ชวพงษ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผงาดเครื่องมือช่าง “PUMPKIN” - Forbes Thailand

ชวพงษ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผงาดเครื่องมือช่าง “PUMPKIN”

พรพรรณ ปัญญาภิรมย์ / CORPORATE EDITOR
18 Jul 2022 | 08:00 PM
READ 1820

เครื่องมือช่างสัญชาติไทยรูปฟักทองสีส้มแทนสัญลักษณ์สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ สู่ภาคต่อการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการพัฒนาเครื่องมือไร้สายตอบดีมานด์ทุกกลุ่มงานช่าง พร้อมรุกขยายอาณาจักรต่างประเทศประกาศนาม "พัมคิน" เทียบชั้นแบรนด์โลก

ภาพแบรนด์ฟักทองบนเครื่องมือช่างเต็มชั้นวางสินค้าล้อมรอบพื้นที่วิ่งเล่นของสามพี่น้องเชาวพัฒนวงศ์ได้มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมความรักและความผูกพันในกิจการของครอบครัว ซึ่งเริ่มต้นขึ้นมากว่า 40 ปีก่อนจากการเล็งเห็นโอกาสนำเทคโนโลยีของญี่ปุ่นใช้ในโรงงานผลิตเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น เลื่อย ค้อน เกรียง ตลับเมตร ด้วยหลักธุรกิจที่ยึดมั่น “ซื่อสัตย์ต่อคู่ค้า มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าคุณภาพ”

“สมัยนั้นต้องยอมรับว่าผู้นำเครื่องมือในตลาดโลกจะเป็นญี่ปุ่น เยอรมนี อเมริกา ทำให้ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่พยายามสร้างแบรนด์ให้ออกเสียงใกล้เคียงกับภาษาญี่ปุ่น เยอรมัน อเมริกา แต่คุณพ่อชอบแตกแถวจึงพยายามคิดหาชื่อแบรนด์ที่ต่างจากคนอื่น ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในครอบครัวที่เชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือความเป็นสิริมงคลจึงนำฟักทอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนจีนบูชามาใช้เป็นชื่อแบรนด์”

ชวพงษ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท พัมคิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด วัย 42 ปี เล่าถึงการก่อตั้งธุรกิจของบิดา ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานธุรกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว ด้วยการสร้างแบรนด์และขยายกลุ่มสินค้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมจดทะเบียนบริษัทดำเนินการผลิตจัดจำหน่ายและนำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องมือช่างอย่างเป็นทางการในปี 2531

ในฐานะทายาทที่เติบโตพร้อมกับธุรกิจและมุ่งมั่นสานต่อกิจการของครอบครัวจึงเลือกศึกษาด้านการบริหารการตลาดที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในระดับปริญญาตรีและศึกษาต่อ MBA จาก Shanghai University of Finance and Economics ประเทศจีน พร้อมเก็บเกี่ยวความรู้ที่สามารถใช้ต่อยอดธุรกิจและศึกษาภาษาจีนเพิ่มเติมสำหรับติดต่อสื่อสารทางธุรกิจในอนาคต

ทันทีที่สำเร็จการศึกษาปริญญาโทจากประเทศจีน บัณฑิตใหม่พร้อมสั่งสมความรู้นอกตำราและประสบการณ์ทำงานในธุรกิจครอบครัว ด้วยการปฏิเสธตำแหน่งผู้บริหารและสวมชุดพนักงานพัมคินเรียนรู้การทำงานทุกแผนกของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขาย การจัดส่ง คลังจัดซื้อ การตลาด หรือการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2551 จนกระทั่งมั่นใจในความรู้และความเข้าใจที่มากเพียงพอจึงนั่งเก้าอี้ผู้บริหารในปี 2560

 

- รุกเปิดตลาดอินเตอร์แบรนด์ -

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของแบรนด์ที่มีอายุยาวนานหลายทศวรรษเกิดขึ้นหลังจากชวพงษ์ทำงานในธุรกิจของครอบครัวได้เพียง 2 ปี ด้วยประสบการณ์เยี่ยมชมโรงงานและการจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศทำให้ทายาทเล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสารถึงผู้บริโภค จึงนำเสนอเรื่องการพลิกโฉมแบรนด์ให้มีความชัดเจนและแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ สี ตัวอักษร บรรจุภัณฑ์สินค้า พร้อมกำหนดสโลแกน “พัมคิน ครบทุกเรื่อง เครื่องมือช่าง” เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ ตอบโจทย์ทุกความต้องการอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ผลงานแรกหลังนั่งเก้าอี้บริหารเต็มตัวของชวพงษ์จึงเป็นการต่อยอดสร้างการเติบโตในต่างประเทศเมื่อ 6 ปีก่อนในการขยายตลาดเมียนมาอย่างเต็มตัว พร้อมวางกลยุทธ์รุกเปิดตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งสามารถขยายฐานธุรกิจได้อย่างครอบคลุมทั้งประเทศเพื่อนบ้านและเอเชียรวมกว่า 15 ประเทศ เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมา สิงคโปร์ ภูฏาน เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังเริ่มมีการจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนผู้จัดจำหน่ายในประเทศแถบอเมริกาใต้ ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล เอกวาดอร์ ชิลี พร้อมวางเป้าหมายขยายตลาดให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มประเทศทางตะวันออกกลางในปีนี้ เช่น เยเมน คูเวต เป็นต้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ในการสร้างแบรนด์คนไทยให้รู้จักไปทั่วโลก

นอกจากนั้น บริษัทยังมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาสินค้า ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างทีมวิจัยพัฒนาสินค้าและช่างผู้เชี่ยวชาญในประเทศและต่างประเทศในการสร้างสรรค์สินค้าให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด

ชวพงษ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท พัมคิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด

“กลยุทธ์การเติบโตทั้งในไทยและต่างประเทศอยู่ที่การวิจัย โดยยึดความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก ซึ่งผู้บริโภคทุกประเทศมีเป้าหมายเดียวกันในการแก้ปัญหาการทำงาน และต้องการเครื่องมือที่ทำให้ทำงานง่ายที่สุด ดังนั้น การออกสินค้าใหม่โดยธรรมชาติของเครื่องมือจะไม่ต่างกันมาก แต่จะเป็นเรื่องวัฒนธรรม รสนิยม ความชอบ สีสัน การหยิบจับได้ง่าย"

สำหรับในปัจจุบันบริษัทสามารถสร้างการเติบโตและมีสินค้างานช่างที่ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมรวมสินค้าที่จัดจำหน่ายกว่า 10,000 SKU ได้แก่ กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าไร้สาย อุปกรณ์เสริมใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือช่างก่อสร้าง ทั้งงานไม้ งานไฟฟ้า งานประปา งานสี งานแอร์ งานเหล็ก อลูมิเนียม เครื่องมือลม เครื่องมือใช้ในงานอุตสาหกรรม อุปกรณ์เซฟตี้ และงานสวน งานเกษตร

“เราแบ่งสินค้า 3 กลุ่ม ได้แก่ PUMPKIN PRO สำหรับอุตสาหกรรม PUMPKIN สำหรับช่างมืออาชีพ และล่าสุดปีที่แล้วเริ่มทำ PUMPKIN HOME เน้นสินค้างาน DIY มากขึ้น โดยเรายังมีส่วน fighting brand ตอบสนองตลาดที่มองเรื่องราคาเป็นหลัก แต่ยังคงคุณภาพของสินค้าที่สมเหตุสมผล ทำให้ราคาเราอาจจะไม่ aggressive มาก”

ขณะที่สินค้าแบรนด์พัมคินของบริษัทมีทั้งผลิตเอง และว่าจ้างบริษัทอื่นผลิตภายใต้การควบคุมคุณภาพและการพัฒนาออกแบบโดยพัมคิน รวมถึงการคัดสรรนำเข้าสินค้าหลากหลายอุตสาหกรรมจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก เพื่อให้ครอบคลุมงานช่างได้อย่างครบครัน ซึ่งสอดคล้องกับสโลแกน “ครบทุกเรื่อง เครื่องมือช่าง” เช่น กลุ่มแบรนด์ประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ แท่นตัดกระเบื้องอันดับ 1 ของโลก ISHII, คีมอุตสาหกรรม TSUNODA, เครื่องมืออู่รถ JETECH, เครื่องยิงตะปูอันดับ 1 ในเกาหลี JITOOL และเครื่องมือใช้ในอุตสาหกรรมจากไต้หวัน ARCA เป็นต้น

 

- ขยายพอร์ตครบเครื่องมือช่าง -

ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้หลายธุรกิจชะลอการลงทุน แต่ชวพงษ์เล็งเห็นโอกาสการวางแผนธุรกิจเชิงรุกจากการเติบโตของธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่ส่งผลให้มูลค่าตลาดเครื่องมือช่างเติบโตมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท พร้อมทุ่มงบลงทุนการตลาดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 50% และมุ่งเน้นการสื่อสารสร้างแบรนด์ให้ผู้บริโภครู้จักและเข้าใจพัมคินมากขึ้น

“เราคิดแบบสวนทางและต้องการใช้โอกาสจากวิกฤตที่คนรัดเข็มขัดรอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เราจึงเน้นทำการตลาดเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ และคาดหวังให้ตัวเลขการเติบโตมากกว่า 10% ซึ่งช่วงก่อนวิกฤตเราสามารถเติบโตเฉลี่ยที่ 12-15% จนถึงช่วงวิกฤตที่ประมาณ 9-10% โดยในปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ท้าทายจากสถานการณ์โรคระบาดและสภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบกับวัตถุดิบพอสมควร รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมามากเท่าที่คาดหวัง ทำให้เป้าหมายในใจที่วางไว้ 1.5 พันล้านบาทในปีนี้ต้องทบทวนใหม่”

อย่างไรก็ตามชวพงษ์ยังคงเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์สร้างการเติบโตรอบด้าน โดยในปีนี้บริษัทมีแผนเพิ่มสินค้าในกลุ่มไร้สายที่ใช้ในงานสวน งานไม้ งานก่อสร้าง และเดินหน้าขยายสินค้าให้ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มไลน์สินค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น สินค้าเครื่องมือไร้สายที่มุ่งมั่นพัฒนาจะครอบคลุมทุกกลุ่มงานที่หลากหลาย สินค้ากลุ่มเกษตร เครื่องตัดหญ้า เครื่องปั่นไฟ เป็นต้น

นอกจากนั้น ชวพงษ์ยังวางกลยุทธ์ด้านช่องทางจำหน่าย ด้วยการเพิ่มพันธมิตรทั้งที่เป็นโมเดิรน์เทรดและร้านค้าดั้งเดิมมากขึ้น ทั้งในรูปแบบเฟรนไชส์หรือห้างร้านในค่ายอื่นๆ รวมถึงช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์, Facebook, Line, มาร์เก็ตเพลส เช่น Shopee, Lazada เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริษัทและรู้จักแบรนด์ของบริษัทมากขึ้น

ขณะเดียวกันในปีนี้บริษัทยังวางเป้าหมายเพิ่มจุด PUMPKIN CORNER ในร้านตัวแทนจำหน่ายที่มีพื้นที่เหมาะสมจำนวนมากกว่า 10 จุดทั่วประเทศ สำหรับลูกค้าที่ต้องการ สัมผัสประสบการณ์จริง ทั้งการเรียนรู้ ทดลอง และรู้จักเครื่องมือพัมคินมากขึ้น พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำในการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับงาน และเพิ่มความสะดวกสบายในการรับบริการหลังการขาย

ผลประกอบการ บริษัท พัมคิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด

“ช่วง 3 ปีหลังเราเน้นออนไลน์ค่อนข้างมาก และทำการตลาดทั้งการรุกสร้างแบรนด์ PUMPKIN CORNER หรือแคมเปญการตลาดครั้งแรกในโอกาสครบรอบ 34 ปี ซึ่งเป็นการรุก B2C อย่างเต็มตัวจากเดิมที่พื้นฐานของเราจะเป็นการค้าขายแบบ B2B เป็นหลัก ขณะที่ตลาดต่างประเทศไม่สามารถใช้กลยุทธ์การตลาดในรูปแบบเดียวกับไทยได้ และเป็นโจทย์ค่อนข้างยาก แต่เราเชื่อมั่นในโอกาสการเติบโตจากตลาดเครื่องมือโลกที่มีมูลค่าสูงมาก ซึ่งแผนธุรกิจขยายตลาดต่างประเทศ 5 ปี (2562-2567) เรามุ่งเข้าสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียน อเมริกาใต้ และถ้าไม่ติดโควิด-19 เราจะเติบโตที่ตะวันออกกลางมากกว่านี้ โดยเรามองสัดส่วนรายได้ต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปัจจุบันเป็น 90% ประมาณ 10 ปีข้างหน้า”

สำหรับกลยุทธ์สุดท้ายที่สำคัญที่สุดในการขยายธุรกิจระยะยาวตามเจตนารมณ์สูงสุดของบริษัทในการสร้างแบรนด์เครื่องมือช่างของคนไทยให้เป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจคนไทยและทั่วโลก โดยในปีนี้ชวพงษ์ได้เพิ่มขีดความสามารถในการต่อยอดธุรกิจให้มากขึ้น ด้วยแผนการขยายคลังสินค้าพื้นที่มากกว่า 35 ไร่ ซึ่งคาดการณ์แล้วเสร็จในปี 2568

“คีย์สำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตถึงวันนี้ น่าจะเป็นการไม่หยุดพัฒนาคุณภาพของสินค้า โดยผู้เชี่ยวชาญในบริษัทร่วมกับช่างมืออาชีพในการวิเคราะห์ วิจัย ทดสอบ ทดลองสินค้า รวมถึงบุคลากรในองค์กรที่มีความรู้ความเข้าใจในสินค้าสามารถเป็นเพื่อนคู่คิดของช่างหรือให้คำแนะนำได้ พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ตลอดเวลา และรับฟังความต้องการ แก้ไขพัฒนาสินค้าเสมอ ซึ่งเราพยายามสื่อสารถึงผู้บริโภคให้เข้าใจว่า เราไม่เคยนำราคาเป็นตัวตั้ง แต่เน้นความคุ้มค่าในการใช้งานมากกว่า"

"โดยคุณพ่อจะพูดเสมอว่า สินค้าของเราไม่มีวันถูกตลอดไป เพราะจะมีวันที่คนอื่นถูกกว่าเราเสมอ ดังนั้น ถ้าเราใช้ราคาในการแข่งขันธุรกิจจะไม่มีวันยั่งยืน”

ชวพงษ์กล่าวถึงคำสอนที่ได้รับการถ่ายทอดจากบิดานับตั้งแต่เริ่มต้นทำงานในธุรกิจของครอบครัว และได้รับการปลูกฝังให้ทำงานยึดมั่นในความซื่อสัตย์และพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยนำมากำหนดเป็นค่านิยมองค์กรสำหรับทีมงาน 6 ข้อ ประกอบด้วยความใส่ใจ การยึดมั่นในคำพูดหรือข้อตกลงที่ให้ไว้ ความสามารถในการทำงานให้สำเร็จ ความซื่อสัตย์ ความกระตือรือร้น และคุณภาพ ซึ่งครอบคลุมทั้งการทำงานและการบริการ พร้อมพัฒนาทรัพยากรบุคคลและทัศนคติในการทำงาน

 

ภาพ: ระพีพัฒน์ สิทธิชัยลาภา

อ่านเพิ่มเติม:


คลิกอ่านฉบับเต็มและบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมิถุนายน 2565 ในรูปแบบ e-magazine