"เครือสหพัฒน์" จับมือยักษ์อสังหาฯ ญี่ปุ่น "โตคิว คอร์ปอเรชั่น" เซ็น MOU ศึกษาแผนพัฒนาที่ดินทำเลทอง 700 ไร่ในศรีราชา วางเป้าหมาย 10-20 ปี ปั้นเป็นมิกซ์ยูสระดับสากลครบวงจร หวังดึงนักลงทุนและคนทำงานจากทั่วโลก ถอดบทเรียนความสำเร็จจากการสร้างเมืองในญี่ปุ่นมาปรับใช้ เตรียมประเดิมเฟสแรกด้วยดุสิตธานี ศรีราชา ปี 2028 พร้อมเล็งลุยโรงเรียนนานาชาติและศูนย์ประชุม
จากจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกว่าทศวรรษในการพัฒนา "เมืองศรีราชา" ให้เป็นหมุดหมายของชาวญี่ปุ่น วันนี้ความร่วมมือระหว่างยักษ์ใหญ่ค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่าง เครือสหพัฒน์ และกลุ่มทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับแสนล้านจากญี่ปุ่นอย่าง โตคิว คอร์ปอเรชั่น กำลังก้าวสู่บทใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
โดยล่าสุด ทั้งสองฝ่ายได้ยกระดับความร่วมมือไปอีกขั้น ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 3 ปี เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาที่ดินผืนใหญ่กว่า 700 ไร่ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งโปรเจกต์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ทั่วไป
แต่คือการวางพิมพ์เขียว "เมืองแห่งอนาคต" ในระยะยาว 10-20 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับคลื่นการลงทุนและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญรวมถึงแรงงานทักษะสูงจากทั่วโลกที่จะหลั่งไหลเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

จาก “Little Osaka” สู่เมืองเศรษฐกิจระดับโลก
ภาพจำของศรีราชาที่ผ่านมา มักถูกขนานนามว่าเป็นเมืองที่มีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นสูงมาก จากการเป็นฐานที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนชาวญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ทว่าในมุมมองใหม่ของความร่วมมือครั้งนี้ ศรีราชากำลังจะถูกผลักดันให้ก้าวข้ามการเป็นเพียงชุมชนเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็น "เมืองเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตระดับนานาชาติ"
วรยศ ทองตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ฉายภาพวิสัยทัศน์ว่า ศรีราชาคือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักของ EEC ที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมืองที่ดีในอนาคตจึงต้องตอบโจทย์อย่างสมดุลทั้งในแง่การอยู่อาศัย การทำงาน และการลงทุน
ซึ่งเพื่อตอบโจทย์วิสัยทัศน์ดังกล่าว วรยศ ระบุว่า ความร่วมมือในครั้งนี้คือการผสานจุดแข็งของทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งศักยภาพด้านพื้นที่ของเครือสหพัฒน์ ประสบการณ์พัฒนาเมืองกว่าศตวรรษของโตคิว และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการพื้นที่ของ สห โตคิว เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจและคุณภาพชีวิตรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “modern working place” และ “plenary living area” ซึ่งจะเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนและบุคลากรคุณภาพจากทั่วโลก
ถอดบทเรียน 100 ปี จาก “ชิบูย่า” สู่ “ศรีราชา”
ซึ่งการดึงโตคิวเข้ามามีบทบาทสำคัญในโปรเจกต์นี้ มีความน่าสนใจตรงที่โปรไฟล์ระดับโลกของพวกเขาในฐานะผู้พัฒนาเมืองและระบบคมนาคมอัจฉริยะของญี่ปุ่น ผลงานสร้างชื่อที่ทุกคนรู้จักดี คือ การเปลี่ยนโฉมย่าน Shibuya และการพัฒนาเมืองใหม่อย่าง Tama Plaza ให้กลายเป็นต้นแบบเมืองที่ผสมผสานการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และการอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้ถูกนำไปต่อยอดความสำเร็จมาแล้วทั้งในเวียดนามและออสเตรเลีย
Yoshinori Ogata, executive officer and executive general manager, international business division, Tokyu Corporation เปิดเผยว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2014 โตคิวและสหพัฒน์ได้ร่วมกันสร้างรากฐานในศรีราชามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โครงการแนวราบอย่าง HarmoniQ Residence ไปจนถึงการร่วมทุนอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ
นอกเหนือจากประสบการณ์ของพันธมิตรแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้น่าจับตามองคือศักยภาพของพื้นที่ โดยเฉพาะที่ดินผืนใหม่ 700 ไร่นี้ ถือเป็นทำเลทองที่มีความพร้อมสูงมาก เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับจุดก่อสร้างพื้นที่พักรถบนทางหลวง และจุดขึ้นลงทางด่วนแห่งใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลัก
"ในมุมมองของญี่ปุ่น ศรีราชายังคงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงมากจากการเป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออก ที่ผ่านมาเราอาจจะโฟกัสกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่การจับมือครั้งใหม่นี้ เรามองไปถึงตลาดระดับสากล เพื่อรองรับคนทำงานและนักลงทุนจากทั่วโลกที่จะเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตใน EEC"
กางพิมพ์เขียว 700 ไร่ มิกซ์ยูสครบวงจร
แม้ว่ามูลค่าการลงทุนรวมทั้งหมดจะยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่และมีแผนพัฒนาระยะยาว แต่โมเดล 3D และโครงสร้างเบื้องต้นของเมืองใหม่แห่งนี้ จะถูกออกแบบให้เป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับไฮเอนด์ที่ประกอบไปด้วย
- พื้นที่รีเทลและอาคารสำนักงานสมัยใหม่ รองรับบริษัทข้ามชาติ
- ที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง ทั้งในรูปแบบซื้อขาดและเช่าระยะยาว
- ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า รองรับงานบิสิเนสอีเวนต์ระดับนานาชาติ
- โรงเรียนนานาชาติ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่พร้อมสำหรับการอยู่อาศัยแบบครอบครัว
Masahiko Nishimoto กรรมการผู้จัดการ บริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเสริมว่า สห โตคิว จะนำประสบการณ์การบริหารจัดการที่อยู่อาศัยให้เช่าในศรีราชาที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปี มาปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการใหม่นี้ให้ได้มาตรฐานสากลและเติบโตอย่างยั่งยืน

ปักหมุดไทม์ไลน์ โครงการแรกพร้อมเสิร์ฟปี 2028
สำหรับความคืบหน้าที่จับต้องได้ในปัจจุบัน Ogata ระบุว่า โครงการโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หรู "ดุสิต ธานี ศรีราชา" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณย่าน เจพาร์ค มีกำหนดการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2028 ซึ่งจะเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของภาพรวมเมืองใหม่นี้
ส่วนแผนการพัฒนาพื้นที่ 700 ไร่ในส่วนที่เหลือ ทางกลุ่มพันธมิตรตั้งเป้าเร่งผลักดัน 2 ส่วนหลักให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด คือ โรงเรียนนานาชาติ และ ศูนย์ประชุม เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยดึงดูดดีมานด์และความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ
โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการประเมินปริมาณความต้องการของตลาด เพื่อออกแบบสเกลโครงการให้เหมาะสมและคุ้มค่ากับการลงทุนที่สุด
อย่างไรก็ตาม การขยับตัวครั้งใหญ่ของเครือสหพัฒน์และโตคิวในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างตึกหรือขายที่ดิน แต่คือการร่วมกันสร้างอนาคตของศรีราชาให้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจที่พร้อมแข่งขันบนเวทีโลกอย่างแท้จริง
ภาพ : เครือสหพัฒน์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : JAS Asset ชูกลยุทธ์ "Longevity" สร้างมิกซ์ยูสตอบโจทย์คนทุก Gen! ทุ่ม 11 ล้าน ขยายเพิ่ม "SENS Hotel" บางบัวทอง ไตรมาส 3
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


