เจาะตลาด F&B อินโดฯ มูลค่าแสนล้านเหรียญ โอกาสทองสินค้าไทย ที่มาพร้อมโจทย์ “ฮาลาล”

เจาะตลาด F&B อินโดฯ มูลค่าแสนล้านเหรียญ โอกาสทองสินค้าไทย ที่มาพร้อมโจทย์ “ฮาลาล”

ตลาดอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มของอินโดนีเซียมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โอกาสใหม่ของสินค้าไทย ทั้งส่วนผสมอาหาร สารสกัด อาหารฟังก์ชัน และอาหารแปรรูป แต่โจทย์สำคัญคือ “ฮาลาล” ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งรับมือ ก่อนกฎใหม่มีผล 17 ต.ค. 2569


    อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผลักดันผู้ประกอบการไทยขยายโอกาสสู่ตลาดส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาค ผ่านงาน Food Ingredients Asia 2026 (Fi Asia Indonesia 2026) ครั้งที่ 30 ซึ่งจัดขึ้นกลางเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ณ Jakarta International Expo (JIExpo) กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

    รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่าอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่มีศักยภาพสูงที่สุดในอาเซียน ด้วยประชากรกว่า 280 ล้านคน และการขยายตัวของชนชั้นกลางที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและโภชนาการมากขึ้น

    ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซียระบุว่า อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่าประมาณ 1.05-1.10 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 7.2% ของ GDP

    ขณะที่ตลาดอาหารฟังก์ชันมีมูลค่าประมาณ 4.85 พันล้านเหรียญในปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 9.27 พันล้านเหรียญภายในปี 2573 หรือเติบโตเฉลี่ย 11.4% ต่อปี โดยเครื่องดื่มฟังก์ชันมีสัดส่วนตลาดสูงถึง 40% ขณะเดียวกันการนำเข้าส่วนผสมอาหารของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 14.59% ในช่วงปี 2566-2567 สะท้อนความต้องการวัตถุดิบฟังก์ชัน สารสกัดจากธรรมชาติ และส่วนผสมมูลค่าสูงจากต่างประเทศ


บังคับใช้ฮาลาล BPJPH

    อย่างไรก็ดี โจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการไทยขณะนี้คือ การที่อินโดนีเซียได้ยกระดับและขยายขอบเขตมาตรการฮาลาลกับสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้กฎหมาย Halal Product Assurance (Law No.33/2014) และระเบียบปฏิบัติของสำนักงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาล (BPJPH) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2569 ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ฮาลาลสามารถวางจำหน่ายได้ แต่ต้องแสดงข้อความว่าเป็น NON-HALAL

    “ถ้าเราทำฮาลาลไม่ทัน จะสูญเสียตลาดในอินโดฯ เขาผ่อนปรนมา 2 ปี แล้วผู้ประกอบการไทยบางส่วนไม่ได้ดำเนินการขอฮาลาลตามกฎใหม่ หากไม่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เดิมได้ ก็ต้องหาตลาดใหม่

    “อินโดฯ วาง position ตัวเองใหม่ว่าเป็นตลาดฮาลาลขนาดใหญ่และพร้อมส่งออก...ตอนนี้เราเห็นการแข่งขันระหว่างอินโดฯ มาเลย์ ซึ่งรุกเวียดนาม และโน้มน้าวให้เวียดนามเป็นฐานการผลิต เพราะค่าแรงไม่แพงและเติบโตเร็ว” รุ้งเพชรกล่าว ก่อนจะระบุอีกว่า หากผู้ประกอบการไทยต้องการบุกตลาดอินโดฯ มี 2 แนวทางคือ รายที่มีเทคโนโลยีและสูตรอยู่แล้ว อาจไปตั้งโรงงานผลิตที่นั่น ส่วนผู้ที่มีผลิตภัณฑ์ต้องทำเรื่องขอใบรับรองฮาลาลของอินโดนีเซีย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะขายเฉพาะคนท้องถิ่น แต่ยังมีตลาดในกลุ่มประเทศ OIC อีกกว่า 50 ประเทศ

รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์


    ทั้งนี้ ตลาดผู้บริโภคในอินโดนีเซียแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือโซนชวา สุราบายา และกลุ่มที่สองคือโซนบาหลี ไม่มีมุสลิม ตลาดเป็นนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ สินค้าที่ไม่ใช่ฮาลาลยังขายได้

    “คนอินโดฯ ชอบของไทย แต่สินค้ายังมาไม่มากนัก แบรนด์ที่เห็น เช่น เบนโตะ มาลี ยูนิฟ เถ้าแก่น้อย ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีโอกาส เช่น ผลิตภัณฑ์ฟรีซดาย เช่น ผัก ไข่ผง...คนอินโดฯ ที่มีเงินคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของประชากร 800 กว่าล้านคนเป็นตลาดที่ใหญ่มาก แต่สินค้าต้องผ่านฮาลาลให้ได้ก่อน” รุ้งเพชรกล่าวย้ำ

    ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าปี 2568 ไทยส่งออกไปอินโดนีเซีย 9,336.1 ล้านเหรียญ โดยกลุ่มสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรมีมูลค่า 1,415.2 ล้านเหรียญ สินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออก อาทิ น้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่ม


สินค้าไทยมีศักยภาพ

    อาบีดิน อดุลภักดี ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บานาเจล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเจลาติน กล่าวว่าบริษัทเพิ่งได้รับใบอนุญาตฮาลาลของ BPJPH ก่อนมาร่วมออกบูธไม่กี่วัน ใช้เวลาดำเนินการกว่า 3 ปี เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ผลิตมีส่วนประกอบของวัว จึงต้องดำเนินการแบบรัฐต่อรัฐ ผ่านกรมปศุสัตว์ไทยและกรมปศุสัตว์ของอินโดฯ เมื่อผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานข้างต้นแล้ว จึงขอฮาลาลของอินโดฯ ระยะเวลาดำเนินการ 3-4 เดือน

    “เราอยากเข้าตลาดอินโดฯ มาก และคาดว่าจะโตขึ้นจากตลาดนี้ สินค้าที่ลูกค้าสนใจและอยู่ระหว่างการพูดคุยเป็นกลุ่มอาหาร เยลลี่ (gummy) และขนมต่างๆ อินโดฯ มีผู้ผลิต gummy รายใหญ่ เราคุยกับหลายแบรนด์ ซึ่งส่งขนมไปที่ไทย ส่วนกลุ่มยารองลงมา

    “ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 100 ล้านบาท โตกว่าปีที่แล้ว 50% เพราะได้ตลาดอินเดีย ญี่ปุ่น รวมทั้งการขยายตลาดที่อินโดนีเซีย”

    ขณะที่ พงษ์ธร วงศ์วัชรไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟนซีเวิลด์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มเกลือแร่ เครื่องดื่มฟังก์ชันนอล เครื่องดื่มให้พลังงาน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตรารอแยล-ดี กล่าวถึงสินค้าที่ลูกค้าให้ความสนใจ มีทั้งที่เป็นส่วนผสมอาหาร สินค้าสำเร็จรูปกลุ่มฟรีซดราย เช่น โยเกิร์ต ผลไม้อบแห้งแบบแช่แข็ง สารสกัด (extract) สำหรับใส่ในอาหารเสริมหรือเบเกอรี่ ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าที่ผ่านฮาลาลใหม่แล้ว 2 รายการ


ภาพ: อินฟอร์มา มาร์เก็ต



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : "วังพรม" ดึง "ณเดชน์" นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ ดันยอดขายกรุงเทพฯ โมเดิร์นเทรดโต 30% มั่นใจยอดขายรวมปี 69 แตะ 300 ล้าน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine