AWC บริษัทเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ทุ่มงบรวมกว่า 8,704 ล้านบาท เข้าซื้อบริษัท เลอ คองคอร์ด โฮเต็ล จำกัด เจ้าของโรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา จากตระกูลเก่าแก่ “มหาดำรงค์กุล” (ด้วยงบ 4,415 ล้านบาท) สร้างอาณาจักรใหม่บนย่านรัชดา และใช้งบอีก 4,289 ล้านบาท เตรียมรีแบรนด์เปลี่ยนเป็น JW Marriott พร้อมเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบภายในปี 2571
การเข้าลงทุนครั้งนี้ เป็นไปตามกลยุทธ์สร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2568 ด้วยการขยายพอร์ตโฟลิโอในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ รวมถึงกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล รวมทั้งหมด 9 โครงการไฮไลต์ภายใต้เงินลงทุนกว่า 22,000 ล้านบาท โดยงบ 8,704 ล้านบาทจะใช้ในการเข้าลงทุนโครงการใหม่ Jubilee Prestige Tower ย่านรัชดาภิเษก ส่วนที่เหลือจะเป็นอีก 8 โครงการ อาทิ จูราสสิค เวิลด์ และโรงแรมที่เชียงใหม่ ซึ่งจะนำประสบการณ์ออนเซ็นและเรียวกังมาไว้ที่นี่ และอื่นๆ
วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า เมื่อวานนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติเห็นชอบให้ AWC ใช้เงินกว่า 4,415 ล้านบาท เข้าลงทุนใน บริษัท เลอ คองคอร์ด โฮเต็ล จำกัด
ทั้งนี้ Forbes Thailand รายงานเพิ่มเติมว่ากิจการดังกล่าวเป็นของตระกูลเก่าแก่ “มหาดำรงค์กุล” บริหารงานโดยนายกฤษฎา มหาดำรงค์กุล บุตรชายนายดิลก มหาดำรงกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท ศรีทองพาณิชย์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาหลายยี่ห้อในไทย นอกจากนี้ยังมีหุ้นส่วนอีกหลายคน

วัลลภา กล่าวว่า การเข้าลงทุนครั้งนี้จะครอบคลุมอาคารสำนักงานขนาด 45,792 ตารางเมตร และโรงแรมขนาด 407 ห้อง ใจกลางพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ AWC ได้ทันที
โดย AWC มีแผนจะใช้เงินลงทุนอีก 4,289 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงการภายใต้ชื่อ Jubilee Prestige Tower ให้เป็นอาคารสำนักงานไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ และรีแบรนดิ้งโรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา ที่มีห้องพัก 407 ห้อง ให้เป็นโรงแรมหรูภายใต้แบรนด์ JW Marriott บริหารงานโดยแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เครือโรงแรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ใจกลางถนนรัชดาภิเษก โดยมีแผนพัฒนาให้เป็นโมเดล AWC’s Lifestyle Destination ผสมผสาน Wellness และประสบการณ์แบบ Luxury Bleisure พิเศษครั้งแรกของประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนให้ AWC ในทันที
ปัจจุบันโครงการโรงแรมของ AWC จะตั้งอยู่ในบริเวณสุขุมวิท วิทยุ และสุรวงศ์เป็นหลัก และการเข้าลงทุนในครั้งนี้จะทำให้ AWC มีฐานที่มั่นแห่งใหม่ครั้งแรกบนพื้นที่ย่านรัชดาภิเษก ที่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ รายล้อมไปด้วยสถานทูต สถาบันการเงิน บริษัทข้ามชาติ และสถานที่ท่องเที่ยว เชื่อมต่อเครือข่ายคมนาคมหลักของกรุงเทพฯ รวมถึงระบบรถไฟฟ้าบนถนนรัชดาภิเษก
จากการพูดคุยกับพนักงาน เมื่อเร็วๆ นี้ผู้บริหารได้ชี้แจงเรื่องนี้กับพนักงาน แจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยธุรกรรมการเงินจะทำเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นเดือนนี้ แต่โรงแรมสวิสโซเทลฯ ยังคงเปิดบริการตามปกติในชื่อเดิมจนถึงสิ้นปีนี้

วัลลภาบอกว่า บริษัทจะค่อยๆ ทยอยปรับปรุงห้องพักให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน คาดว่าการเข้าลงทุนครั้งนี้จะทำให้จำนวนห้องพักในเครือ AWC เพิ่มเป็น 12,000 ห้องใน 5 ปีข้างหน้า ส่วนปีนี้จำนวนห้องพักจะเพิ่มเป็น 6,971 ห้อง จากในปี 2024ที่มีอยู่ 6,029 ห้อง
สำหรับอาคารแรกที่เป็นส่วนของโรงแรม ในชั้นแรกจะประกอบไปด้วย Cigar & whisky Bar, Gally Cafe, All day dining เป็นต้น ส่วนชั้น 2 จะเป็นร้านอาหารจีน ห้องแกรนด์บอลรูม ส่วนชั้นสามจะประกอบด้วย Ballroom &Meeting Venue, Residence & Boardroom, Blank Canvas
ส่วนชั้น 4 จะประกอบไปด้วยห้องคาราโอเกะ meeting venue ขณะที่ชั้น 5 จะเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์เวนิว มี pool restaurant & bar, fitness, game room และ kids club ส่วนชั้น 7-8 จะเป็นเวลเนสแอนด์บิวตี้ เพื่อดึง global demand
การรีแบรนดิ้งและปรับโฉมครั้งนี้จะทำให้ราคาห้องพักต่อคืนค่อยๆ ถูกปรับ step by step จากราคา 2,000 กว่าบาทเป็นระดับ 3,000 บาท 4,000 บาท 5,000 บาท และ 7,000 บาทใน 3-4 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าทั้งหมดจะเสร็จภายในปี 2571 ลูกค้าจะได้ประสบการณ์แบบรีสอร์ทในใจกลางเมือง
ส่วนของอาคาร 2 จะเป็น office reception & lounge และมีสิ่งเติมเต็มความสะดวกอื่นๆ อาทิ Food lounge &flea market/supermarket
นอกจากนี้ในปี 2568 AWC ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตกระแสเงินสดอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง พร้อมเสริมศักยภาพจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวริมทะเลที่เชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ ที่โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย โครงการแรกของ AWC ในพัทยาซึ่งเปิดให้บริการแล้วในเดือนมกราคม 2568

นอกจากนี้ยังมีการเปิดโรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา, โรงแรม แฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท, โครงการ The Empire Wellness ณ อาคารเอ็มไพร์, โครงการ ลานนาทีค เดสทิเนชั่น เฟส 1 ณ จังหวัดเชียงใหม่ และการเปิดตัวโครงการ Jurassic World: The Experience ณ โครงการเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เพื่อพัฒนาโครงการคุณภาพระดับสากล และสนับสนุนอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยวของไทยสู่เวทีโลก พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

นอกจากแผนปีนี้แล้ว บริษัทยังเร่งเครื่องแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีข้างหน้าเพื่อเติบโตจากการลงทุนระยะสั้นในโครงการอาทิ The Westin Siray Bay Resort & Spa Phuket, INNSiDE by Melia Bangkok Sukhumvit และMelia Pattaya Hotel
ส่วนโครงการที่จะช่วยสร้างการเติบโตในระยะกลางได้แก่ Marriott Resort Jomtien Beach, Fairmont in สุขุมวิท, Kimton hotel & restaurant ที่หัวหิน และระยะยาวจากโครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช, โรงแรมพลาซ่าแอทธินี โนบุ แอนด์ สปา นิวยอร์ก, โรงแรมโอกุระ เพรสทีส สุขุมวิท และอควอทีค พัทยา คาดว่าจะขยายพอร์ตทรัพย์สินดำเนินงานเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าเป็น 300,000 ล้านบาทภายในปี 2572 ภายใต้แนวคิด “Building a Better Future”
สำหรับผลประกอบการของ AWC ปี 2567 เติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมสร้างสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย 5 นิวไฮ สูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและกลยุทธ์การลงทุนที่แข็งแกร่งดังนี้
1) กำไรสุทธิ 5,850 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 14.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน (YoY)
2) กำไรจากการดำเนินงานกลุ่มธุรกิจ (BU EBITDA) 11,965 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 11.9 (YoY)
3) รายได้เฉลี่ยต่อวัน (Average Daily Rate: ADR) 5,873 บาทต่อคืน เติบโตร้อยละ 3.8 (YoY)
4) รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) 4,200 บาทต่อคืน เติบโตร้อยละ 14.8 (YoY) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
5) อัตราผลตอบแทนกำไรจากการดำเนินงานต่อทรัพย์สินถาวร (EBITDA Yield) ของทรัพย์สินดำเนินงานเติบโตสู่ร้อยละ 10.1 โดยมีมูลค่าทรัพย์สินถาวรรวมเติบโตเท่าตัวเป็นมูลค่า 198,726 ล้านบาท จากกลยุทธ์ GROWTH-LED Strategy และการพัฒนาโครงการคุณภาพร่วมกับพันธมิตรระดับโลกเพื่อสร้าง AWC’s Lifestyle Destination หลากหลายโครงการในเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วไทย
แม้เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในปี 2567 แต่ AWC สามารถสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นด้วยกลยุทธ์ "GROWTH-LED Strategy" ที่เน้นสร้างกระแสเงินสดอย่างแข็งแกร่ง โดย AWC มีรายได้รวมปี 2567 อยู่ที่ 21,011 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 10.5 (YoY) จากการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจโรงแรม
กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการสร้างกระแสเงินสดแข็งแกร่ง โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) ของกลุ่มธุรกิจก้าวกระโดดถึงร้อยละ 31 (YoY) มีอัตราการเข้าพักตลอดปี 2567 เฉลี่ยร้อยละ 72 เติบโตร้อยละ 7 (YoY) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด และมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 4,200 บาทต่อคืน เติบโตร้อยละ 14.8 (YoY) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด จากความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงกว่า 650 ล้านคนทั่วโลกผ่านเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก
ส่งผลให้โรงแรมของ AWC มีดัชนีการสร้างรายได้ (Revenue Generation Index หรือ RGI) สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดเมื่อเทียบกับโรงแรมในกลุ่มเดียวกันที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ โรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยว RGI เท่ากับ 195 โรงแรม แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มประชุมสัมมนา RGI เท่ากับ 170 และโรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ RGI เท่ากับ 147 พร้อมเดินหน้าสร้างความโดดเด่นให้กับอุตสาหกรรมด้วยการเปิดห้องอาหารชั้นนำจำนวน 8 แห่งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เป็นต้น
กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล
กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลของ AWC ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกเซ็กเมนต์ โดยในปี 2567 มีกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) ของกลุ่มธุรกิจเติบโตร้อยละ 12 (YoY) พร้อมมียอดการปล่อยพื้นที่เช่าใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามากกว่า 34,000 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 (YoY) ตอกย้ำศักยภาพการพัฒนาทรัพย์สินและกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ
“ความสำเร็จในปีที่ผ่านมาเป็นแรงผลักดันให้ AWC เดินหน้ามุ่งมั่นตามพันธกิจ Building a Better Future ในการดำเนินธุรกิจที่ร่วมสร้างคุณค่าและเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทย พร้อมสนับสนุนประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก และร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้นในทุกมิติต่อไป” วัลลภากล่าว
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Grande Centre Point Lumphini โรงแรมหรูแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ จาก LHMH เตรียมเปิดทางการ 1 เม.ย. นี้
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine