เมล็ดพันธุ์แห่งกรรณสูต - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

เมล็ดพันธุ์แห่งกรรณสูต

พรพรรณ ปัญญาภิรมย์

มิตรภาพระหว่างชาวไทยและชาวอิตาเลียนอันเป็นต้นกำเนิดของสองไม้ใหญ่ที่แตกกิ่งก้านงอกงามจากเมล็ดพันธุ์เดียวกัน ด้วยรากฐานอันแข็งแกร่งสู่อาณาจักรหลายหมื่นล้านในร่มเงาแห่งอิตัลไทย-อิตาเลียนไทย ซึ่งยืนหยัดยาวนานร่วม 6 ทศวรรษ

เส้นทางชีวิตที่พลิกผันของบุตรชายในธุรกิจโรงน้ำแข็ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวให้เข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล) กว่าจะค้นพบตัวเองว่า งานที่ถนัดและชื่นชอบอยู่ในสายธุรกิจก่อสร้าง นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ใช้เวลาช่วงหนึ่งในการเป็นผู้ให้ ทั้งศาสตร์ความรู้จากการเป็นอาจารย์ประจำแผนกสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล และเป็นผู้อุทิศตัวรับใช้ประเทศด้วยการเป็นแพทย์ประจำกองทัพบกในขณะที่ประเทศอยู่ในภาวะจำยอมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและเข้าร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพา

เมื่อสงครามสงบ ชัยยุทธตัดสินใจเดินทางกลับมารับสืบทอดธุรกิจกงสีของครอบครัวทั้งโรงสีข้าว และโรงน้ำแข็งไฟฟ้า ที่สุพรรณบุรี โดยสามารถขยายกิจการสร้างโรงทำน้ำแข็งใหม่ที่จังหวัดชุมพรและเริ่มสร้างโรงงานผลิตปลาป่นที่ปากน้ำอู่ตะเภา ซึ่งใช้เครื่องจักรทันสมัยจากประเทศเดนมาร์กเป็นแห่งแรกของประเทศ และกลายเป็นต้นแบบในการสร้างโรงงานปลาป่นในประเทศจำนวนมาก

จากความสำเร็จในสัญญาสัมปทานการกู้เรือเดินทะเล 5 ลำ บริเวณปากน้ำ ซึ่ง เผด็จ ศิวะทัต น้องเขยของชัยยุทธได้รับ โดยมีชัยยุทธเป็นผู้ค้ำประกันสัญญากลายเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพสองสัญชาติ โดย ประสิทธิ์ นฤทรางกูร เป็นผู้แนะนำ Giorgio Berlingieri ให้เข้ามาช่วยธุรกิจกู้เรือจนสำเร็จกลายเป็นความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างชัยยุทธและ Berlingieri และเริ่มต้นธุรกิจสั่งสินค้าจากต่างประเทศประเภทเครื่องจักรของโรงงานอุตสาหกรรม ภายใต้ชื่อ บริษัท อิตัลไทย อินดัสเตรียล จำกัด ในปี 2498ร่วมกันถือหุ้นคนละ 50% ด้วยความตั้งใจให้เกียรติชาวอิตาเลียนที่เป็นเจ้าขององค์ความรู้และเทคโนโลยีที่นำมายังประเทศไทย

แม้กิจการของอิตัลไทยจะเติบโตรุดหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านธุรกิจการค้า (trading) ซึ่งเป็นบริษัทรายแรกที่สั่งเตาแก๊สเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย หากแต่การขายแค่เครื่องจักรเพียงอย่างเดียวไม่อาจตอบสนองความต้องการของลูกค้าส่วนใหญ่ได้เพียงพอดังนั้น สองนายห้างจึงเล็งเห็นความสำคัญในการแตกยอดธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานทุกประเภท พร้อมให้บริการทางเทคนิคครบวงจร ในชื่อ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ในปี 2501 ซึ่งตรงกับยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเปิดประเทศต้อนรับการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาและพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการสร้างถนนสายยุทธศาสตร์ในชนบท ทำให้อิตาเลียนไทยสามารถเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นธุรกิจที่ทำรายได้หลักของกลุ่ม ด้วยรายได้ 40 ล้านบาทตั้งแต่ในปีแรก โดยชัยยุทธและ Berlingieri ถือหุ้นในอิตาเลียนไทยฝ่ายละ50% จนถึงปี 2518 Berlingieri ลดหุ้นเหลือ 25% และกลายเป็นของกรรณสูตทั้งหมดหลัง Berlingieri เสียชีวิต

ขณะที่อิตัลไทยมีแนวทางการขยายธุรกิจอันหลากหลาย ไม่เฉพาะด้านธุรกิจการค้าแต่ยังเริ่มต้นธุรกิจโรงแรม ด้วยการเทคโอเวอร์โรงแรมนิภาลอดจ์ พัทยา และเข้าถือหุ้นใหญ่ในโรงแรมโอเรียนเต็ลต่อจาก Louis Thomas Leonowens (บุตรชายของ Anna Leonowens อาจารย์สอนภาษาอังกฤษให้พระบรมวงศานุวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ปรากฏในเรื่อง Anna and the King) แจ้งเกิดในฐานะเจ้าของโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา

นอกจากนั้น กลุ่มอิตัลไทยยังเพิ่มการลงทุนในธุรกิจก่อสร้าง ด้วยการตั้งโรงงานหล่อโลหะผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ รถยนต์ รถแทรกเตอร์ที่อยุธยา รวมถึงร่วมทุนกับ Oriental Marine และ Laminates ตั้งบริษัทอิตัลไทยมารีนดำเนินกิจการอู่ต่อเรือซ่อมเรือขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยเป็นผู้ต่อเรือปืนและเรือยกพลขึ้นบกลำใหญ่ที่สุดของประเทศให้แก่กองทัพเรือ และชนะประมูลการต่อเรือให้รัฐบาลเมียนมา รวมถึงขยายธุรกิจหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในไทย โดยซื้อกิจการหนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ และเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายหนึ่งของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (ปัจจุบัน นิจพร จรณะจิตต์ ถือหุ้นในบริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) หรือ POST จำนวน 2.37% หรือ ราว 11.87 ล้านหุ้น)

จุดพลิกผันของบริษัทสองสัญชาติเกิดขึ้นหลัง Berlingieri หัวใจวายเสียชีวิตในวันที่ 1ธันวาคม 2524 และไม่มีผู้รับสืบทอดโดยตรงชัยยุทธจึงซื้อหุ้นคืนมาเกือบทั้งหมดและกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ขับเคลื่อนธุรกิจที่ผสมผสานการทำงานระหว่างพนักงานในประเทศและต่างประเทศอย่างลงตัว ซึ่งขณะนั้น กลุ่มอิตัลไทยได้ขยายธุรกิจครอบคลุม 5 สาขาหลัก ได้แก่ ธุรกิจการค้า ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจโรงแรมและที่ดิน และธุรกิจหนังสือพิมพ์

อิตัลไทยยุคสองเริ่มต้นขึ้นไล่เลี่ยกับอิตาเลียนไทยในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียที่สั่นสะเทือนอาณาจักร ชัยยุทธเล็งเห็นความจำเป็นในการฝึกฝนทายาทหรือคนในครอบครัวรับช่วงต่อธุรกิจมูลค่ามหาศาลโดยวางตัวให้เปรมชัย กรรณสูต บุตรชาย คนสุดท้องเข้าทำงานที่อิตาเลียนไทย ในปี2522 และ อดิศร จรณะจิตต์ลูกเขยคนที่ 2 (แต่งงานกับนิจพร) เป็นผู้นำทัพอิตัลไทยต่อจากวิพรรธ์ เริงพิทยา ลูกเขยคนแรก(แต่งงานกับพิไลจิตร) ในปี 2526

หลังจากฝึกปรือทายาททั้งอิตัลไทยและอิตาเลียนไทยให้เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่วงการก่อสร้างของประเทศได้สำเร็จ ชัยยุทธพร้อมวางมือให้คนหนุ่มรุ่นใหม่ต่อยอดอาณาจักรสู่ระดับหมื่นล้าน โดยเปรมชัย กรรณสูต ยังคงกุมบังเหียนอิตาเลียนไทยในตำแหน่ง ประธานบริหาร ซึ่งถือหุ้นมากที่สุดในบริษัท และนิจพร จรณะจิตต์ นั่งตำแหน่งกรรมการรองประธานบริหารอาวุโสและถือหุ้นรองลงมา โดยทั้งสองสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สำเร็จในปี 2537 ด้วยทุนจดทะเบียน 2.5 พันล้านบาทในชื่อ ITD

ขณะที่อิตัลไทยยังคงต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังจากอดิศรจากไปอย่างกะทันหันในปี 2547 และตำแหน่งผู้นำได้ถูกส่งต่อไปยังยุทธชัย ทายาทที่ได้รับการวางตัวให้เป็นหมายเลข 1 ของอิตัลไทย ในอนาคตต้องเร่งเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ยังไม่เบญจเพส โดยมีนิจพร ผู้เป็นมารดาให้คำแนะนำ และถ่ายทอดหลักการบริหารอาณาจักรอย่างใกล้ชิดในฐานะประธานกรรมการ ก่อนจะวางมือให้ยุทธชัยรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่

“ช่วงที่ผมเข้ามา ไม่มีคนอื่น ผมใช้เวลาเรียนรู้ธุรกิจและคนในองค์กร ทุกคนที่ทำงานกับอิตัลไทยมีความเป็นมืออาชีพ แต่ละคนสามารถทำหน้าที่ของตัวเองชัดเจน ผมให้อำนาจการตัดสินใจ 100% ซึ่งทุกวันนี้คุณแม่ผมยังทำงานอยู่ แม้จะอายุ 66 แล้ว ท่านเป็นประธานบริษัทหลายแห่ง แต่ทำงานที่ ITD เป็นหลัก และเป็นประธานในอิตัลไทย”

ยุทธชัยกล่าวถึงการทำงานนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน พร้อมยึดชัยยุทธเป็นบุคคลต้นแบบและแรงบันดาลใจในการบริหารธุรกิจให้ถึงเป้าหมาย 3 หมื่นล้านบาทใน 5 ปีในวันนี้ทั้งอิตัลไทยและอิตาเลียนไทยพร้อมสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามแนวถนัด ด้วยจุดเริ่มต้นที่มีสายสัมพันธ์เกี่ยวพันกันกว่า 60 ปี ทั้งยังมุ่งมั่นแตกยอดไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่องยาวนาน

อ่านเพิ่มเติม:
ยุทธชัย จรณะจิตต์ บาลานซ์ความต่าง “อิตัลไทย” ยกระดับก่อสร้าง-ไลฟ์สไตล์ 


คลิกอ่านบทความทางธุรกิจ ได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ พฤษภาคม 2560 ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP