‘อนันดา’ เตรียมออกหุ้นกู้มูลค่าไม่เกิน 5 พันล้านบาท เสนอขายต้นปี 2565 - Forbes Thailand

‘อนันดา’ เตรียมออกหุ้นกู้มูลค่าไม่เกิน 5 พันล้านบาท เสนอขายต้นปี 2565

FORBES THAILAND / ADMIN
30 Nov 2021 | 12:12 PM
READ 1199

บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เตรียมออกและเสนอขายหุ้นกู้มูลค่าไม่เกิน  5 พันล้านบาท โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากทริส เรทติ้ง ที่ระดับ BBB- พร้อมแต่งตั้ง 5 สถาบันการเงินเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ คาดเสนอขายให้ผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบันในช่วงต้นปี 2565 เผยแผนปี 2565 เดินหน้า 7 โครงการใหม่ มูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาทโดยเดือนตุลาคมที่ผ่านมามียอดขายเติบโตจากเดือนกันยายน 2564 ถึง ร้อยละ 30

เสริมศักดิ์ ขวัญพ่วง ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำแห่งวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ยื่นข้อมูลเพื่อเสนอขายหุ้นกู้ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป และผู้ลงทุนสถาบัน ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) แล้ว โดยหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564 ที่ระดับ “BBB-” เช่นเดียวกับอันดับเครดิตองค์กร แนวโน้ม “คงที่” (Stable)

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้แต่งตั้งสถาบันการเงิน 5 แห่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด โดยคาดว่าจะเสนอขายในช่วงต้นปี 2565 และจะมีการแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับอายุหุ้นกู้และผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนทราบอีกครั้ง

บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งโครงการคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรรและทาวน์เฮ้าส์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยโครงการคอนโดมิเนียมจะเน้นการเชื่อมโยงกับสถานีรถไฟฟ้า เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของผู้พักอาศัย ส่วนโครงการบ้านจัดสรรและทาวน์เฮ้าส์ เน้นแนวคิดและการออกแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละกลุ่มลูกค้า

ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีปัจจัยท้าทายที่ต้องเผชิญ แต่บริษัทฯ ยังสามารถสร้างการเติบโตทั้งในด้านยอดขายและยอดโอนที่มีสัญญาณดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเห็นได้จากช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม 2564 บริษัทฯ มียอดขายเติบโตขึ้นทุกเดือน โดยเฉพาะเดือนตุลาคมมียอดขายเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายนถึงร้อยละ 30 และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 4,104 ล้านบาท และยอดโอนกว่า 2,557 ล้านบาท ทั้งนี้ การเติบโตมาจากโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบ

นอกจากนี้ บริษัทฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 12,821 ล้านบาท เพื่อรองรับการโอนในระยะ 2 ปีข้างหน้า และในปี 2565 บริษัทฯ มีแผนเปิดโครงการใหม่จำนวน 7 โครงการ มูลค่ากว่า 28,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ และโครงการแนวราบ 2 โครงการ ด้วยกลยุทธ์ ANANDA NEW BLUE มองหาโอกาสใหม่ๆ แนวคิดที่พัฒนาที่อยู่อาศัยและบริการในรูปแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการชีวิตคนเมืองที่ปรับเปลี่ยนไปหลังโควิด

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน มีศักยภาพในการลงทุนขยายโครงการต่างๆ โดยมีเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 3 กว่า 5,900 ล้านบาท และมีเงินสดรับจากการขายและโอนโครงการที่สร้างเสร็จแล้วอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ เพิ่งได้รับเงินเพิ่มทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและสภาพคล่องทางการเงิน จำนวนประมาณ 1,292 ล้านบาท ตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้ จากจำนวนจองซื้อที่มากถึง 1,716 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน

โดยเงินเพิ่มทุนดังกล่าวจะนำไปสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และลดความจำเป็นในการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Bond) เพื่อทดแทน Perpetual Bond 2 รุ่น ที่จะมีอายุครบ 5 ปี ในปี 2565 จำนวนเงินรวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ มีแผนจะไถ่ถอน Perpetual Bond ดังกล่าว การเพิ่มทุนในครั้งนี้ยังจะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ ลงได้อีกด้วย สำหรับการออกหุ้นกู้ฯ ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในการรองรับจังหวะที่สำคัญในการเติบโตของบริษัทฯ ต่อไป ขณะเดียวกันโครงการของบริษัทฯ ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากพันธมิตรชั้นนำระดับอินเตอร์เนชั่นแนล เช่น มิตซุย ฟูโดซัง, บีทีเอส กรุ๊ป, เพรซิเดนท์ ดี เวนเจอร์, ดุสิตธานี, สแครทช์ เฟิร์สท์ และดิ แอสคอทท์ เป็นต้น

สำหรับประเด็นคดีความเรื่องการเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างโครงการแอชตัน อโศก ที่บริษัทฯ ถือหุ้นในโครงการดังกล่าวในสัดส่วนร้อยละ 51 ในลักษณะบริษัทร่วมค้านั้น โครงการนี้ไม่มีภาระหนี้คงเหลือและบริษัทฯ ไม่ได้เป็นผู้ถูกฟ้องร้องโดยตรง ส่งผลให้ความเสียหายสูงสุดที่จะกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัทฯ จึงถูกจำกัดเพียงมูลค่าของยูนิตที่ยังไม่ได้โอนตามสัดส่วนที่เป็นของบริษัทฯ เท่านั้น ซึ่งตามที่ปรากฎในงบการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 มีจำนวน 117 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 838.2 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อบริษัทฯ และโครงการของบริษัทฯ ในอนาคตได้ บริษัทฯ จึงได้มีการเตรียมแผนต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและนักลงทุนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการเพิ่มทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และการดำเนินการให้บริษัทร่วมค้ายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลปกครองกลางต่อศาลปกคลองสูงสุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2564 โดยปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างศาลปกครองสูงสุดแสวงหาข้อเท็จจริง ทั้งนี้บริษัทฯ และบริษัทร่วมค้าเชื่อมั่นว่าการก่อสร้างโครงการดังกล่าวได้ปฏิบัติตามกฎหมายในทุกขั้นตอน

“เรามั่นใจว่า ผู้ลงทุนจะให้ความสนใจลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจลงทุนในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีมติผ่อนปรนมาตรการการปล่อยสินเชื่อ LTV (Loan to Value) สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทำให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น เพราะความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง และจะยิ่งเพิ่มโอกาสในการเติบโตให้กับบริษัทฯ ในอนาคต รวมถึงจะเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้ลงทุนในการเลือกลงทุนหุ้นกู้ฯ ของบริษัทฯ อย่างแน่นอน” เสริมศักดิ์ กล่าว

อ่านเพิ่มเติม: “ทิสโก้” ชูลดหย่อนภาษีรับประโยชน์สองต่อ


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine