NOBLE ประกาศแผน' 64 ทุบสถิติลงทุน 11 โครงการ 4.5 หมื่นล้านบาท - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • NOBLE ประกาศแผน’ 64 ทุบสถิติลงทุน 11 โครงการ 4.5 หมื่นล้านบาท

NOBLE ประกาศแผน’ 64 ทุบสถิติลงทุน 11 โครงการ 4.5 หมื่นล้านบาท

NOBLE เปิดแผนธุรกิจปี 64 เดินหน้าแผนลงทุน 11 โครงการ มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 4.51 หมื่นล้านบาท มั่นใจรายได้แตะ 1.1 หมื่นล้านบาทและยอดขายพรีเซลล์ 1.6 หมื่นล้านบาท ปูทางสู่ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยติดอันดับ TOP 5 ภายใน 2566

ธงชัย บุศราพันธ์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE เปิดเผยว่า ในปี 2564 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของการเติบโตและการลงทุนในก้าวที่สำคัญของบริษัท ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรระดับชั้นแนวหน้าที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทได้วางแผนธุรกิจการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ในปี 2564 จำนวน 11 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4.51 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 30 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาในปี 2534 และตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2564 จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากเป้าหมายรายได้รวมปีนี้ จำนวน 1 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้ายอดขาย (pre-sale) จำนวน 16,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146% จากปีนี้ที่วางเป้าหมายไว้จำนวน 6.5 พันล้านบาท

สำหรับแผนการพัฒนาโครงการในปี 2564 จะแบ่งเป็นโครงการที่พัฒนาโดยบริษัทจำนวน 5 โครงการ โครงการที่ร่วมทุนกับบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 5 โครงการ และโครงการที่ร่วมทุนกับฮ่องกงแลนด์ จำนวน 1 โครงการ โดยในครึ่งปีแรก 2564 จะประเดิมเปิดโครงการทั้งคอนโดมิเนียมแนวสูงและแนวราบ จำนวน 4 โครงการ ส่วนโครงการอื่น ๆ อีก 7 โครงการทั้งคอนโดมิเนียม บ้านแฝด และทาวน์โฮม จะทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง 2564 ตามนโยบายการรุกขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

นอกจากนั้น บริษัทยังได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เพื่อลงทุนซื้อที่ดินบริเวณโครงการธนาซิตี้ บางนา ในสัดส่วนการถือหุ้น NOBLE 40%, SPI 41%, และ BTS 19% โดยมีทุนจดทะเบียน 1 พันล้านบาท โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยร่วมกันตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าในอนาคตเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจต่อไป

“บริษัทได้มีการลงนามสัญญาทางธุรกิจกับบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) โดยจะมีสัดส่วนการถือหุ้นโครงการละ 50:50 เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมแนวสูงและแนวราบ บ้านแฝด และทาวน์โฮม รวมจำนวน 4 โครงการมีมูลค่าโครงการกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการร่วมทุนพัฒนาโครงการแรกบนทำเลถนนรัชดา-ลาดพร้าว มูลค่าโครงการประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 50%”

ธงชัย บุศราพันธ์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE

ขณะที่ในปี 2564 ถือเป็นก้าวสำคัญของโนเบิลในการสร้างความแตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะด้วยความพร้อมหลังการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 3 รายของบริษัทในปัจจุบันถือหุ้นรวมกันประมาณร้อยละ 50 ประกอบด้วย ธงชัย บุศราพันธ์  และ NCROWNE PTE LTD. นำโดย แฟรงค์ ฟง คึ่น เหลียง รวมถึงบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) นับเป็นการผนึกกำลังพันธมิตรที่ลงตัวในการบริหารธุรกิจเพื่อสอดรับกับนโยบายการก้าวสู่ TOP 5 ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

“บริษัทยังคงมีแผนขยายและต่อยอดฐานลูกค้าของโนเบิล ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง โดยปัจจุบันฐานลูกค้าแบ่งเป็นลูกค้าในประเทศ 60% และต่างประเทศ 40% แม้ว่าที่ผ่านมาลูกค้าอาจชะลอการซื้อ ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์โควิด-19 แต่เรายังครองส่วนแบ่งยอดขายในตลาดรวมของกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ได้ถึง 37% จากยอดขายรวมทั้งหมดในอุตสาหกรรมคอนโดมิเนียมเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วง 9 เดือนของปี 2563 ที่ผ่านมา”

ด้านความแข็งแกร่งทางฐานะทางการเงินในปี 2564 บริษัทได้ตั้งงบลงทุนเพื่อการพัฒนาโครงการต่างๆ ไว้แล้วกว่า 9 พันล้านบาท ภายใต้การจัดการโครงสร้างทางการเงิน พร้อมสำหรับรองรับแผนการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ โดยในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทได้เสนอขายหุ้นกู้จำนวน 1.25 พันล้านบาท ซึ่งเป็นยอดจองสูงกว่าที่ตั้งไว้ จึงต้องมีการนำหุ้นกู้สำรองเพื่อการเสนอขายเพิ่มเติม (Green Shoe) มาใช้และยังได้เตรียมออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญใหม่ของบริษัทฯ ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 4 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2563 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) ที่ระดับ 1.28 เท่า ซึ่งทำให้บริษัทยังมีความคล่องตัวในการกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงินได้

นอกจากนี้ คาดว่าการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นของบริษัทฯ ที่ตราไว้ (Par Value) จากเดิมหุ้นละ 3 บาท เป็นหุ้นละ 1 บาท จะสามารถดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2564 ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องของการซื้อขายหุ้นของบริษัทฯให้แก่นักลงทุนและเป็นปัจจัยในการส่งเสริมให้บริษัทฯมีคุณสมบัติครบถ้วนในการได้รับการพิจารณาเข้าคำนวณในดัชนี SET100 Index อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม: เครือสหพัฒน์ เผย “กลุ่มโตคิว” เตรียมลงทุนเพิ่มในโครงการ HarmoniQ 2


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP