เขย่าวงการอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกในไทย! เมื่อแสนสิริ (SIRI) ผนึกกำลัง SCB WEALTH เชื่อมต่อ Wealth Ecosystem อย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรีที่ใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารในการซื้อบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโด ที่อยู่ในลิสต์รายการทั่วประเทศทั้ง Sansiri Luxury Collection และอีกกว่า 37 โครงการ โดยลูกค้าดังกล่าวจะได้รับสิทธิ์ในการช่วยบริหารสินทรัพย์การลงทุนแบบครบวงจร คาดกลยุทธ์นี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายรวมให้แสนสิริไม่ต่ำกว่า 13,000 ล้านบาท
การประกาศความร่วมมือระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาฯ และสถาบันการเงินอย่าง SANSIRI x SCB WEALTH ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของการเชื่อมต่อ Wealth และ Living Ecosystem เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดอย่างไม่เคยมีมาก่อน และตอบโจทย์ให้แก่กลุ่มนักลงทุนที่มองการซื้ออสังหาฯ คือ Core Wealth Asset Classes ที่จะชนะเงินเฟ้อ! สามารถรักษามูลค่า (Value Preservation) และสร้างการเติบโตของราคาบ้านหรือคอนโดที่ซื้อมาครองได้ในระยะยาว
ลูกค้าแสนสิริที่เลือกใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารไทยพาณิชย์เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection หรือโครงการบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ภายใต้แบรนด์นาราสิริ, เศรษฐสิริ, ณรินสิริ และ VIA ที่เข้าร่วมรายการกว่า 37 โครงการ จะได้รับเอกสิทธิ์บริหารความมั่งคั่งแบบครบวงจรจาก SCB WEALTH ที่ออกแบบมาอย่างครอบคลุมใน 3 มิติสำคัญ ทั้งเรื่องการอยู่อาศัย การลงทุน และการบริหารความมั่งคั่งเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Wealth Experience) ได้แก่
Wealth Privileges อาทิ บริการที่ปรึกษาทางการเงินแบบองค์รวม (Wealth Advisory), โซลูชันการจัดพอร์ตการลงทุน (Portfolio Solution) และการวางแผนสภาพคล่อง (Liquidity Planning) ที่ตอบโจทย์เป้าหมายเฉพาะบุคคล
Living Privileges บริการและเอกสิทธิ์แบบครบวงจรจาก SCB WEALTH และ แสนสิริ อาทิ รับสิทธิ์ Sansiri Priority, SLC Life Curator ที่สุดของบริการลักซ์ชัวรีและประสบการณ์ไลฟ์สไตล์พริวิเล็จระดับเวิลด์คลาสในเครือพันธมิตรจากแสนสิริ
Financial Benefits อาทิ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ โครงสร้างสินเชื่อที่ออกแบบเฉพาะ และข้อเสนอทางการเงินที่คัดสรรมาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ จากข้อมูลพอร์ตโฟลิโอกลุ่มลูกค้าของ Sansiri Priority ยังชี้ให้เห็นว่า กลุ่มลูกค้าลักซ์ชัวรีระดับบนสุดของแสนสิริ (ยอดซื้อขั้นต่ำ 80 ล้านบาท) ปัจจุบัน มีฐานลูกค้ากว่า 500 ราย ถือครองโครงการรวมมูลค่าสะสมกว่า 60,000 ล้านบาท มียอดซื้อเฉลี่ยสะสมสูงถึง 150 ล้านบาทต่อคน และมีอัตราการซื้อซ้ำสูงถึง 70% สะท้อนได้ชัดเจนว่าอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมเป็น Prime Asset ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โดยเฉพาะเซ็กเมนท์ลักชัวรีที่สร้างผลตอบแทน Yield สูงถึง 6-9% ขับเคลื่อนด้วยลูกค้า 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือ Ultra-HNWIs ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยร่วมกันในครอบครัวใหญ่และส่งต่อเป็นมรดก (Legacy Assets) และกลุ่มอายุ 25-40 ปี หรือ Young Successor ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและการต่อยอดลงทุน แต่อาจจะยังไม่ได้รับ Wealth Recognition หรือ โอกาสได้รับการดูแลและเอกสิทธิ์ระดับเดียวกับกลุ่ม Wealth อย่างเต็มรูปแบบ
ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "พฤติกรรมลูกค้า Wealth ยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพราะให้ความสำคัญกับ Access (การเข้าถึง), Experiences (ประสบการณ์) และ Exclusivity (ความเอ็กซ์คลูซีฟ) มากกว่าการถือครองสินทรัพย์หรือผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว โดยเน้นการลงทุนใน ‘Life Gain’ คุณภาพการใช้ชีวิตผ่านที่อยู่อาศัยที่ดี ซึ่งก็เหมือนกับการลงทุนสะสมความมั่งคั่งในระยะยาวรูปแบบหนึ่งเพื่อส่งต่อเป็นคุณค่าให้คนรุ่นต่อไปได้ โดยสามารถต่อยอดความมั่งคั่งได้ในทุก Life Stage ทั้งในมิติของการอยู่อาศัย การบริหารความมั่งคั่ง และประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งกลยุทธ์การเชื่อมต่อ Wealth และ Living Ecosystem ในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายรวมให้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 13,000 ล้านบาท”

ด้าน ปรมาศิริ มโนลม้าย Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ทั้งในระดับโลกและประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองไทยที่ความมั่งคั่งของลูกค้าไม่ได้อยู่เพียงเงินฝากหรือพอร์ตการลงทุน แต่ยังกระจายอยู่ในธุรกิจครอบครัว อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ทางเลือกหลายรูปแบบ ดังนั้น ผู้นำธุรกิจ Wealth Management ที่เข้าใจ “ชีวิต ความมั่งคั่ง และครอบครัว” ของลูกค้าได้ดีที่สุด พร้อมตอบโจทย์ในด้านบริหารจัดการการเงินที่ช่วยให้เหล่าบรรดานักลงทุนรายใหญ่สามารถรักษากระแสเงินสดเอาไว้ได้ และนำเงินไปกระจายลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์นั้นยังคงเป็นหนึ่งใน Core Asset Class สำคัญของลูกค้ากลุ่ม Wealth ดังนั้นบ้านระดับลักชัวรีจึงไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย หากแต่เป็น Strategic Life Asset หรือ หนึ่งในบทสำคัญของ Wealth Journey อีกด้วย”

สำหรับฐานลูกค้าผู้มั่งคั่งระดับ Wealth ของ SCB ณ ปัจจุบันมีอยู่ราวๆ 1.3 แสนราย แบ่งเป็น 3 เซกเมนต์หลัก ได้แก่ กลุ่ม SCB PRIME ครองสินทรัพย์ 2-10 ล้านบาท มีสัดส่วนอยู่ที่ 90% , SCB FIRST ครองสินทรัพย์ 10-50 ล้านบาท มีสัดส่วน 5-9% และกลุ่มสุดท้ายคือลูกค้าระดับไฮเอนด์ SCB PRIVATE BANKING ที่ถือครองสินทรัพย์ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วนอยู่ 1%


ภาพ : SANSIRI X SCB WEALTH
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “เอพี” เดินหน้าขยายพอร์ต ปักหมุด “หัวหิน-สระบุรี” เปิดตัว 2 โครงการใหม่แบรนด์อภิทาวน์ มูลค่ารวม 1,600 ล้านบาท
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


