เอกภพ เมฆกัลจาย นำทัพ LGT แห่งราชวงศ์ “Liechtenstein” - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

เอกภพ เมฆกัลจาย นำทัพ LGT แห่งราชวงศ์ “Liechtenstein”

LGT ให้บริการด้าน Private Bank และการลงทุนทรัพย์สินของราชวงศ์แห่งลิกเตนสไตน์ (Princely House of Liechtenstein) ในประเทศไทย สำนักงาน LGT ในไทยเปิดตัวในช่วงกลางปี 2562 โดยมี เอกภพ เมฆกัลจาย มานั่งเป็นแม่ทัพในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริหารบริษัท หลักทรัพย์ แอลจีที (ประเทศไทย)

ราชวงศ์ “Liechtenstein” เก่าแก่อายุกว่า 900 ปี เป็นกษัตริย์แห่ง “Liechtenstein” หรือราชรัฐลิกเตนสไตน์ ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรปกลาง มีพรมแดนด้านตะวันออกติดกับออสเตรีย และด้านตะวันตกติดกับสวิตเซอร์แลนด์ ราชวงศ์ “Liechtenstein” สืบทอดกันมาถึง 30 เจเนอเรชั่น

ถือครองทรัพย์สินและมีธุรกิจต่อเนื่องหลากหลายทั้งงานศิลปะ จิตรกรรม พิพิธภัณฑ์ ไวเนอรี่ ฯลฯ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเงินการลงทุนปีนี้ดำเนินงานครบ 100 ปี หลังจากก่อตั้ง “ธนาคารแห่งลิกเตนสไตน์” ขึ้นในปี 2463 เพื่อระดมทุนพัฒนาเศรษฐกิจของราชรัฐลิกเตนสไตน์ และสนับสนุนแผนปฏิรูประบบเงินและอัตราแลกเปลี่ยน

หลังจากนั้นธุรกิจการเงินของราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ก็ขยายสาขาไปทั่วยุโรป เอเชีย อเมริกา ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกกลาง ภายใต้ชื่อ LGT ให้บริการด้าน Private Bank และการลงทุนทรัพย์สินของราชวงศ์แห่งลิกเตนสไตน์ (Princely House of Liechtenstein)

ในประเทศไทย LGT เข้ามาเปิดสำนักงานเป็นอันดับที่ 15 ต่อจาก Financial Hub เอเชียคือ ฮ่องกง และสิงคโปร์ สำนักงาน LGT ในไทยเปิดตัวในช่วงกลางปี 2562 โดยมี เอกภพ เมฆกัลจาย นักการเงินหนุ่มวัย 40 ผู้คร่ำหวอดในแวดวงตลาดเงินตลาดทุน และธนบดีธนกิจจากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งของไทยและต่างประเทศมากกว่า 16 ปีมานั่งเป็นแม่ทัพในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริหารบริษัท หลักทรัพย์ แอลจีที (ประเทศไทย)

“เปิดตัวมาเกือบ 2 ปี LGT เริ่มเป็นที่รู้จักในไทย เราได้การตอบรับที่ดีมาก” เอกภพตอบคำถามแรกของทีมงาน Forbes Thailand โดยขอสงวนที่จะแจกแจงถึงตัวเลขพอร์ตลูกค้า บอกเพียงว่าลูกค้าที่ LGT รับบริหารการลงทุนให้ต้องมีพอร์ตไม่ต่ำกว่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ “บวกลบก็ประมาณ 100 ล้านบาท เป็น target ที่เราขออนุญาตไว้เพราะ service เราแตกต่าง”

 

LGT

 

  • Unique Offering Approach

อะไรคือความแตกต่างที่ว่า ทีมงาน Forbes ยิงคำถาม และคำตอบที่ได้รับในทันทีคือ “เราเป็น Private Bank เต็มรูปแบบที่บริหารโดยเอกชนเพียงรายเดียว โดยราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของกิจการ และเป็นลูกค้ารายใหญ่”  อีกทั้ง ราชวงศ์นี้ยังเป็นเจ้าของกิจการ ดังนั้นเรื่องผลตอบแทนและการเติบโตจึงไม่ต้องห่วง เพราะ LGT ต้องสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้าหลัก และลูกค้ารายอื่นๆ ก็มั่นใจได้ว่า LGT จะบริหารการลงทุนให้อย่างดีที่สุด

เอกภพเผยว่า LGT มองเห็นศักยภาพตลาดเมืองไทย เห็นช่องว่างเซอร์วิสในไทย เนื่องจากไม่มีสถาบันการเงินไหนโฟกัสเรื่อง Private Bank อย่างเดียวแบบ LGT ซึ่งเป็น unique offering approach ขณะที่บริการด้านการลงทุนที่มีในไทยส่วนใหญ่เป็น commercial bank service หรือไม่ก็เป็น brokerage ซื้อมาขายไป

และมีแผนกบริการที่เรียกว่า Private Bank ให้บริการด้วยเท่านั้น ไม่ใช่องค์กรที่ดำเนินธุรกิจ Private Bank เป็นหลักเหมือน LGT ที่เน้นหนักเรื่องการลงทุนในต่างประเทศ โดยเป็น Private Bank ที่มีเอกชนถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในโลกคือ ราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ และไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็น Private Bank เอกชน 100% ที่ถือหุ้นเพียงผู้เดียว

 

LGT

 

“Service ของเราแตกต่าง เจ้าหน้าที่ Relationship Manager (RM) ของเราจะดูแลลูกค้า 20-30 คนต่อ 1 คน เรียกได้ว่าดูแลลูกค้าอย่างทั่วถึง และบริการ advice customize port ของแต่ละคน ซึ่งจะไม่เหมือนธนาคารที่มีเจ้าหน้าที่ 1 คนดูแลลูกค้า 200 คน แน่นอนย่อมแนะนำการลงทุนเหมือนๆ กัน”

การเข้ามาเปิดธุรกิจในเมืองไทย LGT ก่อตั้งบริษัทขึ้นใหม่ตามกฎหมายไทย แต่ไม่ร่วมทุนกับใครยังคงถือหุ้นเพียงรายเดียวโดยราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ พร้อมนำ service, knowledge, culture และประสบการณ์ที่มีในการให้บริการลูกค้าทั่วโลกมาใช้ที่นี่ โดยทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย “นี่เป็น service และ positioning ที่ดีที่สุด เรายังเปิดเผยพอร์ตลูกค้าไม่ได้ แต่ยืนยันได้ว่าการตอบรับจากตลาดดีมาก”

 

  • ตอบโจทย์ช่วงเศรษฐกิจหด

สภาวะตลาดการลงทุนของไทยในช่วงปี 2561-2562 ซึ่งพบว่า คนเริ่มมองเรื่อง generation wealth planning นักลงทุนเริ่มให้รุ่นลูกมาบริหารการลงทุน และนักลงทุน Gen ใหม่เหล่านี้จะให้ความสำคัญขยายพอร์ตการลงทุนโดยมองไปต่างประเทศมากขึ้น ไม่จำกัดแค่ชื่อที่คุ้นในบ้านเราอีกต่อไป

“บริการของ LGT เน้นลงทุนต่างประเทศอย่างเดียว” เอกภพย้ำก่อนจะอธิบายว่า มีบริการลงทุนทุกอย่างที่ต่างประเทศ ทั้งหุ้นรายตัว กองทุน ตราสารหนี้รายตัว กองทุนทางเลือกอื่นๆ และหุ้นนอกตลาด (private equity) ซึ่งคนอื่นยังไม่มีบริการ ลูกค้าสามารถมาใช้บริการผ่าน LGT ได้ และมี access product ได้ทั่วโลก โดยบริการที่ LGT ในต่างประเทศและในไทยนำมาใช้มี 2 รูปแบบคือ advisory ลูกค้ามีมุมมองตัวเองมาแล้วให้ LGT แนะนำการลงทุน

ส่วนแบบที่ 2 ลงทุนใน private fund ที่เรียกว่า mandate “เรามี 20 mandate 20 choices การลงทุนที่เราตัดสินใจให้เลย” เป็นบริการที่ค่อนข้างเฉพาะตัวซึ่งเอกภพบอกว่า ช่วงแรกนักลงทุนไทยให้ความสำคัญกลุ่ม mandate เพราะมีผู้เชี่ยวชาญลงทุนต่างประเทศให้บริการ เป็นธุรกิจที่เติบโตมากสุดของ LGT ไทย private fund เหล่านี้มีหลากหลายทั้งเสี่ยงน้อย เสี่ยงมาก เช่น นักลงทุนไทยชอบมากคือ กองทุนที่ลงทุนในหุ้น mega trend ลงในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยี robotics, advance health care

 

  • คว้าโอกาสช่วงโควิด-19

“ธุรกิจช่วงโควิด-19 ดีกับ Private Banking” แม่ทัพ LGT ไทยยืนยันพร้อมอธิบายว่าช่วงวิกฤตโรคระบาดนักลงทุนเริ่มเห็นความจำเป็นของการกระจายสินทรัพย์ในยามคับขันที่ปกติจะมีตราสารหุ้นตราสารทุนในไทยอยู่แล้วรู้สึกว่าได้รับผลกระทบเยอะหลายคนจึงเริ่มเห็นความสำคัญกระจายความเสี่ยง โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ทุกคนคิดถึงจุดนี้ซึ่งเป็น value และเป็น culture ของ LGT

“อย่าลืมว่า 900 ปี 30 เจเนอเรชั่น สิ่งสำคัญที่สุดคือการ share experience ให้กับลูกค้า คือการวางแผนในอนาคตของ family ช่วง crisis หลาย family ต้องคิดแล้วว่าเราจะวางแผน wealth กับอนาคตครอบครัวเราอย่างไร”

ปัจจุบัน “กลุ่ม next generation ให้ความสำคัญธุรกิจเทคโนโลยี และ advance health care ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ โควิด-19 จึงเป็นผลดีกับเรา” เนื่องจาก LGT ให้บริการแนะนำลงทุนรายบุคคลแบบ unique offering มาก การที่มี full private banking service และมีออฟฟิศ มีเจ้าหน้าที่ในเมืองไทยทำให้การลงทุนค่อนข้างเร็ว ในอดีตยังไม่มีออฟฟิศในไทยหลายคนไปหาต่างประเทศเอง เมื่อเกิดโควิด-19 การติดต่อยาก

“Full private banking จริงๆ เพิ่งเริ่มใน 3 ปี ที่มีอยู่เป็นเพียง service bank ของธนาคาร แต่ถ้าพูดเป็น scale ระดับโลกมีอยู่ 2-3 ราย LGT เป็นหนึ่งในนั้น เรียกได้ว่าเป็น International Private Bank จริงๆ ที่มาเปิดในเมืองไทย” ส่วนธนาคารไทยมี Private Bank เป็นบริการหนึ่งใน retail banking “เรา make sure ว่า Private Bank สำคัญที่สุดคือ quality of service หรือ quality advice เรา make sure ว่าเจ้าหน้าที่ RM ต้องมีประสบการณ์ทั้งในไทยและต่างประเทศ”

นั่นหมายความว่า RM ต้องสามารถเซอร์วิสลูกค้าได้รับบริการด้วยคุณภาพไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบริการ LGT ที่เมืองไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเอกภพย้ำว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุดลูกค้าต้องสัมผัสได้ถึงบริการที่ไม่แตกต่างไม่ว่าในไทยหรือต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนมีทางเลือกค่อนข้างเยอะเพราะฉะนั้น quality of RM จึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

 

อ่านเพิ่มเติม:


คลิกอ่านฉบับเต็มและบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2564 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP