหน้ารถไฟฟ้าจะเปลี่ยนจากทางเลือกมาเป็นมาตรฐานหลัก เพราะฉะนั้นเราจะอยู่ในส่วนที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มหัวชาร์จแล้ว แต่จะเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้การเดินทางมันไร้รอยต่อ เพื่อขับเคลื่อน green ecosystem ตรงนี้"


วัฒนธรรมสตาร์ทอัพกับคนรุ่นใหม่

    หากมองจากภายนอกการสร้างธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอาจดูเป็นเรื่องของเทคโนโลยี เงินลงทุน และการแข่งขันที่เปลี่ยนเร็ว แต่สำหรับนักพัฒนาสตาร์ทอัพวัย 38 ปีอย่างพูนพัฒน์ อีกหนึ่งความท้าทายนั่นคือการบริหารคน โดยเฉพาะกับพนักงานกว่า 120 คน ที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ในกลุ่มเจน Z 

    "สตาร์ทอัพมันไม่มีสูตรสำเร็จ ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วมาก" เขากล่าว พร้อมมองว่าแม้ตนเองจะเคยผ่านงานในองค์กรขนาดใหญ่ แต่การบริหารคนก็ต้องมีความเข้าอกเข้าใจในความหลากหลายของผู้คน


    พูนพัฒน์นิยามแนวทางการบริหารของเขาไว้ว่า อยู่บนแนวคิด System Thinking  ที่มองธุรกิจเป็นภาพใหญ่ทั้งระบบ แต่ในอีกด้านก็ต้องลงมือแบบ agile และพร้อมตัดสินใจเร็วในระดับปฏิบัติการ และใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ "บางทีมี data แค่ 70% ก็เพียงพอที่จะใช้ตัดสินใจแล้ว" เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา 

    เพราะหากมัวแต่รอความสมบูรณ์แบบโอกาสทางธุรกิจอาจผ่านไปก่อน และการเรียนรู้ให้เร็วหากผิดพลาด “Fail Fast, Learn Faster สำคัญมาก” เขาย้ำ ทั้งเน้นด้วยว่า growth mindset คือสิ่งจำเป็นขององค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

    วิธีคิดดังกล่าวจึงค่อยๆ หล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมองค์กรของ Evolt Technology ที่ยังพยายามรักษาความเป็น startup culture เอาไว้ ปัจจุบันแม้ผ่านเวลามาแล้ว 9 ปีที่องค์กรเติบโตขึ้น อย่างไรก็ตามเขายังมองว่า “คน” ยังต้องให้ความสำคัญเสมอ โดยเฉพาะการทำงานกับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองหาเพียงความมั่นคง 

    "ในช่วงแรกๆ ผมก็ต้องปรับจูนแนวทางการทำงานเยอะเหมือนกัน เพราะผมเริ่มการทำงานมาจาก Corporate มาก่อน" เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม "เราก็ต้องเข้าใจแนวคิดและมุมมองของแต่ละเจเนอเรชั่นว่าเขาต้องการอะไร และอะไรเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้เขาสร้างผลิตผลที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีที่สุด" เขาอธิบาย บริษัทจึงเน้นการให้อิสระในการทำงาน และวัดผลจากผลลัพธ์มากกว่าเวลาที่นั่งอยู่ในออฟฟิศและวิธีการ พร้อมพยายามสร้างองค์กรให้มีพื้นที่ให้ทีมกล้าคิด กล้าพูด และเข้าถึงผู้บริหารได้ง่ายขึ้น

    สุดท้ายแล้วเมื่อถามถึงความท้าทายสูงสุดด้านงานบริหารเขาตอบอย่างไม่ลังเลว่า ในโลกของสตาร์ทอัพความท้าทายสำคัญมักหนีไม่พ้นเรื่องการสร้างการเติบโตของธุรกิจ ควบคู่ไปกับการตอบโจทย์ความคาดหวังของนักลงทุนและพาร์ตเนอร์ โดยเฉพาะในวันที่องค์กรกำลังขยายตัวท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว “การที่เราจะโตได้คือเราต้องตั้งโจทย์การเติบโตของเราให้ได้ แล้ว deliver ได้ตาม milestone ต่างๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ 

    แต่ท่ามกลางโอกาสของตลาด EV ไทยที่ยังเปิดกว้างอีกมากในอนาคต ตามที่เขากล่าวว่า “EV Adoption Rate ของ (ไทย) เราเนี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่สูงในอาเซียน” สำหรับเขาการบริหารองค์กรจึงเป็นการสร้างความสมดุลที่ต้องทำให้ทุกองค์ประกอบเดินไปด้วยกัน “มันมีทั้งเรื่องของเป้าหมาย มีทั้งเรื่องของ execution มีทั้งเรื่องของผู้คน ที่เราต้องตัดสินใจ และทำให้มันกลมกล่อม”


หนึ่งฟันเฟืองโครงสร้างพื้นฐาน

    วันนี้การแข่งขันในธุรกิจสถานีชาร์จจะรุนแรงขึ้น สำหรับ Evolt Technology ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง พูนพัฒน์เผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ราว 600-650 ล้านบาท พร้อมแผนขยายเครือข่ายหัวชาร์จจากกว่า 1,000 หัว ไปสู่ระดับ 1,400 หัวในระยะถัดไป โดยเฉพาะการเร่งการสร้างสถานีในต่างจังหวัดผ่านสถานีแบบ high-power charging ที่รองรับการเดินทางระยะไกลมากขึ้น “เรายังมองว่าตลาดมันโตได้อีกมาก” 


    แม้ธุรกิจลักษณะนี้ยังต้องอาศัยการบริหารเงินทุนอย่างระมัดระวัง พูนพัฒน์จึงมองว่าปีนี้บริษัทจะเลือกใช้โมเดลระดมทุนแบบ project-based มากขึ้น เพื่อให้การขยายแต่ละโครงการสอดคล้องกับศักยภาพของโลเคชั่นและพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ด้วยเห็นว่าสิ่งที่จะทำให้แบรนด์อยู่รอดในระยะยาวไม่ใช่เพียงจำนวนสถานี แต่คือการสร้างความน่าเชื่อถือของเครือข่าย ทั้งในด้านคุณภาพ ความเสถียร และมาตรฐานความปลอดภัย เพราะสำหรับธุรกิจ EV charging ผู้บริโภคไม่ได้คาดหวังแค่การใช้งานได้ แต่ต้องการความมั่นใจทุกครั้งที่เสียบชาร์จ

    ที่สุดแล้วสิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่เพียงการทำให้ Evolt Technology เติบโตเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญของตลาด แต่คือการได้เห็นวันที่ EV กลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยอย่างแท้จริง วันที่ผู้คนขับรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ วันที่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศเดินทันอนาคต และวันที่ประเทศไทยสามารถสร้าง ecosystem ของตัวเองขึ้นมาได้อย่างแข็งแรง 

    “เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อน EV Thailand” เขากล่าวทิ้งท้าย ราวกับตลอดหลายปีที่ผ่านมาสิ่งที่เขาพยายามสร้างอาจไม่ใช่เพียงธุรกิจ หากคือการวางรากฐานบางอย่างให้กับอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปด้วยกัน


เรื่อง: อิสราภรณ์ บุนนาค ภาพประกอบ: API  ภาพ: Evolt Technology




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Kaniva พลิกอินไซต์ สู่นิเวศสัตว์เลี้ยงไทยคุณภาพ

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine