ซีคอน ปักหมุดชลบุรี! เปิดศูนย์รับสร้างบ้านที่บางแสน รุกตลาด EEC จับกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ ตั้งเป้าปีแรก 100 ล้านบาท

ซีคอน ปักหมุดชลบุรี! เปิดศูนย์รับสร้างบ้านที่บางแสน รุกตลาด EEC จับกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ ตั้งเป้าปีแรก 100 ล้านบาท

“ซีคอน” ปักหมุดภาคตะวันออก เปิดศูนย์รับสร้างบ้านแห่งแรกนอกกรุงเทพฯ ที่บางแสน จังหวัดชลบุรี รับการดีมานด์และการเติบโตของพื้นที่ EEC พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาท


    มนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน จำกัด เผยว่า การเปิดศูนย์รับสร้างบ้านที่บางแสน จ.ชลบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจสู่พื้นที่ที่มีศักยภาพสูงแห่งหนึ่งของประเทศ โดยการลงทุนใน EEC จะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง เกิดการขยายตัวของชุมชน เมือง และกำลังซื้อคุณภาพ

    พื้นที่ EEC จึงยังคงเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ของธุรกิจรับสร้างบ้าน จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบคมนาคม สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือ และการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและบุคลากรระดับบริหารเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการบ้านเดี่ยวเพื่ออยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเมือง

    โดยในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดรับสร้างบ้านในภาคตะวันออกจะยังได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากรรายได้สูง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรุ่นใหม่ ส่งผลให้ความต้องการบ้านระดับกลางและระดับพรีเมียมเติบโตต่อเนื่อง พร้อมกับความนิยมบ้านประหยัดพลังงาน การเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และการออกแบบที่รองรับสมาชิกหลายช่วงวัยภายในครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาแบบบ้านของซีคอนในปัจจุบัน

    ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงเลือกบางแสนเป็นศูนย์กลางการให้บริการ เนื่องจากเป็นทำเลที่เชื่อมต่อพื้นที่สำคัญของภาคตะวันออกได้อย่างสะดวก ทั้งชลบุรี ศรีราชา อมตะนคร ระยอง และฉะเชิงเทรา พร้อมรองรับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งผู้บริหารในภาคอุตสาหกรรม เจ้าของธุรกิจ นักลงทุน คนรุ่นใหม่ รวมถึงผู้เกษียณที่ต้องการสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง

มนู ตระกูลวัฒนะกิจ


ศูนย์แรกนอกกรุงเทพฯ ปักธงรายได้ 100 ล้าน

    มนู ระบุว่า ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้าน ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท โดยตลาดในต่างจังหวัดนอกเหนือจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลคิดเป็นสัดส่วนกว่า 77%

    แม้ธุรกิจรับสร้างบ้านในภาคตะวันออกจะมีการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่ด้วยการลงทุนในพื้นที่ EEC ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ส่งผลให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ แม้อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ปีละ 1-2% แต่เป็นความต้องการที่อยู่อาศัยจริง (real demand)

    สำหรับศูนย์รับสร้างบ้านที่บางแสน จ.ชลบุรี นับเป็นแห่งที่ 5 ของบริษัท และเป็นแห่งแรกในต่างจังหวัด ต่อจากศูนย์เดิม 4 แห่งในกรุงเทพฯ ได้แก่ ศรีนครินทร์ บางแค รามอินทรา และงามวงศ์วาน ถือเป็นการลงทุนแม้ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันจะเผชิญกับความท้าทายอยู่ก็ตาม

    ที่ผ่านมาบริษัทมีการรับสร้างบ้านในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ยปีละ 20 หลัง คิดเป็นมูลค่าราว 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธุรกิจรับสร้างบ้านมีการรับชำระเงินเป็นงวด ทำให้รายได้ในแต่ละปีไม่ได้ครบเต็มมูลค่า 100 ล้านบาท แต่จะอยู่ที่ประมาณ 50-60 ล้านบาท

    ดังนั้น จึงตั้งเป้าผลักดันรายได้ในพื้นที่ภาคตะวันออกจากศูนย์รับสร้างบ้านแห่งใหม่ให้แตะ 100 ล้านบาทภายในรอบปีแรกที่เปิดดำเนินการ ขณะที่ปีปัจจุบันทำรายได้แล้ว 40 ล้านบาท (YTD)


    สำหรับบ้านที่บริษัทรับสร้างในพื้นที่ภาคตะวันออก ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มตลาดแมส ลูกค้ามีงบประมาณก่อสร้างเฉลี่ยหลังละ 4-5 ล้านบาท ขณะที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ลูกค้ามีงบประมาณก่อสร้างตั้งแต่ 2-50 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหลังละ 6 ล้านบาท

    โดยลูกค้าส่วนใหญ่เลือกใช้บริการของบริษัท เนื่องจากกังวลเรื่องการถูกทิ้งงาน และเมื่อเห็นแบรนด์ซีคอนจึงเกิดความมั่นใจในการใช้บริการ และจุดแข็งของบริษัทคือการมีโรงงานผลิตเสาและคานสำเร็จรูปจำนวน 2 โรงงาน โดยเสาและคานที่ผลิตภายในโรงงานสามารถควบคุมคุณภาพของโครงสร้างได้มากกว่าการให้แรงงานผูกเหล็กและหล่อโครงสร้างกลางแจ้ง

    นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดให้บริการมาแล้วกว่า 65 ปี โดยมีชื่อเสียงเป็นเครื่องยืนยัน พร้อมผลงานการส่งมอบบ้านมากกว่า 26,000 หลัง และดูแลลูกค้าจนงานก่อสร้างแล้วเสร็จ แม้ว่าบางโครงการจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างนานกว่า 5 ปีก็ตาม

    “แม้จะสามารถขายบ้านในภาคตะวันออกได้ทุกปี แต่ที่ผ่านมาไม่มีศูนย์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อย่างเป็นทางการ จึงตัดสินใจเปิดศูนย์รับสร้างบ้านที่บางแสน จังหวัดชลบุรี” มนู กล่าว


ต้นทุนพุ่ง ยอดลด แต่ยังคงเป้าทั้งปี

    สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง มนูระบุว่าส่งผลให้ต้นทุนของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 5% อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการจัดซื้อวัสดุล่วงหน้าไว้แล้ว เช่น เหล็ก ที่มีการสั่งซื้อล่วงหน้าประมาณ 5 เดือน โดยจะไม่มีการปรับขึ้นราคากับลูกค้า แม้สถานการณ์ในอนาคตจะคาดการณ์ได้ยากก็ตาม

    ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทสามารถทำรายได้จากธุรกิจรับสร้างบ้านทั่วประเทศ 400 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 20% จากผลกระทบของสงคราม

    ด้านเป้าหมายรายได้ของธุรกิจรับสร้างบ้านทั่วประเทศ บริษัทยังคงตั้งเป้าไว้ที่ 1,150 ล้านบาทตามแผนเดิม โดยได้เตรียมการกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังไว้แล้ว พร้อมตั้งเป้ายอดขายภายในงาน Home Expo ไว้ที่ 200 ล้านบาท




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ไม่ใช่แค่ทำบ้านขาย! “เครือพฤกษา” รุกรับสร้างบ้าน ตจว. ส่ง IHC ชิงตลาด 1.4 หมื่นล้าน เจาะกลุ่มเจ้าของที่ดินหัวเมืองใหญ่

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine