ทุนฮ่องกงผนึกบริษัทท้องถิ่นภูเก็ต ทุ่ม 1.6 พันล้าน ปั้นโครงการ “เรดิสัน ภูเก็ต ไม้ขาว บีช” - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Travel >
  • ทุนฮ่องกงผนึกบริษัทท้องถิ่นภูเก็ต ทุ่ม 1.6 พันล้าน ปั้นโครงการ “เรดิสัน ภูเก็ต ไม้ขาว บีช”

ทุนฮ่องกงผนึกบริษัทท้องถิ่นภูเก็ต ทุ่ม 1.6 พันล้าน ปั้นโครงการ “เรดิสัน ภูเก็ต ไม้ขาว บีช”

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
27 Aug 2019 | 6:00 pm 9113

ไทยไชนีส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้ง” บริษัทร่วมทุนฮ่องกง-ภูเก็ต ไม่หวั่นท่องเที่ยวซบ ชี้ตัวเลขยังเติบโต เปิดตัวการพัฒนาโครงการเรดิสัน ภูเก็ต ไม้ขาว บีชมูลค่า 1.6 พันล้าน ตั้งเป้าเจาะนักลงทุนอินเดีย-จีน

William Lau ผู้บริหาร ไทยไชนีส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า ไทย-ไชนีส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้ง เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างนักลงทุนฮ่องกงและบริษัทจากภูเก็ตอย่าง บริษัท เอแพลน พร็อบเพอร์ตี้ จำกัด ในรูปแบบ joint venture สัดส่วนการลงทุน 50:50 โดยล่าสุดเปิดตัวการพัฒนาโครงการ “เรดิสัน ภูเก็ต ไม้ขาว บีช (Radisson Phuket Mai Khao Beach) ที่ .ภูเก็ต ซึ่งเป็นโครงการในรูปแบบโรงแรมและเรสซิเดนส์ มูลค่าการลงทุน 1,600 ล้านบาท

บริษัทที่ของเรามีฐานอยู่ฮ่องกง และดำเนินกิจการด้วยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศเป็นหลัก โดยเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน และเลือกลงทุนตามแนวนโยบาย One Belt One Road ของรัฐบาลจีน

Lau ระบุว่า สาเหตุที่เลือกลงทุนใน .ภูเก็ต เป็นที่แรกในประเทศไทยเนื่องมาจากปัจจัยหลักๆ 3 ประการ คือ หนึ่ง ทำเล ซึ่งภูเก็ตเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของไทย และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก สอง ความอัธยาศัยดีของชาวภูเก็ต ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนต่างอยากมาพักผ่อน หากมาเจอกับบริการและอัธยาศัยของคนไทยก็จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนซ้ำอีก และสาม ภูเก็ตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการบริการระดับโลก

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวในภูเก็ตเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ในช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงปีนี้จะดูซบเซา แต่ตัวเลขการเติบโตยังดีอยู่ จึงตัดสินใจเลือกลงทุนที่นี่นั่นเอง

Lau กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันที่เลือกลงทุนในหาดไม้ขาวเพราะมองว่าเป็นชายหาดที่สวยที่สุดในภูเก็ต เนื่องจากพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียว จึงใกล้ชิดกับธรรมชาติ นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้กับสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุด สนามกอล์ฟ และสนามบิน โดยอยู่ห่างจากสนามบินเพียง 15 นาที รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาแล้ว ครบครันทั้งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และแหล่งความบันเทิง

ในพื้นที่ใกล้เคียงยังเป็นที่ตั้งของโรงแรมระดับโลก อาทิ แมริออท, ฮิลตัน, อนันตรา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นทำเลที่ดี

Thomas Darby ผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ บริษัท เอแพลน พร็อบเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า โครงการเรดิสัน ภูเก็ต ไม้ขาว บีช เป็นโครงการที่รองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการลงทุนในโครงการคุณภาพสูงด้วยโปรแกรมบังคับเช่า (Mandatory Rental Program) ดำเนินการตลาดและการขายโดยดีเอ็มอาร์ดี เอเชีย (DMRD Asia) และบริหารงานจัดการโดยกลุ่มโรงแรมเรดิสัน (Radisson Hotel Group) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจะพร้อมเริ่มการก่อสร้างอย่างเต็มรูปแบบในไตรมาสแรกของปี 2563 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566 โดยจะเปิดตัวแกลเลอรีให้เข้าชมภายในธันวาคมนี้

โครงการนี้เป็นโครงการที่ภาคภูมิใจของเราที่จะดึงดูดทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยวได้ เพราะนอกจากทำเลที่ตั้งอยู่บนหน้าหาดกว้าง เห็นวิวทะเลอันดามันและธรรมชาติโดยรอบ ยังมาพร้อมกับการออกแบบสไตล์โมเดิร์น และมีการนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการ เช่น การทำโมบายเช็กอิน การใช้รหัสผ่านเพื่อความปลอดภัยระดับสูง เป็นต้น

(จากซ้าย) William Lau ผู้บริหารไทย-ไชนีส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้ง, Marciano Birjmohun กรรมการผู้จัดการดีเอ็มอาร์ดี เอเชีย, Thomas Darby ผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ บริษัท เอแพลน พร็อบเพอร์ตี้ จำกัด และ Andre de Jong รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก กลุ่มโรงแรมเรดิสัน

สำหรับ เรดิสัน ภูเก็ต ไม้ขาว บีชตั้งอยู่บนหาดไม้ขาว ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4 ไร่ (8,000 ตารางเมตร) มีพื้นที่ใช้สอยรวม 14,000 ตารางเมตร ตัวโครงการเป็นลักษณะอาคารโลว์ไรส์ (3-5 ชั้น) 8 อาคาร ประกอบด้วยห้องพักและห้องสวีทจำนวนทั้งสิ้น 222 ยูนิต ทุกยูนิตมองเห็นวิวทะเล ทั้งนี้ โครงการมียูนิตสำหรับกรรมสิทธิ์ถือครองแบบสมบูรณ์ (Freehold) สำหรับชาวต่างชาติ พร้อมโปรแกรมบังคับเช่า 110 ยูนิต โดยได้รับใบอนุญาตเป็นคอนโดมิเนียมเชิงพาณิชย์ (Commercial Condominium) ราคาเริ่มต้น 7.2 ล้านบาท

ด้าน Marciano Birjmohun กรรมการผู้จัดการดีเอ็มอาร์ดี เอเชีย กล่าวถึงกลยุทธ์ทางการตลาดว่า จากสถานการณ์ค่าเงินบาทไทยที่ยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาจต้องมองหากลุ่มเป้าหมายในประเทศที่สกุลเงินไม่เสื่อมราคามากนัก เช่น ฮ่องกง Macau

นอกจากนี้อาจมีการจัดกิจกรรมเพื่อเจาะตลาดอินเดียและจีน เนื่องจากแบรนด์เรดิสันได้รับการตอบรับที่ดีมากจาก 2 ตลาดนี้ โดยการเจาะตลาดอินเดียอาจมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะถ้าพูดในแง่การท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางมาภูเก็ตก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง

“เรดิสัน ภูเก็ต ไม้ขาว บีช” ตั้งอยู่บนหาดไม้ขาว ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4 ไร่ ประกอบด้วยห้องพักทั้งหมด 222 ยูนิต

Birjmohun ระบุอีกว่า ขณะที่ค่าเงินหยวนช่วงที่ผ่านมาลดค่ามากที่สุดในรอบ 11 ปี แต่เชื่อว่าโครงการนี้อยู่ในทำเลที่ดี มีการออกแบบที่น่าสนใจ จะเป็นจุดดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาลงทุนได้

สำหรับอัตราผลตอบแทนของผู้ถือกรรมสิทธิ์ถือครองแบบสมบูรณ์ (Freehold) ในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ 6% ต่อปี ส่วนในปีที่ 4 เป็นต้นไปจะเป็นรูปแบบของการแบ่งรายได้ โดยคาดการณ์อัตราผลตอบแทนสุทธิ 5% ต่อปี ทั้งนี้ นักลงทุนจะไม่มีสิทธิ์เข้าพักที่ยูนิตของตนเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นโครงการบังคับเช่า แต่หากเป็นสมาชิกระดับแพลทินัมและเป็นเจ้าของยูนิตในเรดิสันที่หาดไม้ขาว จะได้รับสิทธิ์ลด 50% ในการเข้าพักที่โรงแรมเรดิสันทั่วโลก

Andre de Jong รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก กลุ่มโรงแรมเรดิสัน กล่าวว่า กลุ่มโรงแรมเรดิสันเข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2550 ปัจจุบันมีโรงแรม 4 แห่งในไทย และเชื่อว่าจะนำความเชี่ยวชาญมาบริหารโรงแรมที่หาดไม้ขาวได้อย่างแน่นอน

ขณะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยในปีนี้ที่ดูซบเซาลง Jong มองว่าภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจและเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งไม่ใช่ไทยประเทศเดียวที่พบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ยังมีกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่ประสบภาวะเดียวกัน

ส่วนสถานการณ์ที่ซัพพลายอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตเพิ่ม แต่ดีมานด์ลดลง หากมองในแง่วัฏจักร 10 ปีเราก็อาจอยู่ในช่วงขาลงบ้าง แต่เชื่อว่าเมื่อมีขาลงแล้วก็ต้องมีวันกลับขึ้นมา นอกจากนี้ มองว่าการท่องเที่ยวภูเก็ตยังดูมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต เห็นได้จากสายการบินที่มาลงมีมากกว่า 50 สายการบิน รวมทั้งภูเก็ตก็ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก จึงค่อนข้างเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาดูดีและสดใสอีกครั้ง

 

อ่านเพิ่มเติม

 

รายงานโดย กนกวรรณ มากเมฆ / Online Content Creator


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP